พลิกฟ้า ย่ำปฐพี

    บทที่ 17 ใช่ แค่ยังไม่ได้ทำ

    สถานศึกษา มันคือสถานที่สำหรับเฉพาะที่ผู้มีความสามารถอย่างแท้จริงเท่านั้น มันคือสถานที่ที่รวบรวมเหล่าคุณชายคุณหนูทั้งหลายเพื่อมาบ่มเพาะความสามารถในแขนงต่างๆ และ ผู้ที่ก่อตั้งสถานที่แห่งนี้ขึ้นมาก็คือราชครูซือเชา ลูกศิษย์ที่จบจากสถานศึกษาไปหากไม่เป็นขุนนางระดับสูงก็ล้วนเป็นยอดฝีมือยอดระดับหกระดับเจ็ดกันทั้งนั้นหากว่าในวันนั้นฮ่องเต้แคว้นชิงไม่ขอความช่วยเหลือจากหมู่บ้านของตงฟางหรงเพื่อทำลายอำนาจของราชครูไปมากกว่าครึ่งแล้วละก็ เป็นไปได้ว่าทุกวันนี้แคว้นชิงก็อาจตกไปอยู่ในมือของราชครูซือเชาและสถานศึกษาไปแล้วก็ได้!“ไปเชิญพวกมันมา” ฮ่องเต้พูดน้ำเรียงราบเรียบ บรรยากาศแห่งเจ้าชีวิตแผ่กระจายออกมา“อ่อ ไปเชิญเจ้าหนุ่มเว่ยเมิ่งมาด้วย” สถานศึกษาที่ย่อยยับไปในหวันนั้น ในวันนี้พวกมันกลับมาแล้ว! การต่อสู้ระหว่างผู้ส่งอำนาจในแคว้นชิงกำลังจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง!
    “ก็บอกว่าเข้าไม่ได้ก็ไม่ได้สิโว้ย! ไปซะ! หากมาก่อกวนอีกครั้งอย่ามาหาว่าข้าไม่เตือน” เสียงตวาดลั่นขององค์รักษ์หน้าประตูเว่ยเมิ่งยิ้มเจือนๆให้กลับองค์รักษ์ตรงหน้า ผู้ใดมันจะไปรู้ว่าวันนี้จะมีงานหมั้นหมายระหว่างคุณชายใหญ่ตระกูลตงฟางกับองค์หญิงใหญ่ ในงานหากไม่มีเทียบเชิญก็ไม่สามารถเข้าไปได้‘หากข้าบอกพี่องค์รักษ์ท่านนี้ไปว่า ข้าเป็นบุตรชายจากบ้านนอกของประมุขตระกูลพวกเจ้า ท่านพี่องค์รักษ์ท่านนี้จะเชื่อหรือเปล่านะ?.........หากเชื่อหิมะก็ถล่มในฤดูร้อนแล้ว! มารดามันเถอะ!’ เว่ยเมิ่งพูดกับตัวเองพลางตบมุขตัวเองไป ชายหนุ่มเกาหัว‘เอ...หรือจะไปซื้อผ้าไหมแล้วกลับบ้านเลยดีหว่า?’ในขณะที่เว่ยเมิ่งกำลังจะถอดใจกลับบ้านนั้น เสียงทักทายอย่างประหลาดใจก็ดังขึ้น“คุณชายเว่ยเมิ่ง?”“แม่นางหวังซูหยู?”เป็นหญิงสาวจากต่างโลกที่มันเพิ่งรู้จักนี่เอง นางไม่ได้มาคือเดียว มีบุรุษอายุราวๆสามสิบกว่าๆกับชายหนุ่มรูปร่างอ้วนอายุราว ยี่สิบต้นๆมาด้วย “ท่านก็มางานหมั้นของสกุลตงฟางด้วย?” หญิงสาวถามด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ ชายหนุ่มตรงหน้านางแต่งตัวเรียบง่ายแต่สีผ้าค่อนข้างซีดไปนิด อย่างเดียวที่ทำชายหนุ่มดูสะดุดตาคือ ใบหน้าที่หล่อเหล่า สะอาดสะอ้าน และรอยยิ้มจางๆ ที่ไม่ว่าหญิงสาวจากที่ไหนก็เกลียดไม่ลงเท่า หวังซูหยูชะงักไปเล็กน้อยเมื่อคิดว่านางมองหน้าบุรุษตรงหน้านานไปหน่อย.....“ฮาๆ ความจริงข้าพเจ้ามีคนรู้จักอยู่ในตระกูลตงฟางอยู่คนหนึ่ง ในเมื่อข้าพเจ้ามาที่แคว้นชิงก็เลยคิดแวะมาคารวะซักหน่อย แต่ดูเหมือนว่าวันนี้จะไม่ได้” ชายหนุ่มยักไหล่อย่างจนปัญญาพลางหันไปกระพริบตาปริบๆใส่องค์รักษ์ แน่นอนว่าองค์รักษ์ผู้เฝ้าประตูตอบสนองเพียงถลึงตาใส่หวังซูหยูครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนหันไปพูดคุยกับบุรุษทั้งสองที่เดินทางมาด้วยกัน เว่ยเมิ่งเห็นพวกเขากระซิบคุยกันเล็กน้อย หวังซูหยูเดินมาทางหาเว่ยเมิ่ง ชายหนุ่มกำลังจะประสานมือบอกลาแต่หญิงสาวก็ชิงพูดมาก่อน“คุณชายเว่ย อาจารย์ของข้าพเจ้าบอกว่าท่านสามารถเข้าไปกับพวกเราได้” นางกล่าวยิ้มๆ“นี่…มันจะดีหรือแม่นางหวัง?” เว่ยเมิ่งลังเล มันไม่เข้าใจความคิดของหญิงสาวตรงหน้าทำไมถึงช่วยตน“ไม่เป็นไร ถือซะว่านี่เป็นค่าตอบแทนที่ท่านจะไปเล่าเรื่องของพวกข้าให้สหายของท่านฟังก็ได้” นางยิ้ม อันที่จริงนางก็ลังเลอยู่บ้าง ถึงแม้อยากสร้างความเป็นมิตรด้วย แต่คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ บางทีชายตรงหน้าอาจจะมาสร้างเรื่องในสกุลตงฟางก็เป็นได้ และหากเป็นเช่นนั้น สำนักแพทย์ไป๋จางของนางอาจจะได้รับผลกระทบไปด้วยอย่างไรก็ตามอาจารย์ของนางกลับพูดขึ้น ‘ไม่เป็นไร ชายหนุ่มคนนั้น.......ไม่เป็นไร’ ศิษย์พี่ของนางก็พูดขึ้นด้วย ‘เจ้าหนุ่มนั้น....มีแต่กลิ่นของ...ธรรมชาติ’ แน่นอนว่านางไม่เข้าใจที่พวกเขาพูดซักนิด แต่ก็คงหมายความว่าให้เขาเข้าด้วยได้ไม่เป็นไรกระมั้ง?“ท่านนี่คืออาจารย์ของข้าไป๋จาง ส่วนนี้คือศิษย์พี่ของข้าไป๋ต้าเฉิง” นางแนะนำบุรุษทั้งสองให้กับเว่ยเมิ่ง“เว่ยเมิ่งคารวะผู้อาวุโสไป๋จาง เว่ยเมิ่งคารวะคุณชายไป๋ต้าเฉิง” เว่ยเมิ่งประสานมือให้กับบุรุษทั้งสอง“ยินดีที่ได้รู้จักสหายน้อยเว่ยเมิ่ง”“ยินดีที่รู้จักคุฯชายเว่ยเมิ่ง”เมื่อทำความรู้จักกันหมดแล้ว เว่ยเมิ่งและสำนักแพท์ไป๋จางก็เดินเข้าบ้านสกุลตงฟางไปอย่างสบายๆ แน่นอนว่าเว่ยเมิ่งพยายามหลบเลี่ยงสายตาแปลกๆขององค์รักษ์ที่มองตามมา“สำนักแพทย์ไป๋จางมาถึงแล้ว!!”เสียงตะโกนชื่อการมาถึงของสำนักแพทย์อันดับหนึ่งในแคว้นชิง ทำให้หลายคนหันมาสนใจ“ท่านหมอไป๋จาง!”“วันนี้แม่นางหวังยังคงงดงามเช่นเคย”ตระกูลหรือสำนักมากมายต่างเข้ามาทักทายเจ้าสำนักไป๋จาง หวังซูหยูเรียกให้ไป๋ต้าเฉิงกับเว่ยเมิ่งตามมา พวกเขาไม่จำเป็นต้องไปรับหน้ากับชนชั้นอาวุโส แต่ต้องไปทักทายพวกรุ่นเดียวกัน“ซูหยู!” เสียงคุ้นเคยดังขึ้นเป็นถังหลิงอวี้ที่กำลังวิ่งมาทางหวังซูหยู ร่างยิ้มร่าเหมือนพึ่งหลุดพ้นจากนรก หวังซูหยูเลิกคิ้วหันไปดูทิศทางที่นางวิ่งมา เห็นแม่ทัพถังสายหัวให้กับพฤติกรรมของบุตรี ‘อ่อ คงถูกคุยเรื่องแต่งงานอีกแล้วกระมัง?’“สวัสดีเจ้าคะ คุณชายไป๋ต้าเฉิง และนี่.........เอ๋ คุณชายเว่ยเมิ่งไม่ใช่เหรอ?” นางทักทายไป๋ต้าเฉิงและก็อุทานเมื่อเห็นเว่ยเมิ่งไป๋ต้าเฉิงตาปรือๆพยักหน้าตอบรับส่วนเว่ยเมิ่งก็ทักทายกลับ“แม่นางถัง” ชายหนุ่มยิ้มประสานมือเว่ยเมิ่งมองไปรอบๆจวนแม่ทัพใหญ่ของแคว้นชงย่อมไม่ธรรมดาพื้นที่โล่งกว้างพอที่จะจุคนได้เป็นร้อยคน เว่ยเมิ่งคิดจะไปคารวะบิดาแล้วรีบจากไป จึงหันจะไปบอกลาทุกคน“ไม่กล้ารบกวนพวกท่านอีกต่อไป ข้าพเจ้ารีบไปทักทายคนผู้นั้-” เว่ยเมิ่งยังไม่ทันจะพูดจบเสียงเรียกดังลั่นกลบเสียงของเขา“น้องหลิงอวี้” เสียงเรียกหวานเยิ้ม ทำเอาถังเหิงอวี้ขนลุกผู้มาคือตงฟางเจี้ยนหงบุตรชายคนที่สองของตงฟางหรงที่เกิดจากฮูหยินรอง กับ คุณชายหกหานเหวินหลาง ทั้งสองเดินเข้ามาทางพวกเขาทั้งสี่“น้องหลิงอวี้ทำไมเจ้าถึงมาช้านัก? ข้ารอเจ้าตั้งนานรู้ไหม?” ชายหนุ่มยิ้มอย่างหล่อเหลา แต่ถังหลิงอวี้กลับกลอกตามองบน นางถูกตงฟางเจี้ยนฟงตามจีบมาซักพักแล้ว ตอนแรกนางคิดว่าขอเพียงนางไม่สนใจเล่นด้วย เจ้าหนุ่มนี่ก็คงเลิกลาไปเอง ที่ไหนได้เจ้าบัดซับนี่ดันเอาเรื่องนางไปพูดคุยกับครอบครัวของตนเองว่าอยากแต่งงานกับนาง วันรุ่งขึ้นนางแทบจะหกล้มหัวฟาดเมื่อได้ยินว่ามีแม่สื่อจากสกุลตงฟางมาทาบทาม“ข้ามาช้าแล้วเกี่ยวไรกับท่าน?” นางขมวดคิ้วถามอย่างไม่พอใจฟังคำพูดแดกดันของนางตงฟางเจี้ยนหงไม่โกรธเพียงหัวเราะยิ้มๆอย่างเขินๆ แต่เมื่อสังเกตเห็นถังหลิงอวี้ที่ยืนอยู่ข้างเว่ยเมิ่งมันก็ขมวดคิ้ว ก็ถามเว่ยเมิ่งด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยจะพอใจนัก“ท่านเป็นใคร”“หืม? เอ่อ ตอบคุณชาย ข้าพเจ้ามีนามว่าเว่ยเมิ่ง” ชายตอบยิ้มอย่างสุภาพตงฟางเจี้ยนฟงครุ่นคิดมันไม่เคยได้ยินนามนี้มาก่อนในเมืองหลวง ตงฟางเจี้ยนหงถูกมารดาเลี้ยงดูอย่างประคบประหงมและตามใจมาตลอด มันจึงมีนิสัยใจร้อนและไม่ค่อยคิดอะไร เมื่อเห็นเว่ยเมิ่งที่ดูแล้วไม่ใช่คนสำคัญอะไรอีกทั้งยังดูแล้วมีฝีมืออยู่แค่ในระดับสามมาจึงกล้าหาเรื่องได้โดยไม่เกรงกลัว“ข้าไม่ชอบให้บุรุษคนอื่นอยู่ใกล้น้องหลิงอวี้ ถอยไป” มันพูกพลางปล่อยแรงกดดันของยอดฝีมือระดับห้าออกมากดดันอย่างไรก็ตามไม่ทันที่แรงกดดันจะมาถึงตัวเว่ยเมิ่ง พลังระดับหกก็ถูกปล่อยมาสะกดข่มแรงกดดันของตงฟางเจี้ยนหงหมดสิ้นเป็นไป๋ต้าเฉิงที่เหมือนดวงตาจะหลับแต่ก็ไม่หลับ “ขออภัยคุณตงฟางด้วย ทว่าแขกของเราสำนักแพทย์ไป๋ฉาง คือคุณชายเว่ยเมิ่งที่มีร่างกายอ่อนแอมากเสียจนไม่สามารถทนรับแรงกดดันใดๆได้”ตงฟางเจี้ยนหงยิ้มเก็บพลัง พร้อมเอ่ยยิ้มๆ“ขออภัยอะไรกันพี่ไป๋ ข้าพเจ้าสิต้องขออภัยหาก‘พลังเล็กๆน้อย’นี่ไปทำอะไรแขกของพี่ไป๋เข้า” ตงฟางเจี้ยนฟงเป็นคนใจร้อนและเอาแต่ใจแต่มันไม่ใช่คนโง่ การเสี่ยงหักหน้าสำนักแพทย์ไป๋จางเพราะเรื่องเล็กน้อยนี่ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำ‘เอาไว้ค่อยไปดักจัดการมันทีหลังแล้วกัน’ ตงฟางเจี้ยนหงคิดในใจ“โอ้จริงสิ! นี่ก็ใกล้เวลาเริ่มงานหมั้นของพี่ใหญ่แล้ว หากไม่รังเกียจพวกท่านยินดีที่จะเดินมาพร้อมกับพวกข้าหรือไม่?” ตงฟางเจี้ยนหงยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์‘หากบอกว่ารังเกียจเล่า?’ เสียงในใจของพวกเว่ยเมิ่งดังพร้อมกัน“ขอคุณชายตงฟางเจี้ยนหงนำทาง” หวังซูหยูพูดอย่างจนใจตงฟางเจี้ยนหงยิ้มและเดินนำพวกเขาไป หานเหวินหลางที่ยืนเงียบๆ ไม่ได้พูอะไรตั้งแต่ต้นชายตามองหวังซูหยูเล็กน้อย และยิ้มให้ หวังซุหยูฟฝืนยิ้มกลับไปให้ เว่ยเมิ่งที่เดินตามข้างหลังหันหน้าไปขอบคุณไป๋ต้าเฉิง ชายหนุ่มร่างอ้วนเพียงย้มน้อยๆ โบกมือบอกไม่เป็นไร‘ทำไมข้ารู้สึกว่าเรื่องทุกอย่างมันยุ่งอยากเกินความจำเป็นจังนะ?’ เว่ยเม่งเริ่มรู้สึกรำคาญ
    “ถวายบังคมฝ่าบาท” เสียงนุ่มนวลดังขึ้นทักทายฮ่องเต้แคว้นชิงผู้เอ่ยทักทายเป็นบุรุษหน้าตาสะอาดสะอ้าน อายุราวๆสามสิบ สวมใส่ชุดนักศึกษา มันนามว่าซูเหยียนเป็นอาจารย์อา ของสถานศึกษาแห่งแคว้นชิง “ตามสบายเถิดซูเหยียน” เสียงราบเรียบของฮ่องเต้“ท่านแม่ทัพใหญ่” ซูเหยียนหันไปทักทายตงฟางหรง“อาจารย์ซูเหยี่ยน” ตงฟางหรงตอบกลับ“หน้าเสียดายที่ศิษย์พี่ตอนนี้กำลังฝึกฝนฌานอยู่ เลยทำให้ไม่สามารถมาร่วมงานมงคลครั้งนี้ ทำได้แต่ฝากคำยินดีมากับข้าพเจ้าและลูกลูกศิษย์ เจ้าสอง เจ้าแปด มาทักทายฝ่าบาทกับท่านแม่ทัพใหญ่เร็ว” “ถวายบังคมฝ่าบาท”“คารวะท่านแม่ทัพใหญ่”ทั้งเป็นสองเป็นบุคคลที่มีบุคลิกแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง บุรุษที่ถูกเรียกว่าเจ้าสองนามว่าจูหยวน มันมีใบหน้าที่หล่อเหลา หากแต่มีสีหน้าที่เย็นชาและแฝงไว้ด้วยความหยิ่งยโส ส่วนที่ถูกเรียกว่าเจ้าแปด..นามว่า ฟงไป๋หลิน หากแต่ทว่ายากที่จะแยกแยะสภาพเพศของมัน ฟงไป๋หลินมีใบหน้าที่งดงามงามราวกับสตรีหากแต่ท่าทางของมันก็ดูคล้ายกับบุรุษ ยิ่งเสื้อผ้าที่สวมใส่ก็เป็นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง“ตามสบายเถิด” เสียงของฮ่องเต้ยังคงราบเรียบ‘เจ้าพวกอสรพิษ’ ฮ่องเต้ชิงหลงเทียนคิดในใจ ‘ไอ้เจ้าเฒ่าชราไม่ยอมตายนั้นไม่มีทางหยิบยืนไมตรีให้กับเราเด็ดขาดมันต้องการแคว้นชิงยิ่งกว่าอะไรดี ที่มันส่งพวกลูกศิษย์มาก็คงเพราะต้องการแสดงแสนยานุภาพเสียมากว่า’ ฮ่องเต้แม้สีหน้าเรียบเฉยแต่ก็สั้นสะท้านในใจ ซูเหยียนที่เมื่อแปดปีก่อนเป็นเพียงยอดฝีมือระดับหกหากทว่าตอนนี้มันกลับอยู่กลายเป็นยอดฝีมือระเก้าไปเสียแล้ว!‘พวกลูกศิษย์ที่มันนำมาก็ไม่ธรรมดาเลยเช่นกัน’ ฮ่องเต้มองสองลูกศิษย์จากสถานศึกษาทั้งคู่ดูแล้วน่าจะอายุราวๆยี่สิบต้นๆเท่านั้นแต่มีฝีมืออยู่ระดับหกเสียแล้ว‘ดูท่านอกจากมาแสดงพลังแล้วมันยังมาบีบบังคับพวกที่ยังไม่ได้เลือกข้าให้รีบเลือกเสียด้วย’ขุนนางในแคว้นชิงแบ่งเป็นหลักสามส่วน หนึ่งคือฝ่ายฮ่องเต้ สองคือฝ่ายราชครู สามคือพวกที่ยังไม่ได้เลือกข้างอย่างเช่น พวกสำนักกระบี่สวรรค์ และ พวกสกุลโบราณต่างๆ หากพวกนี้ไปเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งละก็ขั้วสมดุลอำนาจต้องเปลี่ยนไปแน่นอน‘หากเราไม่สามารถดึงขั้วอำนาจฝ่ายที่สามมาเข้าได้ ตงฟางหรงข้าคงต้องให้เจ้าลำบากใจอีกซักครั้งแล้ว.....’
    เว่ยเมิ่งเข้ามาในห้องโถงขนาดให้ใหญ่ เว่ยเมิ่งผู้คนมากมายต่างรุมล้อมบุรุษหนุ่มและหญิงสาวคู่หนึ่ง เป็นตงฟางจวินอิ๋งและองค์หญิงชิงอวี้ ทั้งสองยิ้มรับแขกเหรื่อต่างๆ แม้แต่ในมุมมองของชายหนุ่ม ทั้งสองก็ดูเป็นคู่เหมาะสมกันจริงๆ‘เอ...หากนับตามอายุข้าน่าจะเป็นพี่ชายสินะ?’ เว่ยเมิ่งคิดในใจ“ทุกท่านข้าขอเชิญที่โต๊ะนี่เลยขอรับ” เป็นคนรับใช้ของสกุลตงฟาง“โอ้ต้องขออภัยคุณชายท่านนี้ด้วยจริงๆขอรับ ทว่าโต๊ะตัวนี้สามารถนั่งได้เพียงห้าที่เท่านั้นขอรับ” คนรับใช้เอ่ยด้วยสีหน้ารู้สึกผิด เว่ยหมิ่งที่ยืนมองทุกคนนั่งโต๊ะหมดแล้ว ก็ยืนเกาหัวเล็กน้อย“ไม่เป็นไรๆ” เว่ยเมิ่งโบกมือ บอกคนรับใช้ว่าไม่ต้องใส่ใจ“ตงฟางเจี้ยนหง ท่านได้นั่งอยู่ตรงโต๊ะสกุลตงฟาง? ทำไม่ท่านถึงมานั่งกลับพวกเราได้?” ถังหลิงอวี้ขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าตงฟางเจี้ยนหงนั่งลงที่ข้างๆตน ส่วนหานเหวินหลางนั่งลงที่ข้างๆหวังซูหยู“โต๊ะตรงนั้นมีพวกผู้ใหญ่เขาคุยกันการจะให้รุ่นเยาว์เช่นพวกเราไปนั่งฟังเช่นมันจะไม่เป็นการทรมาณพวกเรามาเกินหรือ จริงไหมคุณชายหาน?”“เป็นอย่างที่คุณชายรองพูดจริงๆ” หานเหวินหลางตอบยิ้มจ้องหวังซูหยูไม่วางตา“คุณชายเว่ยเดี่ยวข้าจะไปหี่นั่งให้เป็นเพื่อนละกัน” ถังหลิงอวี้พูดอย่างไม่เกรงใจ ดวงตาของตงฟางเจี้ยนหงแว่บขึ้นมาด้วยโทสะแต่ไม่ได้พูดอะไร“ไม่ต้องๆ ข้าพเจ้าจะกลับแล้ว ต้องขอบคุณทุกท่านจริงๆที่เป็นธุระค่อยช่วยเหลือพวกข้าพเจ้า” เว่ยเมิ่งรู้สึกรำคาญทุกๆอย่างเลยจะกลับบ้านดีกว่า แต่ตอนนั้นเอง“คุณชายเว่ยเมิ่ง” เสียงจากองค์รักษ์ประจำตัวฮ่องเต้“หืม? ไม่ทราบว่าท่านคือ?”“ข้าพเจ้าคือองค์รักษ์ประจำตัวฮ่องเต้ ตอนนี้ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ข้าพเจ้ามาเชิญท่านไปร่วมโต๊ะอาหารด้วย”“ฝ่าบาท?” ทุกคนในโต๊ะอุทานด้วยความตกใจ คุณชายที่ดูท่าทางไร้ชื่อเสียงคนนี้ รู้จักกับฮ่องเต้เฃียวรึ
    ‘พวกท่านมันน่ารำคาญ!! หายๆไปให้หมดซะ!’ เว่ยหมิ่งคำรามใส่ทุกคน ในมือปรากฏไฟสีม่วงลุกโชน ชายหนุ่มต่อยหมัดลงพื้น เปลวเพลิงสีม่วงเผ่าผลาญทุกสิ่งรอบๆตัวเขาในเสี้ยววิ เริ่มจากเมืองหลวงที่หลอมละลายจากนั้นก็เป็นทั้งแคว้นชิงที่ถูกเผาไหม้จากเพลิงสีม่วง...........แน่นอนว่านี่เป็นความคิดที่อยู่ในหัวของเว่ยเม่งเท่านั้นเขายังไม่ได้ทำหรอก.....................ใช่ แค่ยังไม่ได้ทำ เว่ยเมิ่งที่มานั่งแบบงงๆ ตอนนี้กำลังนั่งปั้นรอยยิ้มให้กับใครก็ไม่รู้เยอะแยะเต็มไปหมด“ฮาๆๆ เป็นอะไรไปเหล่าเจ้าหนุ่ม นี่มันวันมงคลของญาติเจ้าไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงทำหน้าเหมือนใครไปบังคับเจ้ามาอยู่ตรงนี้อย่างงั้นแหละ” ฮ่องเต้ยิ้มขำเมื่อเห็นสีหน้าของเว่ยเมิ่ง‘ก็ท่านไงให้ข้ามาตรงนี้’ชายหนุ่มคิดในใจก่อนตอบไปอีกอย่าง “ฝ่าบาททรงล้อเล่น ฮาๆ ว่าแต่ฝ่าบาทพอจะทราบหรือไม่ว่าตอนนี้ท่านแม่ทัพใหญ่อยู่ที่ไหน” เว่ยเมิ่งลอบถามที่อยู่ของบิดา“อา ข้าคิดว่ามันคงพาแขกคนสำคัญไปพบว่าที่บ่าวสาวกระมั้ง?”“ขอบพระคุณฝ่าบาท ข้าพเจ้าขอตัวลา”“ฮะ? ดะ เดี่ยวนี่ข้าให้เจ้ามานั่งเป็นเพื่อนนะ” ฮ่องเต้ทำหน้าเหรอหรา เมื่อเว่ยเมิ่งลุกทิ้งพระองค์ไปหน้าตาเฉย
    “จวินอิ๋ง นี่คือท่านซูเหยี่ยนอาจารย์อาแห่งสถานศึกษา” ตงฟางหรงจำใจพาคนของสถานศึกษามาพบ ลูกชายกับว่าที่ลูกสะใภ้“ตงฟางจวินอิ๋งคารวะท่านซูเหยียน”“ฮาๆ คุณชายตงฟางเกรงใจเกินไปแล้ว”ซูเหยียนมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยด้วยทว่าในใจกลับคิดอีกอย่าง ‘เฮอะ เจ้าลูกสุนัขนี่ อย่าคิดว่าข้าจะดูไม่ออกเรื่องที่เจ้าลอบช่วยเหลือเจ้าโง่ฟงเหวินเกอ เพราะหวังสิ่งใด หากคาดไม่ผิดเจ้าต้องมีแผนร้ายกับเจ้าโง่ฟงเหวินเกอแล้วคิดจัดฉากจะป้ายความผิดให้กับสถานศึกษาเราผิดใจพร้อมกันทั้งแคว้นฟงและสำนักผู้กล้าไร้พ่ายเป็นแน่’ตงฟางจวิ้นอิ๋งมองรอยยิ้มคนตรงหน้าก็รู้ทันที่ว่ามันกำลังคิดเรื่องอะไร‘หึ อย่าคาดเดาเข้าไปเลยเจ้าเศษหลงเหลือจากอดีตไว้รอดูของจริงเมื่องานเริ่มดีกว่า’ทั้งสองแม้ยิ้มให้กันแต่ภายในใจกลับวางแผนรอเวลาตลบหลังอีกฝ่ายตงฟางหรงมองฉากตรงหน้าด้วยความเป็นห่วง มันของดูบุตรชายด้วยความคิดในใจ‘จวินอิ๋งหวังว่าความคดของเจ้าจะไม่ผิดพลาดตอนนั้นเองที่มันสะดุงตื้นจากความคิดเมื่อมีคนเรียก“ท่านแม่ทัพใหญ่”“หืม?”“ข้าพเจ้าตงฟางเว่ยเมิ่ง จากหมู่บ้านน้ำตกสวรรค์ ขอคารวะท่านแม่ทัพใหญ่” ชายหนุ่มประสานก้มหัวให้เล็กน้อยกับผู้เป็น‘บิดา’