บทที่ 12 นิยามใหม่แห่งความหน้าด้าน
"แล้วก็เงินในบ้านน่ะ แม้ว่าตลอดหลายปีมานี้แกจะส่งเงินมาให้เรื่อย ๆ แต่ค่าใช้จ่ายสารพัด ทั้งงานแต่งงานงานศพก็ใช้เงินไม่น้อยเลยนะ แม่แทบไม่มีเงินเหลืออยู่เลย ก็ถือว่าเป็ค่าเลี้ยงดูสะท้อนความกตัญญูของแกต่อแม่แล้วกัน!"
หลี่เซียงหลานพูดออกมาอย่างหน้าตาเฉย เธอกำลังกดดันเสิ่นฟางไห่ให้ยอมล้มเลิกเื่แยกครอบครัว เพราะถ้าไม่มีเงินและไม่มีบ้าน ก็เท่ากับว่าเขาจะต้องออกไปตัวเปล่าโดยไม่มีอะไรติดตัวเลย
"แม่ครับ ั้แ่อายุสิบแปดปีผมก็เริ่มทำงาน เงินเดือนจากตอนแรกที่ได้สิบห้าหยวน มาถึงตอนนี้ก็มากกว่าสามสิบหยวนแล้ว ผมไม่เคยเก็บเงินไว้ใช้ส่วนตัวเลย"
"ก่อนแต่งงานก็ส่งเงินทั้งหมดให้แม่ พอแต่งงานกับซูอวี้จู๋แล้ว ผมก็ส่งครึ่งหนึ่งของเงินเดือนมาเลี้ยงดูครอบครัวใหญ่ ผมคิดว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิดต่อทุกคนเลย!"
เสิ่นฟางไห่คาดไม่ถึงว่าเพื่อไม่ให้แยกครอบครัว หลี่เซียงหลานจะกดดันเขาถึงขนาดนี้ ยิ่งพูดเขาก็ยิ่งรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง
"แม่ครับ เื่บ้าน... ผมก็ยอมยกให้ไปแล้ว แต่เงินผมให้ไม่ได้ เด็ก ๆ ก็โตขึ้นเรื่อย ๆ เสิ่นหนานซิงกับเสิ่นหนานหยางก็ใกล้จะถึงวัยหาคู่แต่งงานแล้ว ส่วนเสิ่นหนานเยว่ยังเล็กอยู่ต้องเรียนหนังสือ"
"เราย้ายออกไปได้ แต่การสร้างบ้านก็ต้องใช้เงิน! แม่ก็ควรนึกถึงผมบ้าง ผมเป็ลูกชายแท้ ๆ ของแม่หรือเปล่าครับ?!"
เสิ่นฟางไห่พูดด้วยน้ำเสียงสะอื้นไห้ ทว่าหลี่เซียงหลานกลับไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด
"แม่บอกแล้วไงว่าไม่ได้เก็บเงินไว้มากมาย มีแค่ร้อยกว่าหยวนเอง ถ้าแก้าก็เอาไปแบ่งกับพี่ชายให้เท่า ๆ กันเถอะ!"
หลี่เซียงหลานควักเงินหนึ่งร้อยสิบหยวนออกมาจากกระเป๋าแล้ววางไว้บนโต๊ะ
"แบ่งไม่ได้ค่ะ แม่ก็ต้องได้ส่วนหนึ่งด้วย! รวมแล้วต้องแบ่งเป็สามส่วน!" หลิวผิงฉลาดแกมโกง เธอรู้ดีว่าถ้าแบ่งให้หลี่เซียงหลานก็เท่ากับให้ครอบครัวของเธอเอง
เสิ่นหนานซิงมองดูพวกเขา แล้วจู่ ๆ ในใจก็พลันบัญญัตินิยามใหม่ให้กับคำว่า 'หน้าด้าน' ขึ้นมา เดิมทีเธอไม่อยากสนใจเื่นี้ เพราะสักวันหนึ่งเธอต้องพาครอบครัวไปใช้ชีวิตอย่างสุขสบายได้แน่
แต่พอเกิดเื่บัดซบแบบนี้ขึ้น เสิ่นหนานซิงก็รู้สึกว่าตัวเองใจดีเกินไปหน่อยแล้ว
'001 สแกนดูหน่อย ดูสิว่าเงินในบ้านซ่อนอยู่ที่ไหน' เธอสั่งการในใจ
หลี่เซียงหลานไม่น่าจะนำทรัพย์สินทั้งหมดติดตัวมาด้วย
[โฮสต์ครับ ใต้เสื่อนอนมีห่อผ้าห่อหนึ่ง ข้างในมีเงินห้าสิบหยวน ส่วนรูที่อยู่ข้างผนังท้ายเตียงมีไหใบหนึ่ง ภายในมีเงินจำนวนมากครับ!]
ใช้เวลาไม่ถึงสามสิบวินาที เสิ่นหนานซิงก็ได้รับคำตอบจากระบบ
เสิ่นหนานซิงปล่อยมือที่จับเสิ่นฟางไห่ไว้แล้วเดินตรงไปที่ท้ายเตียง ที่ตรงนั้นมีแผ่นไม้ถูกปิดเอาไว้เพื่ออำพรางโดยหลี่เซียงหลาน
เธอไม่รอช้า ดึงไหใบนั้นออกมาแล้วทุ่มลงบนพื้นเสียงดังสนั่นทันที!
การกระทำของเสิ่นหนานซิงรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ พอทุกคนตั้งสติได้ ไหก็แตกกระจาย เงินร่วงหล่นเกลื่อนพื้นเรือน
"เ้า... เ้าเด็กสารเลว! แกกล้าหาญถึงขนาดนี้เลยเหรอ? นั่นคือเงินของฉัน เงินของฉัน!" หลี่เซียงหลานโกรธจนตัวสั่น พูดไม่ออก!
ภายในไหเต็มไปด้วยธนบัตรที่มัดเป็ปึก ๆ ด้วยยางรัดอย่างดี
"จะแบ่งเงินพวกนี้กันดี ๆ หรือจะให้ค้นบ้านต่อ! เลือกเอาเอง!" เสิ่นหนานซิงรีบกวาดเงินขึ้นมา โชว์เงินในมือแล้วมองไปที่หลี่เซียงหลานอย่างไม่เกรงใจอีกต่อไป
"แม่เกลียดผมขนาดนี้เลยเหรอครับ? ถึงไม่เหลือทางให้ผมมีชีวิตอยู่เลย?"
เสิ่นฟางไห่พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ฟังดูน่าเวทนามาก แต่สายตากลับเฉียบคม เขาจ้องมองใบหน้าของหลี่เซียงหลานอย่างตั้งใจ อยากเห็นความเสียใจจากแม่สักนิดก็ยังดี
"แบ่ง! แบ่งกันเถอะ! แบ่งให้หมดเลย!"
หลี่เซียงหลานทรุดนั่งลงอย่างอ่อนแรง ั้แ่ตอนที่เสิ่นหนานซิงโยนไหลงมา เธอก็แทบหมดเรี่ยวแรงเดิน ทำได้เพียงปล่อยให้เสิ่นหนานซิงนับเงินอยู่ตรงนั้น
ในขณะนั้นเธอรู้สึกว่าเด็กคนนี้เกิดมาเพื่อเป็เ้ากรรมนายเวรโดยแท้! และสิ่งที่น่าโกรธที่สุดคือ ลูกชายคนเล็กใจห่างเหินจากเธอไปอย่างสมบูรณ์แล้ว!
หลิวผิงโกรธจนแทบจะพ่นไฟออกมา เธอเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแม่สามีซ่อนเงินไว้ที่ไหน แต่เด็กสารเลวคนนี้รู้ได้อย่างไร!
ทั้งเธอและเสิ่นฟางเฉวียนต่างก็ตาแดงก่ำด้วยความโลภ หลิวผิงอยากวิ่งเข้าไปแย่ง แต่เสิ่นหนานซิงสูงถึงหนึ่งเมตรเจ็ดสิบ เธอยกมือขึ้นสูงจนหลิวผิงเอื้อมไม่ถึง
"ป้าสะใภ้คะ ถ้าป้ามาแย่ง หนูจะจุดไฟเผาทั้งหมดตรงนี้แหละ! ให้มันจบ ๆ แล้วเราก็แยกย้ายกันไปคนละทาง!" เสิ่นหนานซิงจ้องมองหลิวผิงด้วยสายตาดุดันและเอาจริง
หลิวผิงจึงต้องกลืนความขุ่นเคืองลงคอ แต่สายตายังคงจับจ้องไปที่มือของเสิ่นหนานซิงตาเป็มัน
สุดท้ายนับได้เงินกว่าหกร้อยหยวน บวกกับอีกหนึ่งร้อยกว่าหยวนบนโต๊ะ รวมเป็เงินทั้งหมดแปดร้อยหยวน
หลังหันไปสบตากับเสิ่นฟางไห่แล้ว เสิ่นหนานซิงก็ไม่ลังเลที่จะนำเงินห้าร้อยหยวนไป ส่วนที่เหลือก็โยนไว้บนโต๊ะทั้งหมด
หลี่เซียงหลานไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่มองดูเงินที่ลดลงอย่างเ็ปใจ นี่คือเงินที่เธอเก็บสะสมมาตลอดหลายปี
เธอยังคิดว่าเสิ่นหนานมู่ใกล้จะถึงวัยหาคู่แล้ว ค่าสินสอดต่าง ๆ ต้องใช้เงินอีกมาก แต่ตอนนี้เงินเกือบครึ่งหนึ่งกลับมลายหายไปในพริบตา!
"แม่ครับ ยังไงก็ให้แม่เก็บไว้เถอะ บ้านนี้ก็ยังเป็ของแม่อยู่!" เสิ่นฟางเฉวียนมองดูเงินบนโต๊ะ ทนต่อสายตารุนแรงราวกับจะกินเืกินเนื้อของหลิวผิงไม่ไหว แล้วรีบพูดออกมาทันที
หลี่เซียงหลานไม่ได้แม้แต่จะหันมามองหลิวผิง เธอก็รีบเก็บเงินใส่กระเป๋าไปทันที อย่างน้อยก็ยังมีเงินเหลืออยู่ครึ่งหนึ่ง ก็ต้องทำใจยอมรับสภาพไปอย่างนี้
"อีกเื่หนึ่งนะ ในเมื่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ แกก็ต้องดูแลพี่ชายของแกเป็หลัก ต่อไปทุก ๆ เดือนแกต้องส่งเงินให้แม่ด้วยนะ เดือนละสิบหยวนก็พอ!"
ทันใดนั้นหลี่เซียงหลานก็คิดแผนใหม่ขึ้นมา เธอคิดว่าแม้ลูกชายจะไม่สนใจตนแล้ว แต่ก็ยังรีดไถเงินเพิ่มได้
ซูอวี้จู๋ถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า ก่อนหน้านี้ตอนยังไม่แยกบ้านก็ต้องให้เงินครึ่งหนึ่งของเงินเดือนตั้งสิบห้าหยวน ตอนนี้ไม่มีบ้านให้ ซ้ำยังไม่อยากแบ่งเงินอีก แต่กลับต้องจ่ายเพิ่มอีกเดือนละสิบหยวน! หน้าไม่อายกันจริง ๆ!
"แม่พูดอะไรมาผมก็พร้อมรับฟังหมดครับ เอาตามนั้นเถอะ!" เสิ่นฟางไห่กดมือภรรยาไว้ สีหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก
"เสิ่นฟางไห่! ลองไปเดินสอบถามดูให้ทั่วสิ ว่ามีผู้สูงอายุบ้านไหนที่กล้าขอค่าเลี้ยงดูตั้งสิบหยวน!" ซูอวี้จู๋ที่เพิ่งจะดีใจจากชัยชนะครั้งก่อน พลันรู้สึกเหมือนความสุขพังทลายลงอีกครั้งเพราะความยอมคนของสามี
ทว่าเสิ่นหนานซิงกลับคิดว่าแบบนี้ก็ดีแล้ว เพราะเื่กตัญญูนี้เป็เื่ที่ต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ เมื่อนึกถึงพลังการต่อสู้ของป้าชุนฮวา เธอรู้สึกว่าสิบหยวนก็ไม่แพงเลยสักนิดเดียว!
"พ่อคะแม่คะ พวกเราควรจะไปเชิญคุณลุงเจี้ยนกั๋วมาเป็พยานลงนามไหมคะ?" เสิ่นหนานซิงนึกถึงชาติก่อน ในหมู่บ้านมีครอบครัวหนึ่งที่ไม่ได้มีพยานยืนยันการแยกครอบครัว ผลคือเกิดเื่วุ่นวายตามรังควานไม่จบสิ้น เธอจึงเสนอขึ้นมา
เธอไม่อยากรอให้ตัวเองร่ำรวยแล้วคนพวกนี้ถึงจะมาอ้างสิทธิ์เหนือน้ำพักน้ำแรงของเธอ มันน่ารำคาญมาก ถ้าจะทำก็ต้องทำให้เรียบร้อยแต่แรก
"ใช่! อวี้จู๋ ไปเถอะ! เล่าเื่ทั้งหมดให้ลุงเจี้ยนกั๋วฟัง แกทำงานมาตลอดชีวิต คงรู้ว่าต้องจัดการสัญญาอย่างไร"
เสิ่นฟางไห่ตอบรับทันที เพราะครอบครัวเขากำลังจะสร้างบ้านใหม่ จึงต้องได้รับการอนุมัติจากหมู่บ้านเื่ที่ดิน ส่วนที่ดินทำกินก็ต้องแบ่ง แม้ว่าเขาจะไม่มีที่ดิน แต่ซูอวี้จู๋กับลูก ๆ ต่างมีสิทธิ์
เขาจึงสั่งให้ซูอวี้จู๋ไปเชิญคนมา ซูอวี้จู๋เดินออกไปอย่างเงียบสนิท ไม่พูดจาโต้ตอบใด ๆ อีก
"ต้องไปเชิญคนในหมู่บ้านมาด้วยเหรอ? การแยกบ้านเป็เื่ภายในครอบครัว ไม่จำเป็ต้องป่าวประกาศหรอกมั้ง?" หลี่เซียงหลานรู้สึกใจสั่นอยู่ลึก ๆ ถ้าคนอื่นรู้เข้า เธอคงกลายเป็เื่นินทาของชาวบ้านแน่...
"พวกเรากำลังจะไม่มีที่อยู่แล้ว ถ้าไม่ผ่านการอนุมัติจากหมู่บ้าน ที่ดินสร้างบ้านกับที่ดินทำกินจะนับเป็ของเราได้อย่างไรคะ?"
"หรือจะให้ครอบครัวเราต้องไปนอนข้างถนน? เขียนเป็ลายลักษณ์อักษรไว้ให้ชัดเจนดีกว่าค่ะ! เพื่อป้องกันไม่ให้บางคนกลับคำไม่ยอมรับข้อตกลงในภายหลัง!"
ตอนที่ซูอวี้จู๋หันหลังเดินออกไป เธอก็อดไม่ได้ที่จะพูดเย้ยหยันสักคำ เสิ่นฟางไห่ไม่ได้พูดอะไร เพราะเขาก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน