Dealers Life System - ระบบชีวิตพ่อค้า

    ตอนที่ 35 บาทหลวง

    “ภารโรงวันนี้ก็ขอบคุณสำหรับการทำความสะอาดที่โบสถ์นะ” เสียงของบาทหลวงแก่คนหนึ่งเอ่ยกับภารโรงของเขา ดูอายุแล้วก็มากกว่า 240 ปี เขาเป็นผู้วิเศษระดับผู้ใช้เวทย์ขั้นสูงสุด ซึ่งตามปกติแล้วไม่ควรจะได้เป็นบาทหลวงประจำโบสถ์ เพราะอย่างน้อยต้องเป็นถึงระดับบิชอปถึงจะสามารถถูกแต่งตั้งได้ แต่เป็นข้อยกเว้นสำหรับโบสถ์ที่ห่างไกลความเจริญ นักบวชธรรมดาสามารถถูกแต่งตั้งเป็นบาทหลวงประจำการแทนได้ โบสถ์แห่งนี้ตั้งอยู่ในหมู่บ้านใหญ่แห่งหนึ่งที่ใกล้ ๆ กับเมืองขนาดกลางในจักรวรรดิไบแซนไทน์ เพื่อเผื่อแพร่คำสอนต่าง ๆ ของไกอาให้ครอบคลุมทุกอาณาบริเวณ เขาเป็นบาทหลวงเพียงคนเดียวของโบสถ์แห่งหนึ่ง ไม่มีนักบวชหรือนักบุญประจำการอยู่เลย เขาเป็นคนที่มีจิตใจโอบอ้อมอารีอย่างมาก เพราะงั้นแล้วจึงได้รับเหล่าเด็กกำพร้าทั้งหลายเข้ามาดูแลแม้ว่าจะไม่ได้ถูกสั่งจากอาร์คบิชอปที่เป็นคนจัดระเบียบก็ตาม และหนึ่งในนั้นก็คือภารโรงแก่คนนี้ที่แต่ก่อนก็เคยเป็นเด็กกำพร้าที่เขาเคยเลี้ยงดูแล “มันเป็นเรื่องปกติของกระผมอยู่แล้วท่านบาทหลวงที่จะต้องตอบแทนบุญคุณของโบสถ์แห่งนี้” เสียงแหบ ๆ ของชายแก่วัย 50 ปีเขาเป็นคนธรรมดา และเป็นภารโรงของโบสถ์แห่งนี้ คอยดูแลทำความสะอาดและเฝ้าดูเหล่าเด็กกำพร้า ปกติแล้วเมื่อเขาอายุครบ 18 ปีควรจะต้องออกจากสถานที่เลี้ยงกำพร้าไปทำงานอย่างมีหลักแหล่ง เพียงแต่ว่าเขามีความคิดอะไรบางอย่าง “อืม..ยังไงก็ต้องขอบใจละนะ คุณความดีงามนี้เทพธิดาไกอาต้องเห็นอย่างแน่นอน” บาทหลวงแก่คนนั้นเอ่ยบอก เขาจะต้องออกเดินทางไปโบสถ์ในเมืองเพื่อทำธุระต่าง ๆ เพราะงั้นจึงมาพูดคุยกับภารโรงก่อนจะไป “ท่านบาทหลวงไปเถอะครับ หน้าที่เฝ้ายามดูแลเหล่าเด็ก ๆ ผมจะดูแลเอง” เสียงราบเรียบของชายแก่กล่าว “ถ้าอย่างงั้นก็ดูแลเหล่าเด็ก ๆให้เป็นอย่างดีละเดี๋ยวพ่อกลับมา” บาทหลวงแก่คนนั้นเอ่ยเสร็จก็ออกเดินทางไปทันที เมื่อเห็นบาทหลวงไปแล้ว ภารโรงแก่คนนี้ก็สบถขึ้นมา “เหอ ๆ คุณงามความดีงั้นเหรอมันกินได้ที่ไหนละ” บ่นเสร็จ ภารโรงแก่คนนี้ก็กลับที่พักของตน จากนั้นเขาก็ยกเตียงขึ้นและได้พบกับช่องประตูลับขนาดเล็ก เมื่อเปิดมันออกก็มีช่องว่างที่เอาไว้เก็บของได้ แต่ว่าในนั้นกลับเป็นสมุนไพรวิเศษต่าง ๆ ขวดน้ำยาที่ไม่สามารถระบุได้อีกหลายขวด สิ่งเหล่านี้คือของบริจาคที่สาวกศรัทธาต่อเทพธิดาต่างก็บริจาคให้กับโบสถ์แห่งนี้ ภารโรงแก่คนนี้เขาเล็งเห็นตั้งแต่ยังเป็นเด็กกำพร้า เขาได้เห็นสาวกนักผจญภัยที่ศรัทธาต่อเทพธิดาไกอา พวกเขาได้ออกผจญภัยและได้มาพักที่เมืองนี้ เมื่อได้เห็นว่ามีโบสถ์อันห่างไกล พวกเขาก็จะบริจาคของมีค่าให้ “โง่เง่าสิ้นดีที่ปฏิเสธของล้ำค่าเช่นนี้” ภารโรงแก่บ่นสบถ “เอาแต่บอกว่าเทพธิดาไกอาไม่ต้องการของเช่นนี้ให้เก็บไว้ใช้เองเถอะ พูดมาได้ยังไง” “ในที่สุดก็มาถึงวันที่ฉันสามารถเข้าสู่หนทางแห่งพลังได้แล้วสินะ” ภารโรงแก่เอ่ยยิ้มแย้ม สมุนไพรเหล่านี้อาจจะมากพอที่ทำให้เขาสามารถบ่มเพาะพลังเวทย์ “ถ้าสามารถเป็นผู้วิเศษระดับผู้ใช้เวทย์ได้ ก็หมายความว่าฉันจะมีอายุขัยเพิ่มขึ้นอีก 150 ปีสินะ” “ฮิ ๆ มาเริ่มกันเถอะ 30 กว่าปีที่รอคอยมานาน” ภารโรงแก่เอ่ยหวนนึกถึงความหลัง นักผจญภัยที่มาแถวนี้ก็ใช่ว่าเยอะ กว่าจะเก็บสะสมรวบรวมไอเทมนี้จนคิดว่ามากพอจะเข้าสู่หนทางแห่งพลังก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ผู้ใช้เวทย์ขั้นต้นในวัย 50 ปี! ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่สามารถทำได้ ขอแค่มีทรัพยากรมากพอคนธรรมดาก็สามารถเข้าถึงพลังได้แล้วแต่ราคาที่ต้องจ่ายอย่างต่ำก็ 5000 เหรียญทอง ซึ่งภารโรงแก่อย่างเขาคงไม่สามารถหาได้แน่นอนชั่วชีวิต เพราะงั้นเขาถึงได้เล็งเห็นถึงเรื่องนี้ยังไงละ เขาทำการกินสมุนไพรเหล่านั้นและกระดกน้ำยาอย่างหิวกระหาย การจะเข้าสู่หนทางแห่งพลังได้เขาได้สืบค้นมาแล้วว่าบางทีอาจจะต้องนั่งทำสมาธิหลายวันเพราะงั้นแล้วจึงเลือกวันที่บาทหลวงไม่อยู่เพราะจะต้องกลับโบสถ์ประจำปี ส่วนเหล่าเด็กกำพร้าพวกนั้นสามารถดูตัวเองกันได้อยู่แล้วเขาจึงไม่ต้องสนใจใยดี เพราะงั้นจึงทุ่มเทกับการเข้าสู่หนทางพลังอย่างบ้าคลั่ง 2 วันผ่านพ้นไปทุกอย่างก็เสร็จสิ้น “สำเร็จแล้วผู้ใช้เวทย์ขั้นต้น..ฮ่า ๆ ๆ ๆ” ภารโรงแก่เอ่ยหัวเราะอย่างยินดี จนสามารถฉีกปากได้เลย หลังจากนี้เขาจะเดินตามแผน ที่วางไว้ เมื่อบาทหลวงแก่กลับมาก็ตกใจเป็นอย่างมากเมื่อเห็นว่าภารโรงคนนี้สามารถเข้าสู่หนทางแห่งพลังได้ แต่ว่าภารโรงแก่ตอบกลับไปว่า “เทพธิดาไกอาของได้เล็งเห็นความดีของผมเพราะงั้นท่านจึงประทานของวิเศษเช่นนี้ให้” เมื่อบาทหลวงได้ฟังก็ปลื้มปิติ เขาศรัทธาต่อไกอาเป็นอย่างมากเพราะงั้นแล้วจึงเชื่อภารโรงอย่างสนิทใจ “ถ้าเป็นแบบนี้แล้วต้องการเป็นนักบวชหรือไม่?” ภารโรงแก่ยิ้มยินดีและพยักหน้าอย่างว่องไว หลังจากนั้นเขาก็ได้เข้าไปเป็นนักบวชประจำการที่โบสถ์ คอยเก็บของบริจาคไม่ให้บาทหลวงรู้ และฝึกฝนกฎเกณฑ์ธาตุแห่งแสงตาม คัมภีร์เกอาที่คัดลอก ให้สำหรับนักบวชทั้งหลาย ในที่สุดก็มาถึงวันที่บาทหลวงแก่คนนี้หมดอายขขัยแล้วเขาก็ได้มาเป็นบาทหลวงแทนที่อย่างเป็นทางการ เมื่อเข้าไปรายงานตัวที่วิหารของเมืองขนาดกลางก็ได้รับรู้อะไรหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือการเลี้ยงดูเด็กกำพร้าที่สามารสัมผัสเวทมนตร์ตั้งแต่ยังเด็ก และส่งเด็กเหล่านั้นเข้าหน่วยพาลาดิน ก็จะได้รับคุณประโยชน์หลากหลาย ทรัพยากรบ่มเพาะ เขาที่เป็นคนฉลาดได้เล็งเห็นถึงข้อนี้เพราะงั้นแล้วจึงได้รับเลี้ยงเด็กกำพร้าทั้งหลายมาแทนที่ ใครก็ตามที่มีอายุครบ 15 ปีและสามารถสัมผัสพลังเวทมนตร์ได้เขาก็จะส่งไปเป็นหน่วยพาลาดิน ส่วนใครไม่สามารถสัมผัสพลังเวทมนตร์ได้เมื่อครบ 18 ปีก็ส่งไปทำงานตามปกติ แต่ว่าเขาก็ใช้เวลาไปมากกว่า 20 ปีกว่าจะหาพบ และโชคดีมากที่เด็กกำพร้าคนนั้นเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากก็เลยได้คุณงามความดีไปไม่น้อย ได้ทรัพยากรบ่มเพาะที่มากพอให้เขาจะไปถึงระดับผู้ใช้เวทย์ขั้นสูง และเขาก็ใช้วิธีเดิม ๆ ในการหาทรัพยากรบ่มเพาะ เกือบ 100 ปีที่เขาได้ทำเช่นนี้ และเขาก็เลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดี เผื่อว่าจะได้มีเส้นสายเล็ก ๆ น้อย ๆ ติดตัว มีบางคนที่ได้เป็นถึงหัวหน้าหน่วยย่อยของพาลาดินเลยที่เดียว เมื่ออายุได้เกือบ 200 ปีอายุขัยก็จะเริ่มสิ้นสุด พรสวรรค์ของเขาย่ำแย่เกินไปหรือเรียกได้ว่าเขาไม่มีพรสวรรค์ทางเวทมนตร์เลยด้วยซ้ำ นี่แหละคือข้อเสียของคนที่ไม่สามารถเข้าสู่หนทางแห่งพลังได้ด้วยตัวเอง เพราะมันหมายความว่าเขาเหล่านั้นคือพวกมดปลวก แค่ได้เข้าสู่พลังเพราะทรัพยากร ก็จงพึงพอใจกับอายุขัยที่ได้เพิ่มขึ้นเสียดีกว่า แต่ว่าสำหรับเขาไม่ใช่ เขาเป็นพวกแสวงหาการได้ใช้ชีวิต ได้มีอำนาจ เพราะงั้นแล้วจึงเริ่มวิธีการรับเหล่าเด็กกำพร้าจำนวนมากเข้ามา ใครที่อายุครบ 15 ปีแล้วไม่สามารถสัมผัสพลังเวทมนตร์ก็ขับไล่ไปทันที และเด็กคนไหนก็ที่กล้าปริปากแจ้งเรื่องเขาจะเป็นคนลงมือฆ่าทิ้งทันที โชคดีมากพอที่เขาได้รับทรัพยากรจนสามารถไปแตะระดับนักเวทย์ได้ทันก่อนหมดอายุขัย จากนั้นมาก็เริ่มใช่วิธีการเช่นเดิมเรื่อยมา จนวันหนึ่งก็เริ่มมีข่าวลือเสียหายของเขาเผื่อแพร่ออกมา ทำให้เขาได้ใช้วิธีการโหดร้ายที่สุดก็คือ การพาเหล่าสัตว์อสูร ด้วยการหลอกล่อบางอย่างมาถล่มที่หมู่บ้านใหญ่แห่งนี้จนราบคาบ ส่วนเขาก็ได้หลบภัยไปปฏิบัติงานที่วิหารแทน โดยการอ้างว่าถูกสัตว์อสรูถล่ม หลังจากนั้นเขาก็ใช้ชีวิตของการนักบวชธรรมดาของวิหาร แม้ว่าจะนักเวทย์ควรที่จะได้เป็นบาทหลวง แต่ว่าวิหารแห่งนี้มีบาทหลวงอยู่ก่อนแล้วและเป็นนักเวทย์ขั้นสูงเสียด้วย ทำให้เขาไม่สามารถทำอะไรได้ และปฏิบัติรับใช้ไปมากกว่า 200 กว่าปี และเวลาที่ล่วงเลยมาก็ไม่ได้ช่วยให้เขาสามารถขยับระดับพลังได้เลยแม้แต่นิดหนึ่ง จนมีวันหนึ่งได้โอกาสไปเป็นบาทหลวงของโบสถ์เลี้ยงเด็กกำพร้าที่เมืองใหญ่ คราแรกก็แปลกใจที่ว่าทำไมนักบวชระดับนักเวทย์หลายคนต่างไม่ค่อยอยากไป จึงยิ้มด้วยความอิ่มใจและยกมือไปทันที จนได้รู้ว่าที่โบสถ์แห่งนั้นแทบจะเป็นบาทหลวงที่ไม่ได้อะไรเลยแม้แต่น้อย ตอนแรกเขาก็จะไม่ได้เป็นบาทหลวงแล้ว แต่เพียงเพราะเขามีอายุเข้า 400 กว่าปี บาทหลวงก็เลยยอมรับให้ไป เพราะบาทหลวงรู้ว่าสถานที่แห่งนั้นเป็นอย่างไร มันแตกต่างกลับโบสถ์หมู่บ้านใหญ่อันห่างไกล เพราะว่าโบสถ์ในเมืองหลวงถูกจับตาอยู่ตลอด ของบริจาคก็ถูกแบ่ง ให้กับวิหารในเมืองหลวงด้วย. การส่งเด็กไปเป็นหน่วยพาลาดินเป็นทางเดียวที่ได้รับคุณประโยชน์เข้าตัวเองเต็ม ๆ เพราะงั้นแล้วจึงใช้วิธีการเหมือนเช่นเคย และนั่นเป็นอดีตที่มาของเขาคนนี้ “หึ..กล้าพูดกับตัวแทนของพระผู้เป็นเจ้าอย่างหยาบคายเช่นนี้ คงไม่รู้สินะว่าการลงโทษของพวกไร้ศรัทธานั้นเจ็บปวดแค่ไหน” บาทหลวงเค้นเสียงไม่พอใจ เคลเบะปาก “โอ้ใครพูดหยาบบคายกันครับบาทหลวงเดลี่ ก็ถ้าไม่มีอะไรแล้วงั้นผมขอตัวไปพบกับเหล่าเด็ก ๆ เสียหน่อย” บาทหลวงเดลี่ได้ฟังก็คิ้วกระตุกพลางยกมุมปากและกล่าว “งั้นก็รีบเสียหน่อยละเหล่าเด็กพวกนั้นกำลังทรมานจากพิษร้ายแรงอยู่” ************************

    คล้ายกับเรื่องDealers Life System - ระบบชีวิตพ่อค้า ที่คุณอ่าน