เพียงไม่กี่นาทีหลังจากที่ฝูงมอนเตอร์มากมายได้ยกโขยงกันมา
นักสู้พันธุกรรมรุ่นเยาว์ทั้งหมดต่างถูกสังหารทิ้งอย่างไร้ซึ่งความปรานี
แม้แต่จงหยวน อลิช บรรดาเหล่าอาจารย์ทั้งสี่คน รวมถึงบุคคลที่ได้หลบหนีออกไปจากอาณาเขตก่อนหน้านี้ ทั้งหมดต่างไม่เหลือรอดเลยทั้งสิ้น พวกเหล่ามอนเตอร์มากมายต่างจัดงานเลี้ยงฉลองกันครั้งใหญ่ รีบเข้าไปกัดกินซากศพของพวกนักสู้พันธกรรมกันอย่างคึกคัก
ยังไงนักสู้พันธุกรรมเหล่านี้ก็เปรียบได้เป็สารอาหารที่ล้ำเลิศ ยิ่งกลืนกินมากเท่าไหร่ พวกมันก็ยิ่งแข็งแกร่งมากเท่านั้น
“พวกแกอย่าเพิ่งกินซากศพของพวกมัน!”
ทันใดนั้นเสียงของทันย่าก็ได้ดังสนั่นกึกก้อง ทำให้มอนเตอร์ทั้งหมดที่กำลังเริ่มกินมนุษย์อยู่ต่างต้องหยุดชะงัก พวกไม่กล้าเคลื่อนไหวหรือส่งเสียง ทำได้เพียงสั่นสะท้านและยืนอยู่บริเวณที่ของตน ขณะที่ทันย่าเองก็กำลังก้าวเดินเข้ามา พร้อมกับคมเขี้ยวที่เต็มไปด้วยความแหลมคม
ด้านหลังไม่ไกลคือร่างของเ้าดำที่สูงใหญ่กว่า 10 เมตร ใบหน้าของมันดูเฉยชา ทำท่าทางประหนึ่งเป็ผู้พิทักษ์อันยิ่งใหญ่ของเขา
“หงึก!หงึก!หงึก!”
เหมือนเ้าดำจะบอกว่าให้ท่านผู้ปกครองกลืนกินพวกมันก่อน ยังไงเขาก็คือมอนเตอร์ที่อยู่บนจุดสูงสุด
“ฉันไม่ได้บอกว่าจะไม่ให้กิน”
“แต่ฉันขอตรวจสอบอะไรก่อน”
ในฐานะผู้ปกครองของเมืองที่พังทลายแห่งนี้ ทันย่าไม่ได้มีความโหดร้ายต่อเหล่าลูกสมุนของตนเองเลยซักนิด
ตอนนี้เขาต้องมองหาซากศพนักสู้พันธุกรรมที่เหมาะสมกับยีนส์เบฮีมอทที่ซึ่งกำลังไหลเวียนอยู่ภายในร่างกาย
เหมือนเช่นเหตุการณ์ที่ได้พบเจอกับมอนเตอร์ระดับ 6 อย่างหมีขุนเขาศิลา เพียงแค่ตัวของเขาได้เห็นมัน ร่างกายเบฮีมอทก็สั่นสะท้านประหนึ่งถูกสายฟ้าฟาดเข้าใส่ ยีนส์พันธุกรรมเดือดพล่าน มีความอยากที่จะกินมันเข้าไปทั้งตัว สิ่งนี้เองก็ถือเป็สัญญาณว่ามันเหมาะสม
ท่ามกลางความเงียบสงัดและหวาดกลัวของเหล่ามอนเตอร์ ทันย่าได้เริ่มตรวจสอบซากศพของนักสู้พันธุกรรมรุ่นเยาว์อย่างต่อเนื่อง
ในบรรดาหลายร้อยคนที่นอนตายกันอย่างเกลื่อนกลาด ไม่มียีนส์พันธุกรรมไหนเลยที่จะดึงดูดการเปลี่ยนแปลงของยีนส์เบฮีมอทได้
[การวิวัฒนาการไปยังระดับขั้นเติบโตมันไม่ง่ายเลยศิษย์รัก]
[สงสัยเราต้องใช้วิธีการปกติ คือการฝึกฝนตนเองไปเรื่อยๆ]
เมื่อได้ยินเช่นนั้นทันย่าก็ทำได้เพียงถอนหายใจออกมา จากนั้นเขาก็ได้กวาดมองไปยังพวกมอนเตอร์และเริ่มออกคำสั่งให้กับมันอีกครั้ง
“ซากศพพวกนี้พวกแกเอามันไปกินกันได้เลย”
เมื่อได้รับอนุญาติจากผู้ปกครองที่แข็งแกร่ง มอนเตอร์มากมายต่างก็กระโจนเข้าใส่ซากศพของพวกมนุษย์นับร้อยคน พวกมันเริ่มกัดกินกันอย่างกระหายเื แววตาแดงก่ำและมีความบ้าคลั่งไม่ต่างไปจากสัตว์ประหลาดที่โหดร้าย
[ทำไมไม่กินพวกมันเองละศิษย์นัก?]
[ถ้าได้กินมันทั้งหมด เ้าอาจยกระดับไปเป็มอนเตอร์ระดับ 7 ได้นะ]
ดาวาลที่นั่งอยู่บนหลังของเขาก็ได้เอ่ยถามออกมา ซึ่งคำถามนี้ก็ทำให้ทันย่าต้องส่ายหัวอยู่เล็กน้อย
“ไม่มีความอยากอาหารเลยท่านอาจารย์ คงเป็เพราะว่าเ้านักสู้พันธุกรรมพวกนี้มีระดับยีนส์ที่ต่ำต้อยมากเกินไปอะ”
“ถ้าเป็ไปได้.. ทันย่าขอกลืนกินนักสู้พันธุกรรมระดับ 6 หรือ 7 ขึ้นไปดีกว่า พวกมันอาจเป็สารอาหารที่ดีมากยิ่งกว่านี้”
ตอนนี้ทันย่าก็ยังไม่รู้ตัวเลยว่าพฤติกรรมของเขาได้ค่อยๆแปรเปลี่ยนไปทีละนิด เหมือนเขากำลังกลายมาเป็ราชันที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง ในสายตาของเบฮีมอทแล้ว เ้าพวกนี้คงไม่ต่างไปจากมดปลวกตัวเล็กๆ มีมุมมองของบุคคลที่จะกลายมาเป็ผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคต
[หึหึ เอาแบบนั้นก็ได้เ้าศิษย์รัก]
[ยังไงอาจารย์ก็ตามใจเ้าอยู่แล้ว]
เด็กสาวหัวเราะให้กับคำพูดของเขา จากนั้นเธอก็ได้บินไปยังด้านหน้าของทันย่า จ้องมองเขาด้วยใบหน้าที่จริงจัง
[ในเมื่อเมืองแห่งนี้ไม่มีพวกมอนเตอร์ระดับสูงอีกต่อไป]
[งั้นพวกเราควรเดินทางกลับไปยังด้านในโน่นดีไหมนะ?]
คำพูดของเด็กสาวได้ทำให้ทันย่าต้องหรี่ตาลงอยู่เล็กน้อย พร้อมกับในหัวสมองที่กำลังเริ่มครุ่นคิดขึ้นอย่างหนัก
ตอนนี้เขาไม่ใช่เบฮีมอทที่มีพลังอ่อนแอ เมื่อเขาปลดปล่อยพลังทั้งหมด แม้แต่มอนเตอร์ระดับ 7 ก็ยังถูกสังหารได้อย่างง่ายดาย เผลอๆเขาอาจต่อกรกับมอนเตอร์ระดับ 8 ได้เลยทีเดียว ถึงจะไม่ชนะ แต่เขาก็สามารถหลบหนีออกมาได้อย่างสบายๆ
ต่อให้เขาจะเข้าไปในส่วนลึกที่มากยิ่งกว่านี้ของทวีปมืด เบฮีมอทก็ยังคงไร้เทียมทานอยู่เหนือกว่ามอนเตอร์ตัวอื่นๆ
“จริงด้วยท่านอาจารย์ เมืองที่พังทลายแห่งนี้ก็เป็เพียงแค่เศษเสี้ยวนึงในอาณาเขตที่ตั้งอยู่ในทวีปมืด”
“ถ้ามองจาก้าของท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ เมืองแห่งนี้เล็กมากซะจนฉันก็อยากจะหัวเราะซะให้ฟันล่วง”
ในตอนนี้ก็เป็เวลากว่าหนึ่งเดือนแล้วที่เขาได้เดินทางผ่านโพรงขนาดใหญ่นั่น หลังจากที่ได้กลายมาเป็เบฮีมอท
ทันย่าก็ได้หลบหนีออกมาจากสถานที่แห่งนั้น สถานที่แห่งตำนานและเปรียบได้เป็สรวง์ของเหล่ามอนเตอร์ที่แท้จริง
ยังไงซะเมืองแห่งนี้ก็มีอาณาเขตเพียงแค่สิบกว่ากิโลเมตรเท่านั้น เมื่อเอาไปเทียบกับทวีปมืดที่ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 50 ล้านตารางกิโลเมตร เมืองแห่งนี้ก็เล็กจ้อยยิ่งกว่าทรายผืนเล็กๆ เปรียบไม่ได้กับอาณาเขตของเหล่ามอนเตอร์ที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง
ในอาณาเขตทั่วทุกบริเวณก็มีมอนเตอร์มากมายกว่าหลายพันล้านตน มีมอนเตอร์ที่แข็งแกร่งอยู่อาศัยนับไม่ถ้วน
มีการแข่งขันที่โหดร้ายอย่างถึงที่สุด ผู้แข็งแกร่งย่อมกลืนกินผู้อ่อนแอ เป็โลกที่ความแข็งแกร่งอยู่เหนือทุกสิ่ง
เมื่อปรึกษากันอย่างเสร็จสรรพ ในที่สุดทันย่าและดาวาลก็ได้ตัดสินใจกลับเข้าไปในส่วนลึกของอาณาเขต ขณะเดียวกันเขาก็ยังไม่ลืมถึงลูกสมุนทั้งสองตน เขาได้มายืนอยู่บนซากอาคารแห่งนึง โดยที่มีเ้าดำแล้วก็วานรกระหายเืกำลังยืนเกาหัวของตนอยู่เบื้องหน้า
หลังจากที่เ้าดำได้กลืนกินซากของนักสู้พันธุกรรมระดับที่ 4 ไป 3 คน มันก็ได้ยกระดับพลังของตนเองมาเป็ระดับ 6 เรียบร้อยแล้ว
“ว่ายังไง พวกแกจะไปในอาณาเขตหลักของทวีปมืดไหม?”
ทันย่าเอ่ยถามไปยังทั้งสองตน เขาเองก็อยากจะให้พวกมันทั้งสองไปเป็เพื่อนด้วย ถึงยังไงเ้าพวกนี้ก็คือมอนเตอร์ระดับ 6 ความแข็งแกร่งถือเป็ระดับกลาง พวกมันทั้งสองย่อมสามารถเอาตัวรอดได้อย่างแน่นอน เผลอๆอาจแข็งแกร่งมากยิ่งกว่านี้อีกก็ว่าได้
“หงึก!หงึก!หงึก!”
เ้าดำไม่รอช้าส่งเสียงครางเป็การตอบรับ แววตาเองก็ส่องประกายไปด้วยความตื่นเต้น ทว่าไม่ใช่กับเ้าวานรกระหายเื
“อุกะอุกะอุกากะอุอุ!”
ร่างขนาดใหญ่เริ่มส่งเสียง พลางส่ายหัวและโบกไม้โบกมือของตนเองไปมา ขณะที่ท่าทางของมันก็ดูหวาดกลัวเป็อย่างมาก เพราะตัวของมันรู้ดีถึงพลังของเหล่ามอนเตอร์ที่อาศัยอยู่ในเขตหลัก แม้จะเป็มันก็ยังแทบเอาตัวไม่รอด ทำให้ต้องเดินทางออกมาอย่างไร้ซึ่งจุดหมาย
“หือ? หลายปีก่อนแกได้แยกตัวออกมาจากฝูงของตนยังงั้นเรอะ?”
“ส่วนที่ไม่้าจะไป เป็เพราะี้เีและอยากนอนอยู่เงียบๆ”
ประโยคนี้ของมันทำให้คิ้วของทันย่าต้องกระตุกขึ้น ถึงจะไม่มีคิ้วให้กระตุกก็เถอะ
คำตอบของมันเป็อะไรที่เหนือความคาดหมายอย่างแท้จริง
เ้าวานรกระหายเืนี้เป็มอนเตอร์ที่โเี้ ทว่ามันก็รักความเป็ส่วนตัว ชอบอยู่แยกตัวไปคนเดียว แล้วถ้ามีใครเข้าไปรุกล้ำอาณาเขตของมันเข้า เ้าวานรตนนี้จะกลายมาเป็ผู้บ้าคลั่งที่หวงแหนสถานที่ของตน สังหารทุกสิ่งอย่างไร้ซึ่งความปราณีเลยก็ว่าได้
“อุกะอุกะอุกะอุกะ!”
ร่างใหญ่พยักหน้ารับเพื่อยืนยัน แววดูออดอ้อนเหมือนมันทำท่าทางที่ไม่อยากไปอยู่ดี จนดาวาลยังต้องหัวเราะร่าออกมา
[ฮ่าฮ่าฮ่า พวกมันเหล่ามอนเตอร์ก็ไม่ต่างไปจากเผ่าพันธุ์มนุษย์ พวกมันมีสติปัญญารวมถึงอารมณ์นึกคิด]
[เ้าดำแน่นอนว่าจะต้องติดตามเ้าไปทุกหนแห่ง ประหนึ่งเป็เงาตามตัวเพื่อปกป้อง]
[ส่วนเ้าลิงั์นี้ก็เหมือนจะี้เี มันไม่ได้หวาดกลัว เพียงแต่ี้เีก็เท่านั้นเอง]
หลังจากที่ครุ่นคิดกันอย่างหัวหมุน ในที่สุดทันย่าก็อับจนหนทาง เขาได้ปล่อยวานรกระหายเืตนนี้ไป
“เอาเถอะ งั้นแกก็อยู่ดูแลเมืองที่พังทลายแห่งนี้เหมือนเช่นเดิมละกัน”
...
55555555+