ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นกำลังจะพยักหน้าอยู่แล้ว ทว่าเสิ่นม่านซูกลับเงยหน้าเอ่ยเสียก่อน
“น้องสาวอย่าเพิ่งไป จะว่าไป เื่นี้เกี่ยวข้องกับเ้าด้วย”
ซูฉินใช้นิ้วจิกฝ่ามือของตนเองอย่างแรง และฝืนไม่ให้เผยสีหน้าตื่นตระหนกออกมา นางฝืนยิ้มบาง ก่อนจะเอ่ย “พี่หญิงสาม เื่ใดกันหรือเ้าคะ ฟังดูชวนลึกลับนัก”
“เ้าเพียงฟังก็พอ”
เมื่อเทียบกับความสงบนิ่งของเสิ่นม่านซู หลินซื่อกลับนั่งไม่ติดอีกต่อไป
หลินซื่อหันไปมองซูฉิน ก่อนจะเอ่ยกับฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น “ท่านแม่ ครั้งนี้ที่ม่านซูตกน้ำ เป็เพราะนางเห็นองค์ชายเจ็ดกอดฉินเอ๋อร์อยู่ริมสระ ในชั่วขณะโทสะพลุ่งพล่าน จึงพลาดลื่นตกลงไปในน้ำเ้าค่ะ!”
เมื่อซูฉินได้ยินว่าเป็เื่นี้ สีหน้าก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย นางกัดริมฝีปาก เอ่ยเสียงอ่อนราวจะร้องไห้ “ไม่…ไม่ใช่เช่นนั้นเ้าค่ะ องค์ชายเจ็ดเพียง้าเตรียมวันเกิดให้พี่หญิงสาม จึงมาสอบถามข้าว่าปกติพี่หญิงสามชอบสิ่งใดเ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นฟังแล้วเริ่มรู้สึกรำคาญ
ไม่ใช่ว่าเลิกชอบองค์ชายเจ็ดแล้วหรือ
เหตุใดยังต้องเอ่ยถึงเขาอีก
เสิ่นม่านซูเห็นฮูหยินผู้เฒ่าขมวดคิ้ว จึงเอ่ย “น้องสาว เ้าไม่จำเป็ต้องแก้ตัว องค์ชายเจ็ดได้อธิบายกับข้าแล้วว่า แท้จริงแล้วผู้ที่เขารักคือเ้า เพียงเพราะก่อนหน้านี้ข้ายังหลงใหลเขาอยู่ จึงไม่กล้าเอ่ยปาก เพราะเกรงว่าข้าจะเอาผิดเ้า จึงอ้างเื่วันเกิดขึ้นมา บัดนี้ข้าไม่รักเขาแล้ว เ้าไม่จำเป็ต้องกล่าวคำฝืนใจให้ตนเองลำบากอีก”
เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นที่นั่งอยู่ตำแหน่งสูงสุดได้ยินเช่นนั้น คิ้วที่ขมวดไว้ก็คลายลงช้าๆ
ดูท่าหลานสาวผู้นี้จะคิดได้จริงๆ แล้ว
เพียงแต่เหตุใดฉินเอ๋อร์ถึงไปหลงรักองค์ชายเจ็ดเข้าเล่า
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นมองซูฉิน แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ฉินเอ๋อร์ เ้ากับองค์ชายเจ็ดใจตรงกันจริงหรือ”
ซูฉินกัดฟันแน่น
นางเป็เพียงญาติที่มาอาศัยในจวนแม่ทัพ แม้การกินอยู่ใช้สอยจะไม่ต่างจากคุณหนูในจวนมากนัก แต่สุดท้ายก็ยังเทียบไม่ได้
ไม่มีตระกูลมารดาที่แข็งแกร่ง ไม่มีคุณสมบัติจะสมรสกับองค์ชายเจ็ด ความเอ็นดูของฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นที่มีต่อนาง ก็เป็เพียงความสงสารเท่านั้น
บัดนี้ถามกันตรงๆ เช่นนี้ ย่อมหมายความว่า ต่อไปจะให้ นางเลิกล้มความคิดอันเพ้อฝัน
แต่มีสิทธิ์อะไร นางด้อยกว่าเสิ่นม่านซูตรงไหนกัน
ความไม่ยอมพลันลุกโชนในใจราวกับไฟแผดเผา
เช่นนั้นมิสู้ยอมรับในเวลานี้ บอกให้ทุกคนรู้ไปเลยว่า คนในใจขององค์ชายเจ็ดคือนาง ไม่ใช่เสิ่นม่านซูแม้แต่น้อยเลยไม่ดีกว่าหรือ
ซูฉินกำลังจะพยักหน้า ทว่าจู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่า นางยังไม่รู้ว่าองค์ชายเจ็ดคิดเช่นไร หากว่า…
นางจึงลังเล ไม่รู้จะตอบเช่นไรดี
“น้องสาว องค์ชายเจ็ดกล่าวแล้วว่าเขาจะมาสู่ขอเ้า”
ซูฉินเงยหน้าอย่างใ
เสิ่นเจิ้นกวงที่อยู่ด้านข้างก็มองบุตรสาวด้วยความประหลาดใจ
องค์ชายเจ็ดไม่ได้พูดเช่นนั้นนะ!
แต่ซูฉินที่เต็มไปด้วยความดีใจในเวลานี้ กลับไม่เหลือสติไปสนใจสีหน้าของผู้ใดอีก ทั้งร่างสั่นไหวด้วยความตื่นเต้น
ชาตินี้…ช่างง่ายดายยิ่งนัก
นางไม่ต้องแย่งชิง องค์ชายเจ็ดก็จะเป็ของนางแล้วหรือ
ถึงอย่างนั้น ซูฉินก็ยังไม่รีบร้อนเอ่ยสิ่งใด เสิ่นม่านซูจึงก้มหน้าลงเล็กน้อย
คนผู้นี้ช่างอดกลั้นได้ดีจริงๆ
หากตัดเื่อื่นออกไป ซูฉินกับองค์ชายเจ็ดก็ดูเหมาะสมกันยิ่งนัก ราวกับบัวหนึ่งฝักกับถ่านรังผึ้งหนึ่งก้อน
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นขมวดคิ้วอีกครั้ง หันไปมองเสิ่นเจิ้นกวงบุตรชายคนโตแล้วเอ่ยถาม “เจิ้นกวง องค์ชายเจ็ดพูดเช่นนี้จริงหรือ”
เสิ่นเจิ้นกวงสีหน้าเรียบเฉย เมื่อนึกถึงท่าทีเด็ดขาดของบุตรสาวเมื่อครู่ ก็พยักหน้าตอบทันที
“พูดจริงขอรับ”
ในเมื่อบุตรสาวบอกว่าพูดก็คือพูด
ซูฉินได้ยินเช่นนั้น ร่างกายก็อดสั่นสะท้านไม่ได้
คราวนี้ไม่ใช่เพราะรู้สึกผิดหรือหวาดกลัว หากแต่เป็ดีใจต่างหาก
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถาม “เช่นนั้นองค์ชายเจ็ดได้พูดอะไรไว้เป็การเฉพาะหรือไม่”
“ไม่มีแล้วขอรับ”
ในเมื่อองค์ชายเจ็ดไม่เคยพูดเื่นี้ ย่อมไม่มีรายละเอียดใดจะกล่าวถึง
ดังนั้นเมื่อแม่ทัพเสิ่นตอบเช่นนี้ สีหน้าจึงเป็ธรรมชาติยิ่งนัก ไม่มีภาระในใจแม้แต่น้อย
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นคิดดูแล้วก็เห็นด้วย
องค์ชายเจ็ดเป็ถึงองค์ชาย เื่การสมรสย่อมไม่อาจตัดสินด้วยถ้อยคำเพียงไม่กี่ประโยค แม้เขากับฉินเอ๋อร์จะรักใคร่กันจริง แต่หากจะสมรส ยังมีเื่ยุ่งยากอีกมาก โดยเฉพาะด่านราชสำนัก และราชสำนักอันซับซ้อนนั้น…เข้าไปง่ายดายนักหรือ
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นมองซูฉินด้วยความสงสาร ก่อนจะเอ่ยถาม “ฉินเอ๋อร์ เื่นี้...เ้าคิดเห็นอย่างไร”
ถึงอีกฝ่ายจะไม่ใช่หลานแท้ๆ แต่ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นก็ไม่อยากให้นางต้องเข้าไปอยู่ในสถานที่อันตรายเช่นนั้น
ต่อให้องค์ชายเจ็ดรักฉินเอ๋อร์จริง แต่เขากลับสามารถขอแต่งงานกับม่านซู ขณะเดียวกันก็มีใจให้ฉินเอ๋อร์ เช่นนี้ความรักที่มีต่อฉินเอ๋อร์ย่อมต้องมีส่วนลดลง
และแม้จะไม่ลดลง แต่ความรักนั้นก็อาจไม่ยืนยาว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงกรณีเช่นนี้
ซูฉินกลับมีสีหน้าเขินอาย
ในใจนางคิดว่า ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นคงไม่ยอมให้นางปีนป่ายไปสมรสกับองค์ชายเจ็ดเป็แน่ เพื่อป้องกันความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น ซูฉินจึงรีบกัดฟันกล่าวอย่างหนักแน่น “ท่านย่า ข้ารักองค์ชายเจ็ด ต่อให้ต้องลำบากเพียงใด ข้าก็…อยากแต่งกับเขาเ้าค่ะ!”
กล่าวจบ นางยังมองเสิ่นม่านซูด้วยสีหน้ารู้สึกผิด
เสิ่นม่านซูหลบตาก้มหน้าดื่มชา ทว่าในแววตาของนางไม่มีความเศร้าแม้แต่น้อย เพียงแต่กลัวว่าผู้อื่นจะมองเห็นประกายยิ้มในแววตา จึงพยายามกลั้นไว้ ไม่ให้เสียบรรยากาศในตอนนี้
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเห็นเช่นนั้น ก็รู้สึกราวกับภาพในอดีตซ้อนทับขึ้นมา
ฉินเอ๋อร์ในยามนี้ ช่างคล้ายกับม่านซูเมื่อไม่นานมานี้อย่างยิ่ง
นางรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ถอนหายใจยาว ก่อนจะโบกมือกล่าว “เื่นี้พักไว้ก่อน รอให้องค์ชายเจ็ดมีความเคลื่อนไหวแล้วค่อยว่ากัน ข้าเหนื่อยแล้ว พวกเ้าถอยไปเถิด”
“เ้าค่ะ”
เสิ่นเจิ้นกวงยังมีราชการ จึงแยกไปยังห้องหนังสือก่อน
เสิ่นม่านซูประคองหลินซื่อเดินออกไปช้าๆ พลางพูดคุยกันว่าจะทำอาหารอร่อยๆ ให้มารดากินในภายหลัง
ทว่ายังเดินไปได้ไม่ไกล ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งร้อนจากด้านหลัง
“ท่านป้าสะใภ้ใหญ่ พี่หญิงสาม!”
ซูฉินวิ่งตามมา ั์ตาแดงก่ำคลอไปด้วยน้ำตา แต่นางยังคงคำนับอย่างอ่อนช้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็ป “พี่หญิงสาม ข้าขอโทษเ้า แต่ข้าทำอะไรไม่ได้จริงๆ ข้า…ห้ามใจตนเองไม่ได้”
ห้ามไม่ได้ ก็ปล่อยให้มันควบม้าวิ่งเล่นไปเสียสิ มาทำท่าทางเสแสร้งต่อหน้ากันเช่นนี้ มีความหมายอันใดกัน
แม้จะคิดเหน็บในใจ แต่เสิ่นม่านซูก็เข้าใจว่าทำไมซูฉินจึงทำเช่นนี้
เพราะหากซูฉินอยากสมรสกับองค์ชายเจ็ด ก็ยังต้องอาศัยอำนาจของจวนแม่ทัพ ย่อมไม่กล้าล่วงเกินฮูหยินใหญ่หลินซื่อผู้กุมอำนาจในจวน
หลินซื่อเองก็รู้สึกผิดหวังในตัวซูฉินอย่างมาก ก่อนหน้านี้นางปฏิบัติต่อฉินเอ๋อร์อย่างดี แต่กลับไม่อาจทำให้หัวใจของอีกฝ่ายอบอุ่นได้
หากรักองค์ชายเจ็ดจริง เหตุใดถึงไม่พูดออกมาั้แ่แรก
เหตุใดต้องคอยช่วยองค์ชายเจ็ดนัดพบกับม่านซู คอยจับคู่ให้ทั้งสอง
หากไม่เป็เช่นนั้น ม่านซูจะยิ่งหลงใหลองค์ชายเจ็ดมากขึ้นได้อย่างไร
จนท้ายที่สุดถึงกับเกิดเื่คิดสั้นอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนั้น
ดังนั้น แม้บัดนี้ม่านซูจะตัดใจจากองค์ชายเจ็ดแล้ว แต่หลินซื่อก็ไม่อาจปฏิบัติต่อซูฉินเหมือนในอดีตได้อีก
หลินซื่อกล่าวเสียงเรียบ “ม่านซู แม่เหนื่อยแล้ว จะกลับไปพักผ่อน เ้าเองก็เหนื่อยมาทั้งวัน รีบกลับไปพักเสียเถิด”
หลินซื่อเมินซูฉินอย่างเปิดเผย