ตั้งแต่ที่ฉางเฟิงเป็นคนฝึกให้กับศิษย์กลุ่มหนึ่งที่ถูกเลือกออกมาฉางเฟิงก็ใช้วิธีการเดียวที่ซงเทียนฝึกให้กับตนเองโดยใช้ศิษย์สวมกำไลที่เพิ่มน้ำหนักไว้ตลอดเวลาไม่ว่าจะฝึกฝนนอนหรือกิน ห้ามถอดแม้แต่นิดเดียวและเมื่อร่างกายของพวกลู่หยางเริ่มคุ้นชินกับน้ำหนักแล้วฉางเฟิงก็จะเพิ่มน้ำหนักเข้าไปอีก
“ผู้อาวุโสฉางเฟิงนี่ท่านเอาจริงงั้นรึ”ลู่หยางมองไปยังฉางเฟิงด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
“แน่นอนว่าจริงใครก็ตามที่เดินข้ามลำธารไปได้ด้วยไม่ตกลงไปในน้ำจะได้รับเม็ดยาระดับ 3 จากข้าคนนี้แถมยังได้กินอาการเลิศหรูอีกด้วยส่วนคนที่ทำไม่ได้นอกจากจะไม่ได้อะไรเลยยังอาจจะถูกทำโทษอีกด้วย” ฉางเฟิงนั่งยิ้ม
“โหดร้ายโหดร้ายเกินไปแล้ว” พวกจินลู่กับจินเมี่ยวพากันกรีดร้อง
“การที่จะแข็งแกร่งขึ้นได้มันไม่มีทางลัดหรอกนะเอ้ารีบเดินข้ามแม่น้ำไปได้แล้ว” ฉางเฟิงกล่าว
“ข้าไปคนแรกเองข้าไม่เชื่อหรอกว่าวิชาตัวเบาของข้าจะไม่สามารถข้ามแม่น้ำได้”ศิษย์คนหนึ่งพุ่งออกไป
เพียงแต่พริบตาที่เท้าสัมผัสกับผิวน้ำร่างของศิษย์คนนั้นก็ตกลงไปในน้ำทันทีคนอื่นๆที่เห็นก็ใบหน้าเหวอทันที
“บ้าน่าแม้แต่วิชาตัวเบาก็ใช้ไม่ได้งั้นเหรอทำไมกันละ”
“เป็นเพราะกำไลนี่หนักเกินไปยังไงละปกติวิชาตัวเบาของเราสามารถสำแดงพลังออกมาได้อยู่แล้วแต่เมื่อมีน้ำหนักที่มาถ่วงมากเกินไปทำให้ไม่สามารถแสดงวิชาตัวเบาได้นอกจากร่างกายของพวกเราจะสามารถทนน้ำหนักนี่ให้ได้เสียก่อน”ลู่หยางกล่าว
“ดีมากอย่างที่ลู่หยางกล่าวพวกเจ้าก็ฝึกฝนกันไปส่วนข้าจะไปฝึกเช่นกัน” ฉางเฟิงหัวเราะก่อนจะจากไป
“มองภายนอกมีใบหน้าหล่อเหลาและงดงามแต่ไม่คิดว่าจะโหดเหี้ยมแบบนี้”จินลู่กล่าว
“ถึงอย่างไรเขาก็ทำเพื่อพวกเราบ่นไปก็ไม่มีประโยชน์”ขงเซิ่นกล่าว
“เอาละก่อนอื่นข้าว่าพวกเราทีบทำความคุ้นชินกับน้ำหนักใหม่นี่ก่อนดีกว่า”ศิษย์ทั้งหมดเริ่มฝึกฝนอีกครั้ง
ส่วนฉางเฟิงตอนนี้ได้เพราะอย่างยากลำบากเพราะไม่มีทรัพยากรโกลาหลและการใช้ศิลาปราณมากกลั่นเป็นปราณโกลาหลก็สิ้นเปลืองอย่างมากเช่นกัน
“ไม่คิดว่าหลังจากสร้างกายาโกลาหลแล้วข้าจะตกอยู่ในสภาพแบบนี้”ฉางเฟิงถึงกับถอนหายใจ
“นายน้อยเป็นคนเลือกเส้นทางนี้เองนะถ้าตอนนั้นนายน้อยเลือกอีกเส้นทางป่านนี้พลังของนายน้อยคงไปถึงระดับปฐพีแล้ว”เสี่ยวเฮ่ยกล่าว
“แต่เส้นทางนั้นหาใช่เส้นทางที่ดีที่สุดมันคือเส้นทางที่สบายที่สุดเท่านั้นเอง”ฉางเฟิงไม่นึกเสียใจเลยแม้แต่น้อยเพราะฉางเฟิงรู้สึกได้อย่างชัดเชนว่าตนเองแข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อนมากแม้จะอยู่ในระดับเหมือนกันก็ตาม
“เจ้าหนูขี้ขโมยนั่นมันหายหัวไปใหนกันนะทำไมมันยังไม่กลับมาอีก”เสี่ยวเฮ่ยกล่าว
“เราคงจะพึ่งแต่เสี่ยวจินไม่ได้คงต้องออกไปตามหาด้วยตัวเองแล้วละเดี๋ยวข้าจะลองไปสอบถามข้อมูลของมิติลับหรืออะไรพวกนี้จากนิกายดู” ฉางเฟิงตรงไปหามู่หลินทันที
ในนิกายใครจะมีความรู้เท่ามู่หลินกันเมื่อฉางเฟิงสอบถามมู่หลินก็ขบคิด ส่วนใหญ่ซากโบราณในอาณาจักรจงเย่ล้วนแต่อันตรายและมีเพียงไม่กี่แห่งที่ปลอดภัยแต่ก็ถูกขุดค้นไปหมดแล้ว
“จริงสิข้าลืมมันไปได้ยังไง อีก 1 เดือน มิติลับที่เป็นแดนแห่งความตายจะเปิดขึ้นมาซึ่งในมิตินั้นเหมือนจะเคยเป็นแผ่นดินของเผ่าๆหนึ่งและเผ่านั้นก็ทรงพลังมากอีกด้วยแต่ด้วยเหตุผลบางอย่างจึงถูกทำลาย แต่ที่นั่นอันตรายมากมันมีกับดักมากมายซ่อนอยู่ขนาดระดับจักรพรรดิไม่อยากจะเข้าไปเลย
หลายปีก่อนท่านซงเทียนได้ลองเข้าไปและจบด้วยบาดเจ็บสาหัสกลับมาจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด” มู่หลินกล่าว
“นั่นข้าต้องยิ่งไปอย่างที่แม่นมเห็นตอนนี้พลังของข้าเพิ่มขึ้นช้ามากเพราะข้านั้นไม่มีทรัพยากร จนกว่าข้าจะได้รับทรัพยากรที่เหมาะสมข้าถึงจะบ่มเพาะได้รวดเร็วขึ้น”ฉางเฟิงกล่าว
“นั่นสินะนายน้อยในตอนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้วท่านแข็งแกร่งกว่าข้าไปแล้วดังนั้นน่าจะไม่มีอะไรบวกกับมีท่านเสี่ยวเฮ่ยอยู่ด้วยน่าจะไม่มีปัญหา”มู่หลินกล่าว
แม้บอกว่าสถานที่แห่งนั้นอันตรายแต่ก็มีคนกล้าตายเข้าไปทุกปีและในปีนี้สามนิกายเองก็ส่งคนเข้าไปเช่นกัน ยกเว้นนิกายบุปผาพวกเขาสูญเสียคนไปมากจึงไม่อาจจะส่งคนไปตายได้อีกจึงมีเพียงฉางเฟิงและมู่หลานเท่านั้นที่เข้าไป
“พวกเจ้าจงฝึกฝนให้ดีในช่วงที่ข้าไม่อยู่และเมื่อข้ากลับมาพวกเจ้ายังข้ามแม่น้ำไม่ได้ข้าจะเพิ่มน้ำหนักของกำไลขึ้นอีกสามเท่าให้กับทุกคน”ฉางเฟิงกล่าว
“โหดร้าย”เหล่าศิษย์พากันพูดพร้อมกัน
ฉางเฟิงไม่สนและออกเดินทางทันทีมิติลับที่จะเปิดนั้นอยู่ในอาณาเขตของนิกายดาบซึ่งต้องเดินทางไปยังเมืองดาบเสียก่อนและด้วยการเดินทางที่ไม่มีอุปกรณ์บินของนิกายพวกฉางเฟิงต้องใช้เวลาในการเดือนทาง1 เดือนพอดี
“นายน้อยอยากจะได้อะไรจากในมิติลับแห่งนั้นงั้นเหรอ”มู่หลานกล่าว
“ทุกอย่างที่เกี่ยวกับพลังโกลาหลในตอนนี้กายาโกลาหลของข้ายังเป็นเพียงขั้นแรกเท่านั้นมีเพียงกระดูกที่อัดแน่นไปด้วยพลังโกลาหลดังนั้นข้าต้องฝึกฝนให้กายาโกลาหลถึงขั้นกลางให้ได้เมื่อถึงขั้นกลางเส้นชีพจรของข้าก็จะกลายเป็นเส้นชีพจรโกลาหล
เมื่อถึงตอนนั้นข้าจะสามารถเปลี่ยนพลังปราณของสวรรค์ให้เป็นพลังโกลาหลในระดับที่เท่าเทียมได้” ฉางเฟิงกล่าว
“ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจแต่ดูท่าทักษะบ่มเพาะของนายน้อยจะทรงพลังมากจริงๆ”
“แน่นอนเพราะมันทรงพลังถึงได้จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรค่อนข้างมาก” ขณะที่ทั้งสองนั่งรถมาอยู่ทันใดนั้นเองทั้งสองก็สัมผัสได้ถึงบางอย่าง
“หยุด!!!!!!!!”คนขับรถม้ารีบหยุดม้าลงเพราะข้างหน้ามีชายหนุ่มและหญิงสาวกลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งมา
“มีอะไร”ฉางเฟิงยื่นหน้าออกมา
“คุณลูกค้าดูเหมือนจะมีศิษย์ของนิกายดาบได้รับบาดเจ็บและกำลังตรงมาหาพวกเรา”คนขับรถม้ากล่าว
“เจ้าแน่ใจงั้นเหรอว่าพวกเขาเป็นศิษย์ของนิกายดาบ”ฉางเฟิงกล่าว
“แน่นอนไม่ผิดแน่ข้าจำชุดของพวกเขาได้”
“หืมข้าว่าเขาไม่ได้จะมาหาพวกเราแต่กำลังหนีต่างหาก” ฉางเฟิงสัมผัสได้ถึงจิตสังหาร
“ฮ่าฮ่า พวกเจ้าหนีไม่รอดหรอกไม่ว่ายังไงพวกเจ้าก็ต้องตายที่นี่” เสียงที่ชั่วร้ายดังขึ้นพร้อมกับร่างของสัตว์ร้ายหลายตัวพุ่งออกมาบนหลังของสัตว์ร้ายมีคนนั่งอยู่ซึ่งคนกลุ่มนี้สามารถเดาได้ไม่ยากว่าเป็นคนจากนิกายใหน