บทที่ 16 พิธีเข้าสู่ยอดเขา, กราบอาจารย์
วันรุ่งขึ้น หลี่กวนฉีตื่นนอนและเตรียมตัวั้แ่ยามเช้าตรู่แล้ว
เขาฝึกหมัดมวยในลานหลังเรือนหลายสิบรอบ จนเืลมไหลเวียนทั่วร่างและเหงื่อโซมกาย
เมื่อแหงนหน้ามองดูท้องฟ้า เขาจึงวางหีบกระบี่ลงและต้มน้ำเพื่อเตรียมอาบน้ำ
ส่วนเหตุผลที่ท่านปู่เรียกหีบกระบี่นี้ว่าโลงกระบี่ เขาก็ไม่ทราบเช่นกัน
ในเวลาเดียวกัน
ณ ลานบนยอดเขาเทียนเหลย ตอนนี้คึกคักเป็พิเศษ เกือบทุกคนที่อยู่บนยอดเขามารวมตัวกันที่นี่
ในรอบสามปีที่ผ่านมา หลี่กวนฉีเป็ศิษย์ใหม่เพียงคนเดียวของยอดเขาเทียนเหลย
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเป็อัจฉริยะที่มีรากิญญาศักดิ์สิทธิ์ตามตำนานอีกด้วย!
ณ เรือนพักแห่งหนึ่งบนเขาเทียนเหลย
สาวน้อยในชุดเสื้อคลุมลายดอกเพิ่งตากเสื้อผ้าเสร็จอย่างยากลำบาก
นางนั่งยอง ๆ อยู่หน้าประตู หยิบซาลาเปาออกมาจากอกเสื้อแล้วกัดกิน
คำแรกที่กัดเข้าไปเกือบครึ่งลูก แป้งบางไส้แน่น กลิ่นหอมฟุ้ง
เพียงกัดคำเดียว รอบปากของสาวน้อยก็เต็มไปด้วยคราบมัน
“ท่านปู่หลี่ ท่านไม่ไปพิธีรับศิษย์ใหม่ขึ้นยอดเขาวันนี้หรือ?”
เสียงเมามายดังออกมาจากในห้อง
“ไม่ไป”
สาวน้อยพยักหน้า ราวกับคำตอบนี้ไม่ได้ทำให้นางประหลาดใจแต่อย่างใด
นางพูดกับตัวเองว่า “รากิญญาศักดิ์สิทธิ์เลือกสายอัสนีไปทำไมกัน… ยังคงเป็คนตาบอดอยู่”
จากภายในห้องค่อย ๆ มีเสียงกรนดังออกมา เด็กหญิงตัวน้อยลุกขึ้นวิ่งอย่างรวดเร็วมุ่งหน้าไปทางตำหนักใหญ่
สองมือยกขึ้น ราวกับห่านตัวใหญ่ที่กางปีกทั้งสองข้างขณะวิ่ง
“กวนฉี! ทางนี้”
เสียงของกู่หรานดังมา หลี่กวนฉีสะพายหีบกระบี่เดินอย่างรวดเร็วไปทางตำหนักใหญ่
บนลานกว้างขนาดร้อยจั้ง มีผู้คนมากมายยืนอยู่แล้ว
ไม่เพียงแต่ศิษย์ทั้งหมดของยอดเขาเทียนเหลย แม้แต่เ้าสำนักลู่คังเหนียนก็มาด้วยตนเอง รวมถึงเหล่าผู้าุโจากทุกยอดเขา
พวกเขาล้วนอยากเห็นว่าเด็กหนุ่มอัจฉริยะผู้นี้จะเข้าเป็ศิษย์สายตรงของผู้ใด
แต่ผู้าุโของยอดเขาเทียนเหลยในตอนนี้มีเพียงสวีเจิ้งเจี๋ยเท่านั้นที่อยู่ที่นี่
เขาเทียนเหลยมีประมุขยอดเขาหนึ่งคน และผู้าุโสองคน
ศิษย์ในสำนักมีทั้งหมดสามสิบเจ็ดคน
เ้าสำนักเหลยอิ้งเจ๋อ ผู้บรรลุขอบเขตจินตานขั้นสูงสุด กำลังปิดด่านเพื่อบุกทะลวงสู่ขอบเขติญญาแรกกำเนิด
ประมุขยอดเขาไม่ได้ปรากฏตัวมาโดยตลอด มีเพียงผู้อาสุโสสองสวีเจิ้งเจี๋ยที่คอยจัดการกิจการทั้งหมดของสำนัก
ลู่คังเหนียนเห็นว่าหลี่กวนฉีมาถึงแล้ว แต่ตำแหน่งของผู้าุโกลับมีเพียงสวีเจิ้งเจี๋ยผู้เดียว จึงขมวดคิ้วทันที
“ฮึ วันสำคัญเช่นนี้ หลี่หนานถิงก็ไม่มาหรือ?”
เมื่อเ้าสำนักกล่าวเช่นนี้ ก็ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากใด ๆ แต่คนอื่น ๆ ก็ไม่อาจพูดได้
เพราะผู้าุโใหญ่หลี่หนานถิงแห่งสำนักเทียนเหลย นับเป็บุคคลที่มีสถานะพิเศษอย่างยิ่งในสำนักกระบี่ต้าเซี่ย
ไม่มีผู้าุโจากสำนักใดกล้าแสดงท่าทีล้อเล่นต่อหน้าหลี่หนานถิง
เพราะเขาเคยเป็ผู้พิพากษาแห่งสำนักกระบี่ต้าเซี่ย!
วิ้ง!
ข้างกายลู่คังเหนียน จู่ ๆ ก็มีร่างในชุดคลุมขาวปรากฏขึ้นมา
ผู้มาเยือนมีรูปร่างสูงตระหง่านดั่งกระบี่ แม้จะเป็ชายชราแต่ก็ไม่แสดงอาการชราภาพแม้แต่น้อย
ใบหน้าคมเข้มชัดเจน ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยว!
เมื่อเห็นร่างที่ปรากฏขึ้น ลู่คังเหนียนหัวเราะเบา ๆ พลางกล่าวว่า “ข้านึกว่าเ้าจะไม่มาเสียอีก”
ชายชราหัวเราะเบา ๆ ตอบว่า “ยอดเขาเทียนเหลยไม่ได้คึกคักขนาดนี้มาสามปีแล้ว ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ต้องมาดูสักหน่อย”
ลู่คังเหนียนพยักหน้า แล้วจู่ ๆ ก็ถามขึ้นว่า “แล้วเ้าตัวกลมล่ะ?”
“อืม”
หลี่หนานถิงชี้ไปที่หลังคาโถง เด็กหญิงในชุดเสื้อคลุมลายดอกที่กำลังแทะหูหลัวปัว*[1]อยู่ กำลังโผล่หัวออกมาจากหลังคา
ลู่คังเหนียนยื่นมือออกไป เด็กหญิงก็ลอยขึ้นมาทันที ถูกอุ้มไว้ในอ้อมกอดของเขา
ลู่คังเหนียนที่มีหนวดเคราบนใบหน้า ไม่หยุดถูไถแก้มเนียนนุ่มของเด็กหญิง
นางขมวดคิ้วด้วยความรำคาญ แล้วยัดหูหลัวปัวในมือเข้าปากของลู่คังเหนียนทันที
ลู่คังเหนียนหัวเราะร่า ปล่อยให้นางขี่คอของเขา
“เมื่อทุกคนมาพร้อมกันแล้ว พิธีเข้าสู่ยอดเขาของศิษย์หลี่กวนฉีจะเริ่มขึ้นอย่างเป็ทางการ!”
“ตีกลอง! จุดธูป! อัญเชิญรูปปั้นบรรพบุรุษ!”
“ตึง! ตึง! ตึง!”
ศิษย์นับร้อยคนตีกลองด้วยจังหวะอันทรงพลัง
กระถางทองเหลืองขนาดใหญ่ราวหนึ่งจั้งตกลงมากลางลาน
รูปปั้นหินสูงกว่าสิบจั้งทยอยตกลงมาทีละองค์!
รูปปั้นหินทั้งหมดสามสิบกว่าองค์ แต่ละองค์แกะสลักอย่างประณีตเหมือนจริง
รูปปั้นเหล่านี้คือเ้าสำนักกระบี่ต้าเซี่ยในอดีตทั้งหมด
เสียงของลู่คังเหนียนดังก้องไปทั่วทั้งสำนัก
“สำนักกระบี่ต้าเซี่ยก่อตั้งมาแล้วหนึ่งหมื่นสามพันสองร้อยเก้าสิบแปดปี!”
“มีเ้าสำนักสืบทอดมาแล้วสามสิบแปดรุ่น”
“มีผู้ข้ามภพขึ้นสู่แดนเซียนหนึ่งคน ผู้บรรลุขอบเขตรู้แจ้งสองคน ขอบเขตหลอมกายาสามคน ขอบเขตสูญญาณห้าคน และขอบเขตเทวะจุติสิบห้าคน!”
“วันนี้เ้าได้เข้าสำนัก ชาตินี้เ้าก็คือศิษย์ของสำนักกระบี่ต้าเซี่ย!”
“นับจากนี้เ้าได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งเซียน ตราบใดที่เ้าประพฤติตนอย่างเที่ยงธรรม… สำนักจะใช้ทุกวิถีทางปกป้องศิษย์ทุกคน!”
“คำสอนของสำนักกระบี่ต้าเซี่ย! กระบี่ในมือไม่ชี้ผู้อ่อนแอ กระบี่ในใจไม่หวั่นศัตรูแกร่งกล้า!”
“ปราบความอยุติธรรมใต้หล้า สังหารผู้สมควรตายทั่วพิภพ!”
“หากวันหนึ่งในอนาคต เ้าต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งเพราะคำสั่งของสำนัก สำนักกระบี่ต้าเซี่ยจะต้องระดมกำลังทั้งหมดเพื่อปกป้องเ้าอย่างแน่นอน!”
“หลี่กวนฉี เ้าเต็มใจที่จะเข้าร่วมสำนักกระบี่ต้าเซี่ยและสังกัดยอดเขาเทียนเหลยหรือไม่!”
หลี่กวนฉียืนอยู่กับที่ ค่อย ๆ ถอดผ้าปิดตาออก
ดวงตาสีขาวบริสุทธิ์จ้องมองตรงไปที่ดวงตาของลู่คังเหนียน เขายกธูปูเาและสายน้ำขึ้นสูง แล้วเอ่ยเสียงทุ้มว่า
“ศิษย์หลี่กวนฉี ยินดีเข้าร่วมสำนักกระบี่ต้าเซี่ยและสังกัดยอดเขาเทียนเหลย!”
“ตึง! ตึง! ตึง! ตึง! ตึง!”
เสียงกลองศึกดังกึกก้องไปทั่วทั้งยอดเขาเทียนเหลย
ลู่คังเหนียนสีหน้าเคร่งขรึม เอ่ยเสียงทุ้มว่า “จุดธูป! พิธีเข้าสู่ยอดเขาเสร็จสิ้น!!”
พิธีการต่อจากนั้นก็เรียบง่ายมาก ตอนนี้ลู่คังเหนียนเดินมาตรงหน้าหลี่กวนฉีอย่างจริงจังและยื่นแผ่นหยกสีขาวให้
แผ่นหยกมีขนาดเท่าฝ่ามือ ด้านหน้าสลักตราประจำสำนักกระบี่ต้าเซี่ย และมีตัวอักษรสี่ตัวเขียนว่า ‘สำนักกระบี่ต้าเซี่ย’
ด้านหลังนั้นสลักชื่อของเขาและลักษณะของยอดเขาเทียนเหลย
“นี่คือหยกประจำตัวของเ้า จงจำไว้ว่าอย่าทำหายเด็ดขาด!”
“ส่วนหยกนี้มีประโยชน์อย่างไร เ้าค่อย ๆ ศึกษาเองในภายหลังได้”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ลู่คังเหนียนก็หันไปมองชายชราที่ดูเหมือนจะเข้ากับคนอื่นได้ยาก แล้วกล่าวเบาๆ ว่า
“ตอนนี้...”
“หลี่หนานถิง เ้าจะรับเขาเป็ศิษย์หรือไม่?”
ผู้าุโสองสวีเจิ้งเจี๋ยมองลู่คังเหนียนด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ เ้าสำนักถึงกับไม่ถามความเห็นของเขาเลย และก็ไม่ได้ถามหัวหน้าสำนักยอดเขาเทียนเหลยด้วย
หลี่กวนฉีที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะเื่แบบนี้ถ้าเ้าสำนักจัดการหาคนที่เหมาะสมมาเป็อาจารย์ให้ เขาก็ไม่มีข้อคัดค้านอะไร
“เหตุใดต้องเป็ข้าด้วย? เหล่าสวีก็ได้นี่”
ลู่คังเหนียนส่ายหน้าแล้วพูดเบา ๆ ว่า “สำนักกระบี่ต้าเซี่ยหลายปีมานี้ก็มีแค่สองเมล็ดพันธุ์ดีเท่านั้น ในเมื่อเขาเลือกรากิญญาอัสนี...”
“เช่นนั้นในทั้งยอดเขาเทียนเหลย มีเพียงท่านเท่านั้นที่เหมาะสมที่สุด!”
“ไม่ว่าจะเป็วิชากระบี่ วิชาฝึกฝน การใช้พลังอัสนี หรือแม้แต่ความเชี่ยวชาญในมนต์คาถา”
“ในบรรดาเหล่าผู้าุโทั้งแปดยอดเขา มีเพียงท่านเท่านั้นที่เชี่ยวชาญทุกด้าน หากหลี่กวนฉีเป็ศิษย์ผู้อื่น ข้าไม่วางใจ”
หลี่หนานถิงนิ่งเงียบไป หลายปีมานี้เขาเคยชินกับการอยู่คนเดียวไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอก
แต่เมื่อเผชิญหน้ากับศิษย์ผู้มีรากิญญาศักดิ์สิทธิ์ เขารู้สึกสั่นะเืใจอย่างแท้จริง!
โอกาสที่เขาจะก้าวเข้าสู่ขอบเขติญญาแรกกำเนิดอีกครั้งในชาตินี้ช่างริบหรี่ราวกับงมเข็มในมหาสมุทร เขาอยากหาคนสืบทอดวิชาทั้งหมดที่ตนเองร่ำเรียนมา
อู่ปิ่งคนก่อนนั้นมีรากิญญาทอง เขาไม่เหมาะสม
หลี่หนานถิงเดินมาตรงหน้าลี่กวนฉี ค่อย ๆ ย่อตัวลงแล้วถามเสียงแ่เบา “เ้าหนุ่ม ข้าจะมาเป็อาจารย์ของเ้า เ้า...ยินดีหรือไม่?”
เสียงของชายชราสั่นเครือเล็กน้อย แฝงไว้ด้วยความไม่มั่นใจ
ส่วนหลี่กวนฉีกลับรู้สึกถึงความจริงใจและความระมัดระวังจากร่างของชายชรา
ดวงตาของชายชราเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
สายตาเช่นนั้นทำให้หัวใจของหลี่กวนฉีสั่นสะท้าน จากนั้นเขาก็ยกชายเสื้อขึ้นแล้วค่อย ๆ คุกเข่าลง กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก “ข้า หลี่กวนฉี ขอกราบท่านเป็อาจารย์!”
ในสถานการณ์เช่นนี้ ดวงตาของชายชราพลันมีน้ำตาเอ่อคลอ ขอบตาแดงก่ำ
ชายชราเงยหน้าขึ้น เอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือว่า “ดี... ดีมาก!!”
ชายชราใช้มือทั้งสองประคองเด็กหนุ่มให้ลุกขึ้น แล้วหันไปรอบ ๆ กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก “ข้า หลี่หนานถิง วันนี้รับหลี่กวนฉีเป็ศิษย์ปิดสำนัก!”
“ต่อไปขอฝากเนื้อฝากตัวกับเหล่าผู้าุโทั้งแปดยอดเขาด้วย!”
[1] แคร์รอต