“ภารกิจเราเหลือกี่ใบ?”
แกรนด์เอ่ยถามเอเลน่าที่เป็นคนเก็บใบแจ้งภารกิจเอาไว้ หลายวันมานี้พวกเขาจัดการแทบจะเรียกได้ว่าทำวันละภารกิจเลยทีเดียว การทำภารกิจในตอนนี้ง่ายกว่าเดิมมาก แม้จะมีระดับความยากของภารกิจเท่าเดิมเหมือนที่พวกเขาเคยรับมาทำ ทั้งนี้เป็นเพราะแกรนด์กับบ็อบที่เลื่อนระดับขึ้นมาและทั้งสองก็เป็นนักสู้แนวหน้าที่ต้องเข้าปะทะศัตรูในระยะประชิดอยู่แล้ว ดังนั้นคนอื่นๆ ที่คอยสนับสนุนจึงทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพทั้งยังไม่ได้รับบาดเจ็บหนักเหมือนเช่นแต่ก่อนที่ทำภารกิจแต่ละครั้งก็ต้องเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงทุกครั้งไป
“เหลือ 3 ใบ เป็นภารกิจระดับ 5 ดาวทุกใบ คางคกพิษน้ำคร่ำ แมงมุมกะโหลกแล้วก็ค่ายโจรป่าลิงเขียว”
“โจรป่า? ไหนๆ เอารายละเอียดมาดูหน่อย อ๋อ โจรเพิ่งอพยพมาตั้งค่ายสินะ ฝีมือคงร้ายกาจน่าดู ได้ภารกิจ 5 ดาวเท่าพวกสัตว์อสูรระดับสูงเลยแฮะ เก็บพวกมันไว้ทีหลังแล้วกัน วันนี้เราจะไปสอยไอ้คางคกเน่านี่ก่อน”
“อี๋!!! ข้าเกลียดคางคก! ข้าไม่ชอบอะไรเน่าๆ ด้วย”
“ไม่ชอบแล้วเจ้าดึงมันมาด้วยทำไมล่ะเนี่ย”
“ก็เจ้าบอกให้ดึงมาให้หมดนี่”
“ฮั่นแน่...พวกเจ้าแอบมาจู๋จี๋กันสองคนอีกแล้วนะ อิอิ”
“เสือกน่าครีท”
“โถ่ ยัยแว่นปีศาจ เจ้าเนี่ยไม่มีอารมณ์ขันบ้างเลยรึไง เออแกรนด์ ข้ามีอะไรสงสัยอยู่พอดี ที่เจ้าบอกว่าพลังของเจ้ามาจากเทพโดยตรง แล้วคนอื่นที่มีพลังแบบนี้ล่ะ? มีมั้ย? แล้วพวกข้ามีโอกาสได้พลังแบบนี้รึเปล่า?”
ครีทถามแกรนด์พลางเกาหัวอย่างสงสัย
“เท่าที่ข้ารู้ก็มีอยู่ 7 คน พลังที่ได้รับมาเป็นคนละประเภทกัน เป็นพลังที่ได้รับมาโดยเทพจะเลือกเองจากคนที่ต้องชะตา แต่มีพลังของเทพ 2 ตนที่ทิ้งเอาไว้โดยไม่ได้เลือกใคร ถึงอย่างนั้นก็มีคนได้ครอบครองพลังทั้งสองไปแล้ว เพราะฉะนั้น คนอื่นก็หมดสิทธิ์แล้วล่ะ”
“เจ้ารู้รึเปล่าว่าพวกนั้นอยู่ที่ไหน?”
“ไม่รู้หรอก ที่ข้ารู้ก็มีแค่นี้ แต่ถ้าอยู่ใกล้ๆ กันข้าจะจับสัมผัสพวกนั้นได้เอง”
“ช่วงนี้ในเมืองมีข่าวลือหนาหูเรื่ององค์รัชทายาทที่เมืองหลวงว่าเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งอะไรนี่แหละ เจ้าว่าเขาจะเป็นหนึ่งในนั้นรึเปล่า?”
“ไม่รู้สิ แต่ข้ารู้ว่าตระกูลราชวงศ์เป็นผู้สืบทอดพลังสายเลือดของเทพรุ่นเก่า ถ้ารัชทายาทมีพลังเทพองค์อื่นพวกนั้นจะยอมรับหรอ? หืม? หรือว่าได้รับพลังของเทพองค์เดิม? อันนี้ยิ่งแปลกไปกันใหญ่ เทพที่ไหนจะให้พลังกับตระกูลเดิมกัน ถ้าเป็นแบบนั้นจริงทางเมืองหลวงต้องส่งคนมากวาดล้างพวกข้าเพื่อตัดไฟแต่ต้นลมแน่ กำลังรบของพวกมันเราไม่รู้ด้วยสิ แต่มันต้องยิ่งใหญ่พอที่จะคานอำนาจจนเป็นหนึ่งในสิบขั้วอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกแน่”
แกรนด์ขมวดคิ้วพลางคิดถึงความเป็นไปได้ แต่เขาก็จินตนาการไม่ออกสักทีว่าขุมกำลังของทางเมืองหลวงจะเป็นไปในทิศทางใดและยิ่งใหญ่ขนาดไหน
“เหมือนอาจารย์เคยเล่าให้ข้าฟังว่าในวังหลวงมีขุนนางและราชวงศ์ที่มีพลังคลาส 8-10 อยู่กว่า 400 คน แต่ถ้านับรวมทั้งเมืองผู้มีพลังระดับนี้ก็มีมากกว่าพันคน”
“พันคน! มันไม่เยอะไปหน่อยรึไง? ถ้าพวกมันปล่อยพลังกันคนละที เมืองกลอเซนไม่เหลือแต่เสาเลยหรอวะ อาจารย์เจ้าเป็นใครกันแน่วะเนี่ย รู้กระทั่งขุมกำลังของเมืองหลวงขนาดนี้”
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าท่านเป็นใคร แฮะๆ ๆ”
“ช่างเถอะ เรื่องอื่นเอาไว้ก่อน วันนี้เราไปสอยไอ้คางคกเน่านั่นก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากันทีหลัง”
“เอาระเบิดของข้าไปบึ้มเปิดมันก่อนเลยมั้ย?”
“อี๋ๆ ๆ ๆ ๆ พวกเจ้าอย่าเอาระเบิดไปทิ้งลงไอ้บ่อน้ำโสโครกนั่นนะ เอาระเบิดไปทิ้งลงน้ำก็กระจายสาดใส่พวกเราสิ”
“ยัยแว่นป๊อด กลัวนักก็หลบอยู่หลังแกรนด์มันสิ ฮ่าๆ ๆ ๆ”
“เจ้า...!!!”
“คางคกเน่ามันอร่อยป่ะ?”
“ใครจะบ้าไปกินของแบบนั้นวะบ็อบ!”
………………………………….
...7 วันผ่านไป...
...อุทยานน้ำตกแห่งแสง นครหลวงคาเธจ : ร่างสถิตอาชาสวรรค์...
ท่ามกลางป่าที่ถูกปกคลุมด้วยต้นไม้ที่กำลังผลิใบ หญ้าอ่อนขึ้นแซมพื้นดินหลังจากที่หิมะละลาย ไอน้ำที่ระเหยขึ้นถูกแสงอาทิตย์ในยามเช้าสาดส่องจนเป็นสีรุ้งทอประกายหลังแนวผาที่มีน้ำตกใหญ่พาดผ่าน บรรยากาศเงียบสงบและธรรมชาติที่สวยงามทำให้จิตใจของผู้พบเห็นรู้สึกสงบและผ่อนคลาย ท่ามกลางภูมิทัศน์ที่งดงามนี้ปรากฏร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งสวมชุดสีขาวลายสีทองหรูหราด้วยผ้าชั้นดีที่สุด ที่ปักอย่างวิจิตรบรรจงโดยเฉพาะลายเทพอาชาทะยานที่ด้านหลังเสื้อคลุม เขาเงยหน้ามองความงดงามของธรรมชาติในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ สายลมเอื่อยๆ พัดมาต้องไรผมของเขาปลิวริ้วไปตามลมเล็กน้อย ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาที่อยู่ตรงหน้าดูสูงส่งขึ้นไปอีก ครู่หนึ่งในขณะที่ยืนนิ่งชมธรรมชาติอยู่นั้นได้มีอีกาหกปีก สัตว์อสูรชั้นกลางบินลงมาโฉบเฉือนเนื้อม้าที่เทียมรถอยู่พร้อมกับบินหนีไป เนื้อคอของม้าถูกฉีกกระชากเป็นแผลใหญ่ทำให้มันร้องครวญครางและลงไปดิ้นลงกับพื้น ท่ามกลางเสียงร้องเพราะตกใจของสาวใช้ กาเซลยังคงนิ่งเงียบและท่าทางที่สุขุม เขายื่นมือออกไปข้างหน้ารองเอาใบไม้แห้งที่ปลิวมาตามลมให้ตกมายังฝ่ามือ กาเซลหยิบใบไม้แห้งนั้นขึ้นมา พลังสีทองจากๆ ถูกปล่อยออกมาหุ้มใบไม้แห้งนั้นเอาไว้ ใบไม้ถูกควบแน่นจนตึงออกพร้อมกับพลังสีทองจางๆ ที่ดูรุนแรงและแหลมคมขึ้น ขอบของใบไม้มีความคมเหมือนอาวุธชั้นดีราคาสูงอย่างเห็นได้ชัด
ฟิ้ว!
ใบไม้แห้งถูกซัดออกด้วยสองนิ้วของชายหนุ่ม มันพุ่งไปรวดเร็วดั่งอาวุธลับและตัดเข้าที่คอของอีกาหกปีกที่กำลังบินหนีไปไกลแล้วอย่างแม่นยำ สัตว์อสูรชั้นกลางถูกสังหารด้วยใบไม้แห้งเพียงใบเดียว!
“ข้าผู้นี้เนี่ยนะอันดับที่ 4?”
ชายหนุ่มกำมือแน่นและพึมพำกับตนเองเบาๆ ก่อนที่จะหันมาสั่งการองครักษ์ประจำตัว
“ไปแจ้งท่านอาจารย์ของข้าว่าข้าต้องการฝึกวิชาลับของตระกูล”
“น้อมรับคำสั่ง!”
………………………………….
...ทะเลทรายซาบี เขตเมืองซานเดรีย : ร่างสถิตพยัคฆ์เหล็ก...
“ในที่สุดก็เจอตัวสักที เจ้าคนเร่ร่อน ยอมตามพวกเรากลับแต่โดยดี”
ชายสามคนที่แต่งกายด้วยชุดทหารของจักรวรรดิล้อมชายหนุ่มผู้หนึ่งเอาไว้ ชายหนุ่มผู้ที่ถูกล้อมไม่มีท่าทีหวาดกลัวแต่อย่างใด จิตใจและพลังของเขาในตอนนี้สงบเป็นอย่างมาก สงบเสียจนรู้สึกว่ามันอันตรายขึ้นมาแทน
“ตามกลับไปงั้นหรอ? พวกที่ตายก่อนหน้าพวกมันก็พูดเหมือนเจ้านี่แหละ”
“คุยดีๆ คงไม่รู้เรื่อง จัดการมันเลย แสดงพลังของพวกเราสามพี่น้องให้มันเห็น อย่าให้ถึงตายพอ แต่ห้ามประมาทมันเด็ดขาด จากสายข่าวรายงานมาว่ามันมีพลังถึงคอขวดคลาส 5 แล้ว!”
กลุ่มที่ว่านี้คือสามพี่น้องหน่วยลาดตระเวนเร็วของจักรวรรดิ ทหารที่ถูกส่งออกมาเพื่อตามหาร่างสถิตนั้นทุกคนล้วนเป็นทหารที่แกะรอยเก่งและมีความสามารถหรือทักษะต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการแกะรอยแต่พลังต่อสู้ของพวกเขานับว่าด้อยกว่าทหารหน่วยอื่นๆ อยู่มาก ปกติแล้วหน่วยลาดตระเวนของจักรวรรดิจะมีพลังอยู่ที่คลาส 4-5 เท่านั้น ซึ่งหน่วยย่อยนี้ก็มีพลังอยู่ที่คลาส 5 กันทั้งสามคน
“จงยอมสยบและเข้าร่วมกับจักรวรรดิซะ ไม่ว่าเจ้าจะหนีไปที่ไหนก็ไม่มีที่ให้เจ้าไปทั้งนั้น!”
คนที่เป็นหัวหน้าเร่งพลังขึ้น ที่หัวมีเขางอกออกมา ร่างกายค่อยๆ ขยายจนเปลี่ยนร่างไปคล้ายวัวที่ยืนสองขา มันพุ่งเข้าใส่ชายหนุ่มพเนจรอย่างไม่ออมกำลังเลยแม้แต่น้อย อีกสองคนที่อยู่ข้างๆ ก็ค่อยๆ เปลี่ยนร่าง คนหนึ่งเป็นจิ้งจอกสีแดงอีกคนเปลี่ยนเป็นหมาป่าสีดำกระโจนเข้ามากัดไหล่ของชายหนุ่มเอาไว้คนละข้าง ด้านหน้าเป็นวัวที่พุ่งเข้าใส่อย่างสุดกำลัง
กึก!
สองเขาของเจ้าวัวถูกหยุดไว้ด้วยสองมือของชายหนุ่มที่จับเอาไว้ ส่วนอีกสองคนที่กัดไหล่คนละข้างคมเขี้ยวของพวกเขาทะลุได้แค่เสื้อของชายหนุ่มแต่ไม่อาจฝังลงบนเนื้อหนังได้เลยแม้แต่น้อย ครั้งแรกที่ฟันกระทบผิวหนังของชายหนุ่มความรู้สึกยังกับว่ากัดอะไรแข็งๆ เข้าจนฟันแทบหัก นี่มันเหมือนกับเอาฟันไปกัดเหล็กกล้าไม่มีผิด แต่ความจริงมันคือผิวหนังของมนุษย์?
“จะควบคุมข้า? เพ้อเจ้อสิ้นดี คนอย่างข้าไม่เคยยอมสยบให้ใคร! และอย่างพวกเจ้าอย่ามาสะเออะออกคำสั่งกับข้า!”
“ฮ่า!!!!!”
กร็อบ!!!
เขาทั้งสองข้างของเจ้าวัวถูกกระชากออกจนเลือดพุ่งออกจากกะโหลกทั้งสองข้าง ตามมาด้วยเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด
“พยัคฆ์บดภูผา!”
แต่ยังไม่ทันที่เจ้าตัวจะกลับคืนเป็นร่างมนุษย์ก็ถูกชายหนุ่มกระโดดขึ้นเตะสวนบริเวณลำคอ ความรุนแรงของทักษะที่ใช้โจมตีทำให้แม้จะอยู่ในร่างผสานสัตว์อสูรที่มีกล้ามเนื้อหนาแน่นแข็งแกร่งอย่างสัตว์อสูรประเภทเท้ากีบ กระดูกคอก็ยังแตกหักด้วยการโจมตีเพียงแค่ครั้งเดียว
“พยัคฆ์เหล็กเสริมกาย!”
“อ้ากกกกกกกก!!”
สองสัตว์ที่กัดไหล่ของชายหนุ่มอยู่ร้องลั่นพร้อมกัน ทักษะที่เขาเปิดใช้งานเมื่อครู่เป็นทักษะสะท้อนการโจมตี ส่งผลให้กัดทั้งหมดสะท้อนใส่ผู้ใช้ แรงจากการสะท้อนนั้นส่งผลให้ทั้งสองฟันหักบางซี่ทั้งยังเลือดไหลออกจากปาก
กึก!
ทั้งสองที่ปล่อยเขี้ยวออกจากร่างชายหนุ่มแล้วแต่ยังไม่ทันมีเวลาให้ถอยหนีก็มีมือมารัดกุมที่ลำคอของพวกเขาทั้งสองเอาไว้ ทั้งสองหน้าเปลี่ยนเป็นสีเขียวจากแรงที่บีบรัดลำคออย่างไม่อาจขัดขืนได้
กร็อบ!
คอของทหารทั้งสองหักคามือของชายหนุ่มพเนจร ร่างของพวกเขาถูกชายหนุ่มโยนทิ้งไปกองกับหัวหน้าที่คอหักก่อนหน้านี้อย่างไม่แยแส
“ช่างน่ารำคาญ”
………………………………….
...ป่าแบล็กฟอเรสต์ เส้นทางการค้าเขตเมืองเอโดราส : ร่างสถิตวิหคเพลิง...
“ฝูงไฮยีน่าสามสีจู่โจมขบวนการค้า! ทุกคนตั้งขบวน! อย่าให้สินค้าเสียหาย!”
ผู้คนตั้งขบวนป้องกันอย่างแข็งขันและพร้อมเพรียง แสดงให้เห็นถึงการถูกฝึกมาเป็นอย่างดี เจ้าของขบวนสินค้าเมื่อเห็นฝูงไฮยีน่าโจมตีขบวนสินค้าของเขาก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก แต่เมื่อเห็นผู้คุ้มกันตั้งขบวนเตรียมรับมืออย่างพร้อมเพรียงทำให้ความกลัวของเขาบรรเทาลงไปมาก ยังไงเสียกลุ่มที่เขาจ้างให้มาคุ้มกันสินค้าก็มาจากค่ายทหารรับจ้างอันดับหนึ่งของทวีปแห่งนี้ ค่ายเจ็ดดาวเกราะตะวัน เมื่อเห็นสัญลักษณ์ที่อยู่หลังเสื้อของทุกคนก็ย่อมการันตีและไว้ใจได้ด้วยชื่อเสียงที่สะสมมาหลายร้อยปี เขาคุมสติได้ก็รีบเช็คสินค้าเพราะเกรงจะเกิดความเสียหายขึ้น สินค้าในวันนี้เป็นไก่ขนสีรุ้งที่รถม้าขบวนสินค้าบรรทุกกรงใส่พวกมันมาหลายร้อยตัว พวกมันไก่พันธุ์ดีที่เมืองข้างเคียงสั่งซื้อไปขยายพันธุ์เพราะเนื้อของมันเป็นที่ต้องการของเหล่าชนชั้นสูงและผู้มีเงินทั้งหลาย คงเป็นเพราะกลิ่นของพวกมันที่ล่อฝูงไฮยีน่าให้เข้ามา ถ้ากรงเสียหายแม้เพียงนิดเดียวพวกมันจะต้องแห่กันวิ่งหนีแน่ เหล่าผู้คุ้มกันจึงต้องตั้งแนวป้องกันไว้อย่างหนาแน่นจนไม่มีกำลังพอที่จะโจมตีพวกไฮยีน่าที่ล้อมเอาไว้
“ตั้งแนวป้องกันเอาไว้ ข้าจัดการพวกมันเอง”
“อ๊ะ!!! คุณหนู ระวังตัวด้วยครับ!”
หญิงสาวผมสีแดงยาวสลวยพุ่งตัวออกจากขบวนแนวป้องกันและกระโดดขึ้นไปบนท้องฟ้าจนคนที่อยู่พื้นเบื้องล่างต้องแหงนมองตามขึ้นไป ที่ด้านหลังเสื้อของเธอมีสัญลักษณ์ของค่ายเจ็ดดาวเกราะตะวันเช่นเดียวกัน
“วิหคเพลิงสะบัดปีก!”
วูบ! วูบ! วูบ! วูบ! วูบ! วูบ! วูบ! วูบ!
สะเก็ดไฟที่เหมือนกับขนของนกออกมาจากตัวเธอรอบทิศทาง เมื่อหญิงสาวผมแดงสะบัดมือขนนกไฟก็พุ่งกระจายลงพื้นทั่วทุกทิศทางเกิดเป็นเพลิงสว่างจ้าขนาดใหญ่เผาไหม้ล้อมขบวนสินค้าเอาไว้ เปลวเพลิงที่ร้อนแรงนี้แผดเผาฝูงไฮยีน่าสามสีที่ล้อมไว้จนต้องวิ่งหนีตายกันกระเจิง แต่ส่วนมากหนีไม่ทันจนต้องถูกย่างสดท่ามกลางเปลวเพลิงนั้น ต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่บริเวณโดยรอบถูกเผาไปด้วย แต่ไม่มีใครในขบวนการค้าที่อยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงนี้รู้สึกถึงความร้อนแรงได้เลย
“วิหคเพลิงกลืนอัคคี”
หญิงสาวยื่นมือทั้งสองข้างออกไปด้านซ้ายและขวา เปลวไฟที่ลุกไหม้อย่างบ้าคลั่งก็ถูกดูดเข้ามาในตัวของเธอจนหมดสิ้น ทิ้งไว้แต่ซากพื้นที่บริเวณโดยรอบที่ไหม้เกรียม
“ยอดเยี่ยมไปเลยคุณหนู”
“สมแล้วที่เป็นคุณหนูค่ายเจ็ดดาวเกราะตะวัน”
“เป็นทั้งผู้ใช้ศิลปะการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมและเป็นผู้ใช้เวทย์ที่เก่งกาจ”
“ใช่ๆ ทั้งงดงามกว่าผู้ใด ข้าช่างโชคดีที่ได้ทำงานร่วมกับผู้มีพรสวรรค์สูงส่งเช่นนี้”
เสียงปรบมือและเสียงชื่นชมเกรียวกราวของเหล่าผู้คุ้มกันที่มีต่อหญิงสาวดังขึ้นอย่างไม่ขาดสาย
“ขอบคุณทุกคนสำหรับคำชม”
หญิงสาวก้มหัวพร้อมกับส่งยิ้มให้ทำเอาหัวใจของชายหนุ่มน้อยใหญ่แทบหลุดออกมากองตรงหน้า เมื่อเหตุการณ์สงบลงขบวนสินค้าก็เคลื่อนไปยังจุดหมายตามปกติ
………………………………….
...ปราสาทแสงอรุณ นครหลวงคาเธจ : ร่างสถิตมายา...
ปราสาทแห่งนี้ตั้งอยู่นอกเขตชานเมืองของนครหลวง ติดกับเขตทุ่งหญ้ากว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา เป็นปราสาทที่ถูกสร้างขึ้นอย่างงดงามด้วยสถาปัตยกรรมที่สูงล้ำของช่างฝีมือที่เก่งกาจของเมืองหลวง ปราสาทแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นให้กับองค์หญิงไอริส ซึ่งเป็นน้องสาวต่างมารดาขององค์ชายกาเซล เธอถูกส่งมาอยู่ที่นี่กับแม่เนื่องจากปัญหาการชิงอำนาจภายในเมื่ออายุได้แค่ 2 ขวบ ภายหลังแม่ของเธอจากไปด้วยพิษร้ายที่หาที่มาไม่ได้หลังจากย้ายออกจากวังหลวงได้เพียงปีเดียวเท่านั้น องค์หญิงไอริสจึงต้องอยู่ในปราสาทแห่งนี้อย่างโดดเดี่ยวโดยมีผู้ดูแลเป็นไฮร์เอลฟ์ (ร่างวิวัฒนาการของเอลฟ์ธรรมดา) ชื่อเฟรย่า ที่แม่ของไอริสได้ฝากฝังเอาไว้ก่อนที่เธอจะสิ้นใจและสาวใช้อีก 4 คน ไอริสได้รับพลังของเทพมายาอย่างบังเอิญขณะไปเดินเล่นในป่าหลังปราสาทกับเฟรย่า ซึ่งในขณะนั้นเธออายุได้เพียงแต่ 5 ขวบ และเหมือนกับเทพมังกร พลังของเทพมายาได้กลืนกินสายเลือดของเทพอาชาสวรรค์ที่เจือจางของเธอจนหมดสิ้น แม้จะมีพลังที่เรียกได้ว่าสุดโกงในหมู่เทพด้วยกันอย่างพลังเทพมายา ที่ทำได้ทั้งการสร้างโลกลวงตา สะกดจิต ล้างหรือเพิ่มเติมความทรงจำของเป้าหมาย อ่านใจและทำให้ศัตรูตกอยู่ในห้วงแห่งภวังค์อย่างยากที่จะออกมาได้ และเป็นแต่ละทักษะเป็นอะไรที่ยากจะรับมือ แต่บุคลิกนิสัยของไอริสกลับอ่อนโยนและรังเกียจการต่อสู้ฆ่าฟันอย่างที่สุด เธอมักที่จะสร้างโลกส่วนตัวขึ้นมาและอยู่ในนั้นเพียงเพื่อเยียวยาจิตใจที่รู้สึกเหมือนชีวิตของเธอขาดอะไรไปเท่านั้น เพราะตลอดมานอกจากเฟรย่าและ 4 สาวใช้แล้ว ไอริสไม่เคยติดต่อหรือพบปะกับใครเลยแม้กระทั่งองค์จักรพรรดิที่เป็นพ่อแท้ๆ ของเธอก็ตามที ความรู้ของโลกภายนอกเธอก็รับรู้จากการอ่านหนังสือจากการเล่าของเฟรย่า ในตอนนี้ไอริสอายุได้ 18 ปีแล้ว ถือเป็นสาวเต็มตัวอย่างแท้จริง ผมเงินเป็นประกายและดวงตาที่งดงามราวนัยน์ตาของกวางขาวบริสุทธิ์ ใบหน้างดงามอ่อนหวานราวสวรรค์ปั้นแต่ง แม้กระนั้นนอกจาก 5 คนที่อยู่ในปราสาทร่วมกันก็ไม่เคยมีใครได้ยลโฉมเลยแม้แต่คนเดียว
“คุณเฟรย่า วันนี้ข้าจะสร้างโลกน้ำแข็งที่มีแต่หิมะ ท่านมาเล่นเป็นเพื่อนข้าหน่อยสิ”
“ก่อนจะไปเล่นองค์หญิงต้องทานอาหารเช้าก่อนนะ แล้วเราค่อยไปเล่นปาหิมะกัน”
“อื้อ คุณเฟรย่าใจดีที่สุดเลย”
ไอริสยิ้มอย่างดีใจและเดินไปที่โต๊ะอาหารด้วยความร่าเริง รอยยิ้มที่ออกมาจากใจของเธอช่างไร้เดียงสา
………………………………….
...ทะเลไอโอเนี่ยน น่านน้ำระหว่างเมืองพิแซนเดรีย กับ นครหลวงคาเธจ : ร่างสถิตไฮดร้า...
“กัปตัน! เราเจอพวกมันแล้ว! กลุ่มโจรสลัดดาบไขว้!”
“เอากล้องส่งมาให้ข้า”
ชายหนุ่มผู้ถูกเรียกว่ากัปตันหยิบกล้องส่องทางไกลที่ลูกน้องยื่นให้มาส่องดู เมื่อส่องไปยังเป้าหมายที่ลูกน้องของเขาชี้ก็พบว่าธงที่ยอดเสากระโดงเรือของพวกมันเป็นรูปดาบไขว้จริงๆ เมื่อหลายเดือนก่อนกลุ่มโจรสลัดดาบไขว้ได้โจมตีและปล้นสะดมเรือส่งสินค้าที่พวกเขาส่งของไปขายที่ท่าเรือเมืองพิแซนเดรีย ในตอนนั้นกลุ่มของพวกเขาหัวเสียเป็นอย่างมาก แต่ตามหาเท่าไหร่ก็หาพวกมันไม่เจอ จนมาพบในวันนี้
“เดินเรือเข้าไปหาพวกมัน ชะตาพวกมันขาดแล้วล่ะ”
“เราจะยึดเรือมันรึเปล่าครับ?”
“ไม่!!!”
“กางใบเรือ! กัปตันกำลังจะฉายเดี่ยวอีกแล้ว!”
ลูกเรือทุกคนพอได้ยินคำสั่งต่างกุลีกุจอเตรียมการกันใหญ่
“ฉิบหาย! นั่นมันกลุ่มโจรสลัดเก้ากะโหลกนี่หว่า!”
กัปตันกลุ่มโจรสลัดดาบไขว้ส่องกล้องมาสำรวจเรือที่กำลังแล่นตามเรือของกลุ่มตนมา เมื่อเจอเข้ากับธงของเรือคู่อริถึงกับหน้าซีดขึ้นทันที
“กางใบเรือ! รีบแล่นออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด! พวกที่มีเวทย์ลมให้ไปพัดใบเรือให้มันแล่นเร็วขึ้นอีก! เร็ว!”
กัปตันกลุ่มโจรสลัดดาบไขว้สั่งลูกเรือของตนอย่างลนลาน ครั้งก่อนที่เขาปล้นเรือขนสินค้าของพวกนี้เพราะคิดว่ามันก็แค่โจรสลัดกิ๊กก๊อก จนมารู้ในภายหลังว่ากัปตันกลุ่มนี้ถึงจะอายุแค่ 20 ก็จริงแต่ฝีมือร้ายกาจมาก ในรอบหลายเดือนมานี้มันอาละวาดทำลายเรือไปทั่วทั้งเรือโจรสลัดหรือกระทั่งเรือทหารเองก็ตามที การจมเรือให้อับปางลงของมันเป็นการผ่าแค่เพียงครั้งเดียว! จนกัปตันของกลุ่มโจรสลัดเก้ากะโหลกได้รับฉายาว่า ‘แจ๊คจอมผ่าเรือ’ ถ้าพวกเขาไม่หนีใครจะรับประกันว่าไม่โดนจมไปด้วย
“กัปตัน พวกมันรู้ตัวแล้วครับ!”
“ช่างมัน พวกมันชะตาขาดตั้งแต่เราเจอแล้วล่ะ”
ชายหนุ่มบิดแขนยืดเส้นยืดสายไปมา ก่อนที่จะนำเอาดาบใหญ่อาวุธคู่กายออกมาจากแหวนมิติ มันกว้าง 15 นิ้ว ยาวกว่า 80 นิ้ว เรียกได้ว่าดาบเล่มนี้ใหญ่กว่าผู้ใช้มันเสียอีก เมื่อนำอาวุธคู่กายออกมาชายหนุ่มก็ลอยตัวขึ้นไปบนอากาศจากนั้นก็เร่งพลังขึ้น รอบกายของเขามีหยดน้ำจำนวนมากหมุนวนทั่วตัวอย่างรุนแรง แรงกดดันพลังส่งผลให้เกิดน้ำวนที่ผิวทะเลใต้จุดที่ลอยตัวอยู่ ออร่าสีเขียวครามปรากฏออกมาหุ้มร่างของชายหนุ่มเอาไว้ ดวงตาสีเขียวเปล่งประกายของเขาปรากฏขึ้นมาพร้อมกับภาพร่างสีเขียวครามของเทพไฮดร้าเก้าเศียร
“วอริเออร์ฟอร์ซของกัปตันช่างสง่างามเหลือเกิน”
ลูกเรือมองกัปตันที่ลอยตัวอยู่บนอากาศด้วยแววตาเป็นประกาย กัปตันของพวกเขาที่ฉายแสงเฉิดจรัสในตอนนี้ช่างสว่างจ้าเสียจนห้ามให้อดน้ำตาไหลไม่ได้
ตูม!!!
แจ๊คพุ่งจากอากาศลงไปในทะเล ในตอนนี้ร่างของเขาดำลงไปและโผล่ขึ้นมาผิวน้ำเพียงแต่ปลายดาบใหญ่เท่านั้น ปลายดาบเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วตรงไปยังเรือของเป้าหมายคล้ายกับครีบฉลามที่โผล่ขึ้นมาเวลามันแหวกว่าย ความเร็วของแจ็คเมื่ออยู่ใต้น้ำต้องบอกว่าเร็วยิ่งกว่าตอนที่เขาอยู่บนอากาศซะอีก ด้วยสายเลือดของเทพไฮดร้าทำให้เขาสามารถเคลื่อนไหวใต้น้ำได้อย่างอิสระรวมถึงหายใจใต้น้ำได้ไม่ต่างจากเหล่าสัตว์อสูรทะเลเลยทีเดียว!
“กัปตัน!!! มันมาแล้วใกล้ถึงเราแล้ว! มันเร็วยิ่งกว่าเรือของเราอีกครับ!”
“สกัดมันไว้! อย่าให้มันมาถึงเรือเราได้!”
ลูกเรือทุกคนของกลุ่มโจรสลัดดาบไขว้ใช้ทั้งธนู ฉมวก เวทย์ระยะไกลยิงใส่ไปยังปลายดาบที่เคลื่อนที่เข้ามา แต่มันกลับโยกหลบได้อย่างคล่องแคล่วเหมือนสัตว์อสูรทะเลที่มีสติปัญญา เหล่าลูกเรือยิงเท่าไหร่ก็ไม่โดนจนหลายคนเริ่มหมดหวังและเตรียมตัวรับชะตากรรมเพราะมันมาถึงเรือของพวกเขาแล้ว
ช่า!!!!
แจ๊คพุ่งขึ้นมาจากใต้น้ำและกระโดดขึ้นไปสูงยิ่งกว่าเสากระโดงเรือของศัตรู สองมือของเขาเงื้อดาบใหญ่เอาไว้พร้อมที่จะฟันลงแนวดิ่งในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า
“ลงไปนอนนับปะการังซะไอ้พวกบัดซบเอ๊ย! : เจ้าสมุทรผ่าเกลียวคลื่น!”
เชี้ยงงงงงงงง!!!!
ซู่วววววววว!!!!
เรือขนาดใหญ่ของกลุ่มโจรสลัดดาบไขว้ขาดเป็นสองท่อนจากการทิ้งดิ่งและใช้ทักษะพิเศษของเขา เมื่อเรือศัตรูจมหายไปต่อหน้าชายหนุ่มจึงกลับไปที่เรือของตนอย่างพอใจในผลงาน
………………………………….
...เหมืองแร่เคมป์ ชายแดนเมืองเอโดราส : ร่างสถิตอสูร...
ที่แห่งนี้คือเหมืองใหญ่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของทางการเมืองเอโดราส เมืองแห่งนี้มีชื่อเสียงด้านการตีเหล็กและหลอมแร่ต่างๆ แร่ที่ส่งไปขายจากเมืองนี้ถือว่ามีคุณภาพที่สุดในทวีปแห่งนี้เลยก็ว่าได้ ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่มีหุบเขามากมาย ทั้งยังมีการค้นพบแร่มีค่ากระจายอยู่เต็มพื้นที่ทำให้มีเหมืองผุดขึ้นแทบจะทุกหมู่บ้านในเขตเมืองแห่งนี้ และแน่นอนว่าแรงงานส่วนใหญ่ที่ถูกเกณฑ์มาขุดเหมืองย่อมเป็นแรงงานชนชั้นทาส เชลยศึกหรือกระทั่งการจับเผ่าพันธุ์อื่นมาเป็นทาสเพื่อที่จะใช้แรงงาน เหมืองแร่เคมป์ซึ่งเป็นเหมือนขนาดใหญ่ที่อยู่ติดกับชายแดนเมืองเอโดราส เป็นเหมืองที่ห่างไกล และคืนนี้มันถูกย้อมไปด้วยเลือดของเหล่าผู้คุมทาสของเหมืองแห่งนี้ ผู้นำในการบุกทลายเหมืองในครั้งนี้คือ มาแชล ชายหนุ่มผมสีดำมันเงาอายุ 24 ปี อดีตลูกทาสที่เคยทำงานในเหมืองเช่นเดียวกัน ถ้าเขาถอดเสื้อออกจะพบว่ามีรอยแผลเป็นอยู่เต็มตัวไปหมดโดยเฉพาะที่หลัง เขาเป็นคนที่ไม่ยอมใครมาแต่ไหนแต่ไร ด้วยนิสัยของเขาแบบนี้นี่เองทำให้ในอดีตผู้คุมที่หมั่นไส้มักจะเฆี่ยนเขาจนมีแผลแตกเต็มตัวเป็นประจำ มาแชลได้รับพลังของเทพอสูรในตอนที่เขาพยายามหลบหนีออกจากเหมือนนรกแห่งนั้นตอนเขาอายุได้ 8 ขวบ ซึ่งในตอนนี้เขาก็เป็นหนึ่งในผู้ที่พลังตื่นขึ้นมาแล้วเช่นกัน เมื่อ 2 ปีก่อนชายหนุ่มได้รวบรวมพรรคพวกและก่อตั้งกองกำลังปลดปล่อยทาสขึ้นมา ด้วยอุดมการณ์ของพวกเขาคือต้องการที่จะปลดปล่อยทาสให้เป็นอิสระจากการถูกข่มเหงรังแกให้ใช้ชีวิตเยี่ยงสัตว์ โดยแต่เดิมก็เริ่มจากเหมืองเล็กๆ ของเศรษฐีจนตอนนี้พวกเขามีพลังพอที่จะสามารถตระเวนถล่มเหมืองใหญ่ที่ห่างไกลของทางการได้แล้ว แต่ด้วยการลงมือที่รวดเร็วและจัดการผู้คุมทุกคนทำให้ไม่มีหลักฐานใดๆ เหลือทิ้งไว้ให้ตามตัวพวกเขาเจอได้
“นายท่าน ได้โปรด ได้โปรดปล่อยพวกเราไปเถอะ พวกเราสำนึกผิดแล้ว พวกเราเพียงแค่ทำตามคำสั่งของเบื้องบนเท่านั้น”
“เบื้องบนสั่งพวกเจ้าทรมานทาสเล่นเพื่อความสนุกด้วยรึเปล่า?”
“เรื่องนั้น...เอ่อ...พวกเราสำนึกแล้ว จริงสิ รึว่าท่านต้องการเงินทอง ข้ามีเยอะนะ ข้าจะยกให้ท่านทั้งหมด ทาสที่บ้านข้ามีเป็นร้อย ข้าจะยกให้ท่านหมด ได้โปรด ได้โปรดปล่อยข้าไปเถอะ”
นายเหมืองร่างอ้วนที่ถูกมัดเอาไว้รวมกับลูกน้องของเขาหลายสิบคนถูกจับมานั่งรวมกันที่ลานสอบสวนอ้อนวอนจนน้ำตาไม่มีจะไหลแล้ว ที่เป้ากางเกงของเขามีน้ำเปียกนองพื้นอยู่อย่างน่าสมเพชด้วยความกลัวตายกว่าใครเพื่อน
“ก็ได้ ข้าจะให้โอกาสเจ้าสักครั้ง เจ้าจะรับมันรึเปล่า?”
“รับๆ ข้ารับแน่นอน โอกาสที่ว่านี่คือ?”
นายเหมืองร่างอ้วนพูดขึ้นด้วยความยินดี ตอนนี้ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มขึ้นมาจากความสิ้นหวังเมื่อครู่แทบเปลี่ยนเป็นคนละคน
“เดมาร์ มานี่หน่อย”
สิ้นเสียงที่ชายหนุ่มเรียกก็ปรากฏชายร่างสูงใหญ่รูปร่างกำยำ ผิวสีเขียวเข้มทั่วทั้งตัว ที่ขากรรไกรล่างมีเขี้ยวยาวงอกขึ้นมา เมื่อผู้คุมอ้วนเห็นร่างของอุรุกไฮที่ชายหนุ่มผมดำเรียกออกมาทำให้ตัวสั่น พูดไม่ออกและฉี่แตกราดขาออกมารอบสอง
“เจ้าอ้วน ถ้าเจ้าชนะเพื่อนข้าได้ข้าจะปล่อยเจ้าไป เจ้ารับข้อเสนอนี้แล้วนะ”
“นา..นาย...นายท่าน...ท่านล้อข้าเล่นใช่มั้ย...ข้าไม่...”
“รับปากแล้วปฏิเสธหรอ? ข้าอุตส่าห์ให้โอกาสเจ้าแล้ว งั้นก็จงหายไปจากโลกนี้ซะเถอะ!”
ซี๊ดดดดดดด!!!
ประจุสายฟ้าสีดำเข้มถูกรวบรวมไว้ที่มือของชายหนุ่ม แววตาของเขาที่จ้องมองมาทางเหล่าผู้คลุมตอนนี้เหมือนดั่งแววตาของยมทูตที่ตัดสินชี้ขาดความตายอยู่
“สายฟ้าทมิฬระเบิดพิภพ!!!”
ตูมมมมมมมมมม!!!!!
สายฟ้าสีดำเข้มที่ถูกปลดปล่อยออกไปได้กวาดล้างเหล่าผู้คุมหลายสิบชีวิตที่ถูกมัดไว้จนไม่เหลือแม้แต่ซาก
“ทุกคนจงฟัง! นับแต่นี้ไปท่านทั้งหลายจงใช้ชีวิตอย่างอิสระ ไม่ต้องทนอยู่อย่างไรค่าเยี่ยงสัตว์ในฐานะทาส จงใช้ชีวิตอย่างที่ท่านต้องการ ชีวิตที่พวกท่านโหยหาทั้งยามหลับและยามตื่น จากนี้ไปข้าขอประกาศว่าทุกท่านคืออิสระชน! มิใช่ทาส! ชีวิตของพวกท่านจงลิขิตมันเอง! มิใช่ให้ใครมาควบคุม!”
………………………………….
...หมู่บ้านนักล่า เขตเมืองกลอเซน : ร่างสถิตมังกร...
ผ่านไปแล้วกว่า 7 วัน ทีมมังกรสายฟ้าได้ทำภารกิจ 4-5 ดาวจนครบทุกใบที่ไปดึงมาจากบอร์ดภารกิจ ในตอนนี้ทุกคนก็ต่างพากันพักผ่อนฟื้นฟูพลังหลังจากสูญเสียพลังกันไปเยอะในภารกิจช่วงหลายวันมานี้ โดยภารกิจที่ตึงมือที่สุดคือภารกิจสุดท้ายที่ไปทลายค่ายโจรป่า เพราะพวกโจรมันเตรียมการรับมือมาอย่างดี
“1…2…3…4…5 โอ้! ได้มาเยอะเลยแฮะ หืม? เฮ้ยๆ มีแหวนเปล่าด้วยนี่หว่า ไอ้พวกโจรกระจอกเอ๊ย! ใส่แหวนเปล่ามาทำบ้าอะไรวะ ข้างในว่างจนหยากไย่จะขึ้นแล้วมั้ง เสียเวลาข้าจริงๆ”
“หัวหน้า! หัวหน้า! มีเรื่องแล้วครับ!”
นักล่าที่เฝ้ายามรักษาการณ์ที่หน้าหมู่บ้านในวันนี้วิ่งเข้ามาแจ้งข่าวด้วยอาการเหนื่อยหอบ
“มีเรื่อง? เรื่องอะไรหอบมาเชียว?”
แกรนด์เก็บแหวนมิติที่เพิ่งรูดมาเมื่อวานใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อเหมือนเดิม ช่วงนี้รู้สึกว่าพวกเขาจะมีเรื่องเข้ามาไม่เว้นแต่ละวัน
“พวกนักล่าที่อื่นมันเข้ามาล่าในถิ่นเราครับ เท่านั้นไม่พอพวกมันยังสร้างค่ายขึ้นมาเหมือนจะอยู่ถาวรด้วย แล้วพวกมันก็ยังส่งจดหมายมาท้าแข่งกับพวกเรา มันบอกว่าถ้าพวกมันชนะพวกเราต้องย้ายออกไปจากที่นี่”
“ไปเรียกทุกคนมาให้พร้อม เราจะไปหาพวกมันกัน”
“แต่หัวหน้า เราจะไม่ไปสืบก่อนหรอว่ามันจะท้าแข่งอะไร เราจะได้เตรียมตัวถูก”
“แข่งทำบ้าอะไรล่ะ งี่เง่าชะมัด ข้าจะเตรียมคนไปถล่มพวกมัน!!!”
………………………………….
จบภาคที่ 1 ปฐมบทเทพสายฟ้า
เตรียมพบกับภาคที่ 2 ได้ในตอนต่อไปนะครับ หวังว่าทุกท่านจะได้อรรถรสอย่างจุใจเพราะตอนสุดท้ายผมยอมรับเลยว่ายาวมากๆ ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ติดตามเป็นกำลังใจให้ผมด้วยดีเสมอมา ผมรู้สึกสนุกทุกครั้งที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านตัวหนังสือให้ทุกท่านได้ติดตามการผจญภัยของตัวละครในเรื่องไปพร้อมๆ กัน ผมดีใจมากที่มีคนที่ชอบและอยากติดตามเรื่องราวจากจินตนาการที่ผมสร้างขึ้นมาผ่านทางตัวอักษร ขอบคุณอีกครั้งครับ
Lancelot_XV
ผู้เขียน