บทที่ 39 ตกลงไปในโพรงกระต่าย (รีไรต์)
เมื่อได้รับคำสั่งนี้ตี้เจียงก็รู้สึกหมดหวัง
การเข้าสู่ยุคน้ำแข็งน้อยหมายความว่าพวกเขาจะต้องติดอยู่ที่นี่ไปอีกนาน ตอนนี้เขาตื่นขึ้นมาพร้อมกับพลังพิเศษ ร่างกายของเขากำลังแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน และเขาสามารถเอาชีวิตรอดในดินแดนน้ำแข็งและหิมะแห่งนี้ได้
แต่แล้วเหล่าสหายที่อยู่เบื้องหลังเขาเหล่านี้ล่ะ? พี่น้องในหน่วยของเขามีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ปลุกพลังพิเศษได้แล้วพวกที่เหลือนั่นละ จะผ่านพ้นเวลานี้ไปได้อย่างไร
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เขาสูญเสียทหารไปมากมายเพื่อไล่ตามคลังอาวุธและค้นหาเสบียง
ตอนนี้ตี้เจียงมองไปที่ย่านที่อยู่อาศัยหัวอัน เขามั่นใจว่ามีผู้มีพลังพิเศษอยู่ที่นั่น และดูเหมือนว่าจะมีบ้านว่างอยู่ไม่น้อย
ถ้าเป็นไปได้ เขาน่าจะลองพาทหารเหล่านี้ไปอยู่ที่ย่านที่อยู่อาศัยหัวอันชั่วคราวดู
ส่วนเรื่องอาหาร นอกจากที่นำติดตัวออกมาในครั้งนี้แล้ว เขาคิดว่าเขาเองสามารถออกไปล่าสัตว์ได้
ตอนนี้มีสัตว์กลายพันธุ์ปรากฏขึ้นมากมาย พรุ่งนี้เขาจะพาพี่น้องที่มีพลังพิเศษสองสามคนออกไปค้นหาสัตว์กลายพันธ์พวกนั้นดู
บางทีอาจจะล่าสัตว์ที่กินได้กลับมาได้บ้าง
เช้าวันรุ่งขึ้นลั่วฉิงเทียนตื่นแต่เช้า เธอเตรียมพร้อมสวมชุดป้องกันอย่างมิดชิดก่อนจะลงมาข้างล่าง
ภายในครัวอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมเย้ายวน เสิ่นอวิ๋นหรานตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมอาหารเช้าเมื่อเห็นลั่วฉิงเทียนลงมาเธอก็กล่าวด้วยรอยยิ้ม
“พี่ฉิงเทียน เช้านี้ฉันทำโจ๊กแปดอย่างใส่เกาลัดไว้ให้ และยังมีกุ้งแชบ๊วยทอดด้วยนะ เมื่อวานเห็นผักกาดหอมหัวโตในตู้เย็น ฉันเลยดองไว้ ลองชิมดูสิ!”
ลั่วฉิงเทียนมองไปที่โต๊ะอาหาร บนโต๊ะมีปาท่องโก๋วางอยู่ในตะกร้า โจ๊กสามถ้วย และกับข้าวอีกสองสามอย่าง
เพียงแค่ได้กลิ่นก็ชวนให้น้ำลายสอแล้ว
“หอมดี” ลั่วฉิงเทียนเดินไปที่โต๊ะอาหาร หยิบปาท่องโก๋ขึ้นมารับประทานกับโจ๊กร้อน ๆ เมื่อเห็นว่าลั่วฉิงเทียนเริ่มลงมือ เสิ่นอวิ๋นหรานและเหอเสี่ยว ก็พากันนั่งลงฝั่งตรงข้ามและเริ่มรับประทานอาหารเช้าเช่นกัน
มื้อนี้ลั่วฉิงเทียนรู้สึกเอร็ดอร่อยเป็นพิเศษ เธอยื่นกล่องข้าวเก็บอุณหภูมิใบหนึ่งให้กับเสิ่นอวิ๋นหราน
“โจ๊กนี่ทำไว้เยอะไหม ขอฉันอีกหน่อยสิวันนี้ฉันจะออกไปข้างนอก”
เสิ่นอวิ๋นหรานไม่รอช้ารีบหยิบกล่องข้าวใบนั้นขึ้นมาทันทีพลางกล่าว
“ฉันทำหม้อเบ้อเร่อเลยล่ะ เดี๋ยวฉันตักใส่ให้เต็มเลย!”
เสิ่นอวิ๋นหรานรับคำแล้วไปจัดเตรียมอาหารให้ทันที เธอแอบวางขนมไหว้พระจันทร์ไว้ด้านบนสุดของกล่องข้าวพร้อมกับเครื่องเคียงที่เป็นของดองอีกเล็กน้อย
เสิ่นอวิ๋นหรานยื่นกล่องข้าวให้ลั่วฉิงเทียน หญิงสาวรับกล่องข้าวมาแล้วเตรียมตัวออกไปทันที
เมื่อเดินมาถึงประตูลั่วฉิงเทียนก็หันกลับมามองทั้งสองคน
ทั้งคู่รู้สึกประหม่าเล็กน้อยที่ถูกลั่วฉิงเทียนจ้องมอง เสิ่นอวิ๋นหรานเอ่ยถามด้วยความกังวล
“เป็นอะไรรึเปล่าพี่ฉิงเทียน ต้องการให้ฉันทำอะไรอีกรึเปล่า”
ลั่วฉิงเทียนชี้ไปที่ห้องออกกำลังกายแล้วกล่าวว่า
“วันสิ้นโลกกำลังจะมาถึง ถ้าพวกเธอยังเป็นแบบนี้อยู่ พวกเธอจะไม่มีทางเอาชีวิตรอดได้ หลังจากนี้เป็นต้นไป ฉันต้องการให้พวกเธอเข้าไปฝึกฝนในห้องออกกำลังกายวันละยี่สิบสามชั่วโมง”
ทันทีที่ทั้งคู่ได้ยิน สีหน้าก็เต็มไปด้วยความยินดีอย่างที่สุด
ลั่วฉิงเทียน ให้พวกเขาเข้าไปฝึกในห้องออกกำลังกายงั้นเหรอ นั่นหมายความว่า เธอยอมรับพวกเขาอย่างเต็มที่แล้วใช่ไหม
ทั้งสองพยักหน้าให้กับลั่วฉิงเทียนอย่างตื่นเต้น
“ตกลง พวกเราจะตั้งใจฝึก!” ลั่วฉิงเทียนพยักหน้ารับ ก่อนจะเปิดประตูเดินออกไป
หลังจากที่ลั่วฉิงเทียนจากไป เหอเสี่ยวและเสิ่นอวิ๋นหรานก็รีบกินข้าวจนหมด ก่อนจะช่วยกันทำความสะอาดครัวและห้องนั่งเล่นเสร็จเรียบร้อย ทั้งคู่ก็รีบตรงดิ่งไปที่ห้องออกกำลังกายแทบจะในทันที
หลังจากวันสิ้นโลกมาถึงพวกเขาทั้งสองคนต่างก็รู้สึกว่าการได้มาอยู่ที่นี่กับลั่วฉิงเทียนนั้นถือเป็นชีวิตที่มีความสุขอย่างแท้จริง
เคยมีอยู่ช่วงหนึ่งพวกเขาเคยคิดว่า ด้วยความแข็งแกร่งของลั่วฉิงเทียน อาจจะมีสักวันหนึ่งที่เธอจะทิ้งพวกเขาไป และเมื่อถึงตอนนั้นพวกเขาทั้งคู่ก็คงต้องกลับไปเผชิญหน้ากับชีวิตอันแสนลำเค็ญในวันสิ้นโลกอีกครั้ง
สบายแล้วลำบากยากนักจะทนมันได้ไหว
แต่เมื่อพวกเขาได้อยู่ที่นี่กับลั่วฉิงเทียนมานานวันเข้า ความรู้สึกที่ไม่อยากจากไปไหนอีกแล้วก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น เพื่อที่ตัวเองจะได้ไม่กลายเป็นภาระของลั่วฉิงเทียนแม้ว่าสุดท้ายอาจจะต้องถูกเธอทอดทิ้งแต่อย่างไรพวกเขาทั้งคู่ก็ปรารถนาที่จะแข็งแกร่งขึ้นจากก้นบึ้งของหัวใจ
หลังจากที่ออกจากบ้านลั่วฉิงเทียนก็ตรงไปยังภูเขาหลังบ้านทันที เพราะในตอนนี้ สถานที่เดียวที่ยังพอจะหาสัตว์มาล่าได้ก็คงมีเพียงบนภูเขาเท่านั้น
ปราศจากต้าไป๋ที่คอยช่วยเหลือลั่วฉิงเทียนจึงได้แต่มองหาสิ่งของต่าง ๆ ภายในพื้นที่ว่าง จนในที่สุดเธอก็เจอรถบ้านคันหนึ่งจอดอยู่ในนั้น พื้นรถบ้านคันนั้นค่อนข้างสูง แถมยังสามารถปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่สำหรับเส้นทางบนภูเขาและบนหิมะได้อีกด้วย
รถบ้านคันนี้เป็นผลงานวิจัยและพัฒนาชิ้นใหม่ล่าสุดของบริษัท xx ตอนที่ซื้อมาฉิงเทียนหมดเงินไปเกือบร้อยล้าน
รถบ้านคันนี้สามารถยืดขยายออกไปด้านนอกได้ แถมยังสามารถเพิ่มความสูงได้โดยอัตโนมัติ รูปลักษณ์ภายนอกก็แข็งแรงทนทานมาก
และเพราะต้องอยู่แต่ในเซฟเฮาส์ที่สร้างขึ้นเองมานานลั่วฉิงเทียนแทบจะลืมรถคันนี้ไปแล้วด้วยซ้ำ
หลังเปิดใช้โหมดการขับขี่บนหิมะลั่วฉิงเทียนก็ขับรถบ้านมุ่งหน้าไปทางภูเขาอีกครั้ง ครั้งนี้ลั่วฉิงเทียนตั้งใจเลี่ยงกองกำลังทางฝั่งตี้เจียง และมุ่งตรงไปยังนอกเขตฐานทัพ
สองชั่วโมงต่อมาลั่วฉิงเทียนก็มาถึงเชิงเขาเธอเก็บรถบ้านเข้าไปในพื้นที่มิติ จากนั้นก็หยิบเป้สะพายหลังใบหนึ่งออกมาจากในพื้นที่ ใส่ของลงไปเล็กน้อย แล้วก็เริ่มปีนเขา
หิมะบนภูเขาหนามาก แต่มันก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเดินทางของเธอแต่อย่างใด
ตั้งแต่ที่เหยียบย่างขึ้นมาบนภูเขา ทักษะแฝงของนักล่าก็ทำงานโดยอัตโนมัติ เธอพบว่าตราบใดที่ตัวเองอยู่ใกล้ป่าเขาประสาทสัมผัส การเคลื่อนไหว หรือแม้แต่ความเร็วของเธอจะดีกว่าอยู่บนพื้นราบมาก ถึงขั้นทำให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของภูเขาใหญ่นี้
ลั่วฉิงเทียนเปิดใช้งานทักษะที่สามของตัวเองจนถึงระดับสูงสุด เธอใช้ทักษะนั้นสังเกตสิ่งรอบข้างอย่างระมัดระวัง
ในที่สุดก็พบเข้ากับรังกระต่ายหิมะกลายพันธุ์อยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ลั่วฉิงเทียน พุ่งตรงไปที่ต้นไม้นั้นทันที
ด้วยทักษะที่สามลั่วฉิงเทียนจึงพบตำแหน่งของรังกระต่ายได้อย่างรวดเร็ว เพียงแต่กระต่ายเจ้าเล่ห์มีสามถ้ำแถมรูกระต่ายนี้มันก็ลึกเกินไป ลั่วฉิงเทียนไม่สามารถจับมันออกมาได้
ลั่วฉิงเทียนเดินวนไปวนมารอบ ๆ ต้นไม้อยู่นาน เธอหาอะไรมาล่อลวงกระต่ายไม่ได้ เลยคิดจะใช้เถาวัลย์สอดเข้าไปในโพรงกระต่ายเพื่อจับมัน
เถาวัลย์สีเขียวเลื้อยลึกเข้าไปในโพรงเล็ก ๆ อย่างไม่ลดละ สิ่งที่ทำให้ลั่วฉิงเทียนตกใจคือโพรงกระต่ายที่ว่านี้ไม่มีทีท่าว่าจะเห็นก้นโพรงเลยแม้แต่น้อย
ทันใดนั้นลางสังหรณ์อันตรายก็แล่นเข้ามาในหัวของลั่วฉิงเทียน
แต่ยังไม่ทันที่เธอจะหลบ เถาวัลย์ก็รัดเท้าของเธอไว้แน่น ก่อนจะพันตัวเธอเอาไว้ แล้วเหวี่ยงเธอลงไปในโพรงมืด
ลั่วฉิงเทียนรู้สึกได้ว่าร่างของเธอกำลังร่วงหล่นลงไปไม่หยุด เธอเลยรวบรวมพลังไปที่เถาวัลย์ในมือ ปล่อยมันให้เลื้อยพันไปรอบ ๆ เพื่อชะลอความเร็วในการร่วงหล่นของเธอ
ไม่นานลั่วฉิงเทียนก็สัมผัสได้ถึงพื้นดิน เธอรีบสร้างเถาวัลย์ขึ้นมาอีกสองเส้น
เถาวัลย์ทั้งสองเส้นพันรอบผนังทั้งสองข้างแน่น ลดความเร็วในการร่วงหล่นของลั่วฉิงเทียนลงไปอีก
จนในที่สุดลั่วฉิงเทียนก็ลงถึงพื้นอย่างปลอดภัย
เมื่อยืนอยู่บนพื้นดินเรียบ ๆ แล้ว ลั่วฉิงเทียนก็รู้สึกได้ถึงความกว้างขวางของสถานที่แห่งนี้ ‘ทำไมภูเขาแห่งนี้ถึงมีสถานที่ใหญ่โตเช่นนี้ได้น่ะ?’
เธอหยิบเอาไฟฉายออกมาสาดแสงสว่างไปทั่วบริเวณ เมื่อเห็นภาพรอบ ๆ ชัดเจนแล้วดวงตาก็เบิกกว้างตกใจถึงขีดสุด
กำแพงโดยรอบนั้นเรียบลื่น ไร้รอยต่อ พื้นปูด้วยกระเบื้องอย่างดี ทุกสิ่งทุกอย่างดูราวกับถูกสร้างขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์
แต่ใครกันจะมีปัญญาสร้างสถานที่แบบนี้ไว้ในหุบเขาแบบนี้? สร้างไว้เพื่ออะไร?
ลั่วฉิงเทียนเดินถือไฟฉายออกค้นหาทางออก แต่เมื่อเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ได้ยินเสียงการต่อสู้ดังมาจากที่ไม่ไกลนัก