หลังจากภานุหมดสติไปได้ไม่นานร่างสามร่างซึ่งแต่งตัวในเครื่องแบบก็ได้ปรากฏขึ้นภายในร้านขายอาวุธ ทั้งสามเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยพลเรือนซึ่งได้มาถึงนานแล้วและได้เลือกที่จะทำการอพยพผู้คนก่อนการกำจัดวานรวายุ เพราะกลัวจะทำให้เกิดลูกหลง
“ไม่คิดเลยว่า เด็กจากโรงเรียนฝึกฝนทหารจะสามารถสังหารสัตว์ร้ายด้วยตัวเองได้”
ชายวัยกลางคนผู้ซึ่งมีหนวดเครารุงรังเต็มไปหน้าได้กล่าวขึ้น ในขณะที่จ้องมองไปที่บาดแผลของวานรวายุซึ่งมีลูกธนูปักอยู่ให้เห็นอย่างเด่นชัด ซึ่งนั่นหมายความว่าเด็กหนุ่มคนที่ล้มมันได้นั้นได้ใช้อาวุธธนูจัดการมัน
“สมัยนี้ยังมีคนใช้ธนูกันอีกเหรอ? มันไม่โบราณไปหน่อยหรือ? ”
ชายหนุ่มที่ดูราวกับมีอายุยี่สิบปีเศษๆ ได้กล่าวขึ้น ในขณะที่ตรวจเช็คบาดแผลบนร่างของภานุซึ่งตอนนี้ได้หลับใหลอยู่ มันเป็นแพทย์สนามและมีหน้าที่พยาบาลบุคคลที่บาดเจ็บ ซึ่งมันก็ได้ทำการฉีดยาชาและเย็บแผลที่หน้าอกและศีรษะของภานุอย่างดี
“เด็กคนนี้น่าสนใจอย่างมาก ทำไมเราไม่พอเขาไปฝึกที่หน่วยพลเรือนของเราล่ะ? ”
ชายคนสุดท้ายซึ่งน่าจะมีอายุมากที่สุดได้กล่าวออกมาด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม อย่างไรก็ตามในจังหวะนั้นทั้งหน่วยพลเรือนทั้งสามก็ได้หันหลังกลับไปพร้อมกัน และมองตรงไปยังทิศทางเดียวกันเนื่องจากได้ยินเสียงถึงการมาของใครบางคน
ชายคนนี้มีใบหน้าที่เย็นชา และศีรษะที่ไร้เส้นผมเป็นเอกลักษณ์ เขาสวมชุดเครื่องแบบลายพรางซึ่งแตกต่างจากหน่วยพลเรือนที่เป็นสีเทาสีเดียวไม่มีลวดลาย ชายผู้มาใหม่กวาดสายตาจ้องมองเหล่าทหารพลเรือนอย่างเหยียดหยามก่อนที่จะกล่าวออกมาอย่างดูถูกว่า
“พวกแกหวังจะให้เขาเข้าไปหน่วยขยะอย่างหน่วยพลเรือน? ฝีมือของเด็กนี่ต้องเสียเปล่าแน่ๆ”
ใบหน้าของทหารหน่วยพลเรือนทั้งสามเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยว อย่างไรก็ตามพวกมันนั้นไม่มีใครสักคนที่จะกล่าววาจาโต้แย้งอีกฝ่าย ภายในแววตาของพวกมันเห็นได้ชัดว่าสะท้อนความหวาดกลัวออกมาเมื่อมองตรงมาที่ชายหัวโล้นเบื้องหน้า
“เด็กหนุ่มคนนี้มีพรสวรรค์อย่างมาก ฉันคนนี้เฝ้าดูเขาต่อสู้กับสัตว์ร้ายเพียงลำพังโดยไม่พึ่งใคร ซึ่งมันเป็นสิ่งที่หน่วยพลเรือนของพวกแกยังแทบไม่มีใครทำได้! พวกแกเอาความมั่นใจมาจากไหนที่จะรับเขาไปฝึกฝนเลี้ยงดู…ชิ! เห็นหน้าพวกแกแล้วฉันอยากจะอ้วกรีบไสหัวไปซะก่อนที่ฉันจะตัดหัวพวกแกทิ้ง! ”
“ระ…เราจะไปเดี๋ยวนี้! ” ทหารพลเรือนทั้งสามที่วางท่าเมื่อสักครู่ตอนนี้ไม่ต่างจากลูกหมาที่ถูกมังกรข่มขู่พวกมัน มันจึงรีบจากไปทันทีโดยไม่แม้แต่จะหันหลังกลับมามอง
“สวะ! ” เมื่อชายหัวโล้นเห็นท่าทางขี้ขลาดของหน่วยพลเรือนเขาก็ได้สบถออกมา แท้จริงแล้วหน่วยพลเรือนในสายตาประชาชนนั้นนับได้ว่าเป็นหน่วยที่มีภาพลักษณ์ที่ดีและผู้คนต่างวางใจ เนื่องจากพวกเขาทำหน้าที่เหมือนกับตำรวจที่คอยตรวจคนเฝ้าเมืองและคอยจับกุมคนร้ายที่ทำผิดกฎหมายในเมือง
อย่างไรก็ตามนอกจากหน่วยพลเรือนแล้วนั้นยังมีหน่วยที่ถูกเรียกว่า หน่วยพิทักษ์ และหน่วยพิฆาต ทั้งสองหน่วยนี้นับว่ามีเกียรติสูงสุด อย่างไรก็ตามทั้งสองหน่วยนี้น้อยคนนักที่จะเลือกเข้าไปทำงานหลังจากเรียนจบจากโรงเรียนฝึกฝนทหาร หน่วยแรกหน่วยพิทักษ์โดยปกติจะมีหน้าที่ในการราดตระเวนอยู่รอบนอกกำแพงเมือง และเก็บกวาดเหล่าสัตว์ร้ายและสิ่งมีชีวิตที่คุกคามมนุษย์ได้ ซึ่งที่ต้องออกไปเผชิญหน้ากับเหล่าสัตว์ร้ายและสิ่งมีชีวิตปริศนาที่แข็งแกร่งนั้นไม่ใช่มีจิตใจที่เข้มแข็งอย่างเดียวแล้วจะทำได้ แต่ต้องมีความแข็งแกร่งด้วย
ด้วยหน้าที่นี้ของหน่วยพิทักษ์นั้นทำให้มียอดทหารผู้เสียชีวิตเป็นอันดับสองรองลงมาจากหน่วยพิฆาต สำหรับหน่วยพิฆาตนั้นเรียกได้ว่าพวกเขาทำหน้าที่เหมือนกับหน่วยพิทักษ์อย่างไรก็ตามกลับมีข้อแตกต่างอันยิ่งใหญ่อยู่นั่นคือพวกเขาจะต้องออกสำรวจและทำแผนที่ในโลกภายนอกที่ซึ่งถูกปกคลุมด้วยหมอกและไม่เคยพบเจอมาก่อน ซึ่งหน่วยพิฆาตจะมีการออกสำรวจในหนึ่งเดือนต่อครั้ง และอัตราผู้เสียชีวิตสูงกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์อยู่บ่อยครั้ง มันเป็นหน่วยที่เปรียบเสมือนฝันร้ายของเหล่านักเรียนทหารเลยทีเดียว มีเพียงคนบ้าเท่านั้นที่จะเลือกเข้าหน่วยนี้
ซึ่งชายหัวโล้นปริศนาผู้นี้นั้นได้แต่งเครื่องแบบลายพรางของหน่วยพิฆาต เขาถูกเรียกตัวมาโดยหัวหน้าหน่วยพลเรือนเพื่อให้มาตามเก็บกวาดข้อผิดพลาดที่หน่วยพลเรือนได้ทำเอาไว้โดยการปล่อยสัตว์ร้ายให้หลุดรอดออกมา
“ไม่คิดเลยว่าการมาเดินเล่นครั้งนี้ เราจะได้พบกับเมล็ดพันธุ์ชั้นดีอย่างเด็กคนนี้ ฮ่าๆ ๆ”
ชายหัวโล้นกล่าวในขณะที่แบกร่างของภานุขึ้นมาบนหลัง ท่าทางของเราตอนที่ยกภานุขึ้นมานั้นมันราวกับท่าหยิบจับกระดาษ ไม่มีใครรู้ว่าแรงของเขามากมายมหาศาลเพียงใดแต่เห็นได้ชัดพลังที่เขาใช้ออกมานั้นยังไม่ใช่ทั้งหมดที่เขามี
หลังจากชายหัวโล้นได้แบกร่างของภานุจากไป หน่วยพลเรือนมากกว่าสิบคนก็ได้กลับมาอีกครั้งเพื่อที่จะจัดการกับหลักฐานและกำจัดซากศพของวานรวายุตัวนี้ ในขณะเดียวกันหญิงงามและชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาก็ได้ปรากฏขึ้น สีหน้าของหญิงงามเห็นได้ชัดว่าดูกังวลเป็นอย่างมากในขณะที่กวาดสายตามองหาร่างของชายหนุ่มที่ได้ช่วยชีวิตเธอ อย่างไรก็ตามเธอกลับไม่พบเขา เธอไม่สามารถจดจำใบหน้าของอีกฝ่ายได้เนื่องจากเลือดที่บดบังใบหน้า เธอจำได้เพียงว่าเขามาจากโรงเรียนฝึกฝนทหารชาย แต่โรงเรียนฝึกฝนทหารชายในเมืองแห่งนี้นั้นมีกระจายกันอยู่ถึงสามเขตแถมยังสวมเครื่องแบบเหมือนกัน
“ตัดใจเถอะครับ…เขาอาจจะเสียชีวิตไปแล้วก็ได้ ยังไงตอนนี้ก็เย็นแล้วคุณผู้หญิงกลับบ้านไปพักผ่อนไม่ดีกว่าหรือ? เหตุการณ์ในวันนี้ผมเข้าใจดีว่ามันคงหนักหนาสำหรับคุณมากเช่นกัน…”
ชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาได้กล่าวขึ้น อย่างไรก็ตามหญิงงามนั้นเพียงส่ายหัวพร้อมกับกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มฝืนๆ ว่า
“ขอบใจคุณมากนะคะ ที่ตอนนั้นช่วยพาฉันหนี…แต่ฉันไม่คิดว่าเขาคนนั้นจะตายหรอกนะ เพราะฉันได้ถามเจ้าหน้าที่มาแล้วและเขาได้บอกว่าไม่มีผู้ใดเสียชีวิตจากเหตุการณ์ปะทะในลานครั้งนี้ แถมวานรวายุตัวนี้เองก็ยังถูกบุคคลปริศนากำจัดไปอีก…ดังนั้นคุณควรจะกลับไปเถอะค่ะ ฉันขออยู่ตามหาชายคนนั้นก่อนสักพัก”
ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาเมื่อได้ฟังดังนั้นก็พยักหน้าอย่างเข้าใจพร้อมกับถอนหายใจ ก่อนที่จะมองตรงไปที่หญิงสาวด้วยสีหน้าท่าทางมุ่งมั่น
“ถ้าอย่างนั้นผมคงต้องช่วยคุณหาตัวเขาแล้ว เพราะอย่างไรเราก็ร่วมชะตากรรมกับเหตุการณ์นี้ด้วยกัน! ”
“ขอบคุณค่ะ”
หญิงงามกล่าวขอบคุณอย่างสุภาพในขณะเดียวกันนั้นเองใบหน้าของชายหนุ่มหล่อเหลาก็ได้ยิ้มออกมา เป้าหมายของมันนั้นชัดเจนอย่างมากนั่นคือมันต้องการจะจีบเธอ