เนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว)

    ประลองตัดสิน


    ตอนที่ 84


    ประลองตัดสิน


     


                    "คู่ที่สองอันดับยี่สิบแปด...หลงเสวี่ยหมิงประลองกับอันดับที่สอง...จงเหลียง"ผู้อาวุโสที่ทำหน้าที่เป็นกรรมการประกาศเสียงดัง


     


                    "ฮ่า ฮ่า ฮ่า ในที่สุดเสวี่ยหมิงก็ได้เจอของจริงเสียที" เสียงผู้ชมสนทนาแตกแยกเป็นสองฝ่าย บ้างต้องการให้เสวี่ยหมิงชนะ บางคนก็หมั้นไส้ที่เสวี่ยหมิงโดดเด่นขึ้นมารวดเร็วเกินไป


     


                    "แต่ข้าว่าเสวี่ยหมิงอาจจะพอรับมือศิษย์พี่จงเหลียงได้อยู่นะ"


     


                    "ไม่มีทางจงเหลียงอายุสิบเก้าแล้ว ระดับพลังรวมถึงประวัติการต่อสู้ล้วนโชกโชนกว่าเจ้าเด็กสิบห้าเสวี่ยหมิงเป็นไหน ๆ ข้ามองไม่เห็นทางชนะของเจ้าเด็กนั่นเลย"


     


                    "ข้าบอกแล้วว่าเจ้านั่นมันจับคู่โชคดีมาตลอด"


     


                    การสนทนาเรื่องคู่ประลองของเสวี่ยหมิงยังคงมีต่อไปจนกระทั่งคู่ประลองทั้งสองก้าวขึ้นไปบนเวที


    .


    .


                    เสวี่ยหมิงโค้งคำนับจงเหลียงที่มีอายุมากกว่า จงเหลียงเองก็ส่งคารวะตอบก่อนจะเอ่ยชื่นชมเสวี่ยหมิงเล็กน้อย


     


                    เมื่อผู้อาวุโสของสำนักขานเริ่มต้นการประลอง จงเหลียงก็ชักกระบี่คู่กายออกมาถือไว้ที่มือขวา ก่อนจะเอ่ยกับเสวี่ยหมิงว่าหากเจ้าต้องการใช้อาวุธใด ๆ ก็จงเร่งนำออกมา ไม่เช่นนั้นแล้วตัวมันจะลงมือจู่โจมเปิดฉาก เสวี่ยหมิงเองยังไม่มีอาวุธคู่กาย รวมถึงตัวเองก็เลือกใช้ท่าหมัดมาโดยตลอด ทำให้เชี่ยวชาญและคุ้นเคยกับระยะและการพลิกแพลงของหมัดเป็นอย่างดี ทำให้เสวี่ยหมิงตอบกลับไปว่า...ไม่จำเป็น...การประลองหมัดและกระบี่จึงได้เริ่มต้นขึ้น


     


                    จงเหลียงนั้นฝึกฝนเพลงกระบี่ไตรภูมิจนเชี่ยวชาญ ซึ่งแตกต่างจากคู่ต่อสู้ทุกคนก่อนหน้าของเสวี่ยหมิงอย่างสิ้นเชิง การรุกและรับของกระบี่นั่นรวดเร็วว่องไว ยิ่งเพลงกระบี่กระบี่ไตรภูมิเป็นกระบี่ที่เน้นสภาวะควบคุม ปิดช่องทางถอยหนีเพื่อสร้างโอกาสจู่โจมเข้าใส่ช่องว่างจุดอ่อน


     


                    "ศิษย์น้องเจ้าพร้อมรึยัง" ส่วนตัวจงเหลียงนั้นไม่ได้เข้าพวกกับฝ่ายใด เพราะมิใช่คนที่มีความทะเยอทะยานเพียงยึดมั่นในเส้นทางคุณธรรมและหวังสร้างชื่อเสียงของสำนักมังกรฟ้าเท่านั้น เมื่อเห็นว่าเสวี่ยหมิงเป็นผู้มีพรสวรรค์สูงส่งมันจึงรู้สึกชื่นชมอยู่ก่อน


     


                    "เชิญศิษย์พี่ลงมือได้เลย"เมื่อดีมาเสวี่ยหมิงก็ย่อมดีตอบ เสวี่ยหมิงเอ่ยพร้อมส่งยิ้มกว้างให้จงเหลียง


     


                    "อืม...ดี แต่อาวุธวิเศษในมือคมกล้าไร้แววตาโปรดระมัดระวังด้วย" จงเหลียงจงใจบอกใบ้ว่าอาวุธในมือของตนนั้นเป็นกระบี่วิเศษเพื่อให้เสวี่ยหมิงไม่ประมาท เมื่อการเจรจาจบลงจงเหลียงก็เปิดฉากปล่อยแรงกดดันเข้าใส่เสวี่ยหมิงในทันที ท่าเท้าอันรวดเร็วของจงเหลียงพุ่งเข้าหาเสวี่ยหมิงในพริบตา สภาวะกดดันของเพลงกระบี่ไตรภูมิขั้นไร้รูปลักษณ์ก่อเกิดลมปราณไร้สภาพเข้ากดดันเสวี่ยหมิงทั้งซ้ายขวา  ทำให้เสวี่ยหมิงมีทางเลือกเหลือเพียงทางถอยหนีหรือเผชิญหน้ากับเพลงกระบี่ที่ตามติดตามของจงเหลียงเท่านั้น


     


                    ...แรงกดดันมหาศาลจริง ๆ ศิษย์พี่จงเหลียงสมกับเป็นศิษย์หลักอันดับสองของสำนัก เพียงกระบวนท่าแรกก็ยากแก้ไขหลบรอดเสียแล้ว


                    เมื่อไม่อาจหลบเลี่ยงเสวี่ยหมิงจึงเลือกที่จะไม่ถอยหลังกลับยืนหยัดมั่นอยู่ในท่าต้านรับ...ม่านธาราบรรจบ ม่านพลังเบี่ยงเบนที่เคยใช้ได้กับลี่ฝางมาแล้ว แต่กับเพลงกระบี่ของจงเหลียงกลับไม่อาจต้านรับ ม่านธาราบรรจบพลันแตกออกทันทีที่คมกระบี่กระแทกถูก แรงกดดันของลมปราณทั้งสองข้างก็บีบอัดเข้าปะทะไปพร้อมกันราวกับเสวี่ยหมิงถูกกลุ้มรุมจากผู้คนพร้อมกันทั้งสามทิศทาง ทำให้เสวี่ยหมิงไม่อาจออมฝีมือได้อีกดวงตาข้างซ้ายพลันแดงฉานขึ้นแวบหนึ่ง ปฏิกิริยาพลันประเปรียวขึ้นในทันที ชั่วเสี้ยววินาทีก่อนที่คมกระบี่ของจงเหลียงจะเสือกแทงเข้าใส่หน้าอกของเสวี่ยหมิง เสวี่ยหมิงพลันหงายร่างล้มตัวกลับหลังในท่าสะพานโค้งชักหมัดทั้งสองข้างที่ถูกกระแทกออกห่างก่อนหน้าชกเข้าหากันด้วยแรงส่งของลมปราณเปลวเพลิงในร่าง


     


                    เปรี้ยง !!!


                    หมัดแกร่งของเสวี่ยหมิงฉีกกระชากลมปราณกดดันซ้ายขวาของเพลงกระบี่ไตรภูมิออกอย่างไม่มีชิ้นดีก่อนที่หมัดเปลือยเปล่าทั้งสองจะกระแทกเข้ากับคมกระบี่จนเกิดแรงปะทะดังสนั่น


     


                    ฉัวะ!


                    แต่เพราะหมัดที่ถูกปัดออกเคลื่อนช้ากว่ากระบี่ที่จ่ออยู่ก่อน แม้กระแทกหยุดสภาวะจู่โจมในจังหวะสุดท้ายได้ แต่ปลายแหลมของกระบี่ยังคงสะกิดถูกหน้าอกของเสวี่ยหมิงเสื้อผ้าท่อนบนถูกตวัดเขี่ยจนขาด แต่ยังดีที่ยามนี้ผิวหนังของเสวี่ยหมิงนั้นแข็งแกร่งอย่างยิ่งกระบี่วิเศษจึงฝากแค่เพียงเส้นขีดแดง แต่ไม่อาจเรียกโลหิตจากเสวี่ยหมิงได้แม้แต่หยดเดียว


     


                    ภายหลังการปะทะระลอกแรกเสวี่ยหมิงก็ใช้ท่าเท้าบันไดเมฆาทะยานยืดระยะห่างออกไป ปล่อยให้จงเหลียงเหม่อมองดูที่คมกระบี่ของตัวเองด้วยความงุนงง ก่อนจะจ้องมองที่หน้าอกเปลือยเปล่าของเสวี่ยหมิง


     


                    ...กระบี่หยาดน้ำค้างของข้าเป็นถึงอาวุธลมปราณมนุษย์ขั้นกลาง แต่ศิษย์น้องเสวี่ยหมิงกลับต้านรับได้ด้วยมือเปล่า มิหนำซ้ำปลายกระบี่อันคมกล้าของข้ากลับไม่อาจแทงทะลุผิวหนังที่ไร้เกราะวิเศษปกป้องของศิษย์น้องเสวี่ยหมิง ศิษย์น้องผู้นี้ช่างมีทักษะวิชาที่แปลกประหลาดยิ่งนัก


                    "กระบวนท่าที่สอง" ความคิดแม้วุ่นวายแต่การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไปจงเหลียงไม่ยอมเปิดโอกาสให้เสวี่ยหมิงได้ตั้งหลักหายใจ ตามติดท่าร่างของเสวี่ยหมิงไปอย่างกระชั้นชิดก่อนจะใช้ออกด้วยท่า...กระบี่ก่อรูป อันเป็นกระบวนท่าขั้นกลางของเคล็ดกระบี่ไตรภูมิ ปราณไร้รูปก่อนหน้าถูกหลอมรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับกระบี่ ก่อเกิดเป็นกระบี่ลมปราณ แต่เพราะความหนาแน่นของลมปราณพื้นฐานในขั้นที่ 5 ของจงเหลียงนั้นไม่เพียงพอจะก่อรูปลักษณ์อันสมบูรณ์ของกระบี่ก่อรูปได้ มันจึงออกมาเป็นลำแสงขนาดใหญ่ที่ห่อหุ้มกระบี่หยาดน้ำค้างของจงเหลียงเอาไว้ ลำแสงที่ห่อหุ้มคมกล้าและมีพลังทำลายไม่ด้อยไปกว่าตัวกระบี่จริงสักเท่าไหร่นัก เมื่อจงเหลียงกวัดแกว่งกระบี่ลมปราณจนกระทบถูกพื้นเวที หินแกร่งก็พลันถูกตัดแยกออกราวกับก้อนเต้าหู้ในทันที


     


                    หลังจากการปะทะกันในครั้งแรกเสวี่ยหมิงก็ไม่กล้าประมาทจงเหลียงอีก จากท่าเท้าบันไดเมฆาธรรมดาเสวี่ยหมิงก็พลันประสานเข้ากับลมปราณอ่อนหยุ่นจนมีสภาพคล้ายหยดน้ำบนใบบอนของสำนึกเลียนเยี่ยงวารี เมื่อกระแสลมปราณเคลื่อนเข้าใกล้ หยดน้ำก็พลันกลิ้งเอนหลบได้แบบฉิวเฉียด แม้เสวี่ยหมิงจะหลบรอดจากการจู่โจมไปได้แต่ผิวกายยังรู้สึกถึงแรงกดดันของลมปราณที่เคลื่อนผ่านจนเลือดลมในกายปั่นป่วนและรู้สึกอึดอัด


     


                    ...เพลงกระบี่ไตรภูมิของศิษย์พี่จงเหลียงไม่ธรรมดาจริง ๆ ทำให้เราได้เปิดหูเปิดตาว่าทักษะลมปราณก่อรูปเป็นทักษะที่น่าสนใจยิ่งนัก หากว่าเราทดลองใช้จิตบีบอัดลมปราณที่ส่งออกไปบ้างจะเป็นเช่นเดียวกับเพลงกระบี่ไตรภูมิท่าที่สองของศิษย์พี่จงเหลียงไหมนะ


                    การจู่โจมแรกผ่านไปแต่กระบี่ลมปราณยังคงอยู่ เมื่อท่าแทงตรงถูกหลบเลี่ยงจงเหลียงก็เปลี่ยนเป็นใช้กระบี่ลมปราณกวาดขวางเข้าใส่เสวี่ยหมิงในทันที หมายกวาดซัดเป็นวงกว้างเพื่อให้เสวี่ยหมิงยากหลบรอด


     


                    ...ในเมื่อท่ากระบี่ลมปราณของศิษย์พี่น่าสนใจเช่นนี้ ข้าก็ขอลอกเลียนมาดูบ้างละ


     


                    เสวี่ยหมิงไม่ตื่นเต้นกับท่ากระบี่ที่เปลี่ยนเป็นกวาดขวางแม้แต่น้อย เพราะเขาคาดการณ์อยู่ก่อนแล้วว่าจงเหลียงต้องเปลี่ยนมาจู่โจมด้วยท่าฟันกวาดขวางเช่นนี้  ทำให้เสวี่ยหมิงรอจังหวะใช้ออกด้วยท่าร่างบันไดเมฆาทะยานขึ้นเหนือกระบี่ลมปราณ


     


                    จงเหลียงที่กำลังจู่โจมพลันเงยหน้าขึ้นมองด้วยความแปลกใจเพราะการทะยานขึ้นเบื้องบน เท่ากับปิดทางหนีของตัวเอง หากจงเหลียงเบี่ยงกระบี่ลงกระแทกเข้ากับพื้นดินอาศัยแรงปะทะลากตวัดเฉียงขึ้นฟ้าอย่างนั้นเสวี่ยหมิงต้องถูกฟาดหวดอย่างไม่อาจหลบเลี่ยง


                    ...ศิษย์น้องตานี้เจ้าเดินหมากผิดเสียแล้ว


     


                    แต่ในเสี้ยววินาทีที่ปลายเท้าของเสวี่ยหมิงเคลื่อนพ้นรัศมีของกระบี่ลมปราณ จู่ ๆ ร่างที่กำลังพุ่งขึ้นจนสุดของเสวี่ยหมิงก็พลันชะงักค้าง หมัดแกร่งที่อัดแน่นไปด้วยลมปราณซึ่งตระเตรียมเอาไว้ก่อนหน้า...พลันยืดขยายออก



    คล้ายกับเรื่องเนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน