ฮองเฮาโค่นบัลลังก์

    ตอนที่ 30 บ่าวมิฟังนาย

    ตอนที่ 30 บ่าวมิฟังนาย

     

                    จงอี้นำทหารควบม้าไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง เขารู้ดีว่าฝีเท้าม้าของผู้กบฏนั้นเป็นเลิศยิ่งนัก ทว่าก็ใช่ว่าจะตามไม่ทันเสียทีเดียว ตลอดทางที่ตามติดก็มีทหารมารายงานว่าเจอศพทหารที่เป็นเหยื่อสังหารของมันที่ใดบ้าง ช่างไม่เสียแรงที่กระจายกำลังไว้ตามเส้นทางน้อยใหญ่ 

                    มันไปที่ไหน ก็ทิ้งศพคนตายไว้ที่นั่น ความตายของทหารที่ทิ้งชีวิตไว้เรี่ยราดตามทางเป็นเหมือนรอยเท้าของพยัคฆ์ที่เหลือไว้ให้เขาติดตามไป

                    ทหารอื่นเห็นซากศพของพวกเดียวกันที่ตายเกลื่อนกลาดก็พาลให้รู้สึกสยดสยองแต่หลายคนก็เกิดความยินดีที่จะได้ประมือกับผู้เยี่ยมยุทธ เพลงทวนของมันไม่ผิดจากที่ร่ำลือเลย คนที่เคยเห็นมันอาละวาดในไคฟงต่างก็บอกว่าฝีมือมันรวดเร็วว่องไวจนมองตามไม่ทันมิพอ ทั้งยังหนักหน่วงและแม่นยำนัก บางคราวก็เห็นร่างของคนที่ไร้ศีรษะทอดร่างอยู่บนหลังม้าที่วิ่งสวนกลับลงมา มันกลายเป็นภาพที่ย้ำเตือนทุกคนว่าพวกเขากำลังวิ่งไล่ตามอสูรกายในคราบมนุษย์

                    “ยิ่งคนตายเท่าใด ก็แสดงว่ามันออกแรงเท่านั้น ยังไงมันก็ต้องเรี่ยวแรงลดลงทั้งม้าทั้งคนนั่นแหละ” จงอี้ตะโกนให้กำลังใจทหารของตนเอง 

                    สำหรับตัวขุนพลจงอี้ จิตใจเขาในยามนี้เต็มไปด้วยความกลัว กลัวว่าลูกหลานของเขา ฮูหยินใหญ่ ฮูหยินรอง และอนุทั้งหมดของตนเอง รวมทั้งพ่อเฒ่าแม่เฒ่า พี่น้องทั้งหมดของเขาจะตายอย่างทรมาณด้วยการต้มทั้งเป็นหากว่าเขาตามจับทั้งเสวียนฮวาและผางเยว่มิได้

                    จงอี้มีความกลัวมากกว่าทุกคนในที่นี้ แต่เขากลัวแต่จะสูญสิ้นวงศ์ตระกูลตัวเอง จนจิตใจของจงอี้ไม่มีที่ว่างเหลือพอที่จะกลัวคมหอกของเจ้าผางเยว่ผู้นั้น  

                    แผ่นดินกว้างใหญ่แล้วอย่างไร? ถึงเจ้าเลือกเส้นทางหลบหนีที่ดีที่สุดที่เจ้าทำได้ก็ไม่ได้แปลว่าเจ้าจะหนีพ้น  ข้าจะวางกำลังทหารดุจแหฟ้าตาข่ายดิน แม้นเจ้ามีปีกเจ้าก็มิอาจหนีรอด! – จงอี้คำรามในใจ ศพเกลื่อนกลาดตามทางไม่อาจทำให้ชายผู้นี้หวาดเกรงได้เลย  สำหรับเขา...ยิ่งเห็นศพมากมายเท่าใด ก็เท่ากับว่าใกล้ได้ตัวมันผู้นั้นมากขึ้นเรื่อยๆ 

                    

                    เสวียนฮวาจำไม่ได้ว่าวันนี้ผางเยว่สังหารไปแล้วกี่ชีวิต

                ภาพของการห้ำหั่นนั้นนางมองเห็นอยู่ตลอดเวลา ทหารม้าที่เข้ามาสัประยุทธ์กับชายคนรักนางนั้นล้วนมีแต่ความมุ่งมั่น ความห้าวหาญ เสวียนฮวาเกิดในตระกูลนักรบไยนางจะไม่เข้าใจวิธีคิดของคนเหล่านี้ 

                    สำหรับชายชาติอาชาไนย ยิ่งศัตรูเก่งกล้าเท่าใดก็อยากจะลองฝีมือ การแสดงความครั่นคร้ามในการสงครามคือวิถีของคนขี้ขลาด หลายต่อหลายคนที่พุ่งเข้ามาหาผางเยว่นั้น เสวียนฮวาดูเขาปราดเดียวก็รู้แล้วว่านั่นคือท่าร่างของคนที่ยอมสละแล้วซึ่งชีวิต

                    ขอให้ได้มีโอกาสประมือกับยอดยุทธสักครั้งก็ถือว่าตายไปก็ไม่เสียดาย

                    สิ่งนี้แหละที่นางครั่นคร้ามนัก  การต่อสู้ของคนที่ทุ่มเทแล้วซึ่งชีวิตทำให้ผางเยว่ต้องเสียเวลาไปไม่ใช่น้อย

                    พลเดินเท้าที่เป็นชาวบ้านถูกเกณฑ์มานั้นก็ส่วนหนึ่ง คนพวกนี้หาใช่คนที่ทุ่มเทชีวิตกับการฝึกยุทธไม่ หลายครั้งที่เสวียนฮวาเห็นแผงของทหารเลวที่ถือกำแพงทวนศึกแตกหนีไปก่อนที่ไป๋อี้จะตะบึงไปถึงเสียอีก  

                    แต่ทหารม้านั้นเป็นอีกอย่าง คนพวกนี้ส่วนใหญ่เลือกที่จะสู้จนตัวตายดีเสียกว่าที่จะยอมอยู่อย่างไร้เกียรติ 

                    ไม่ได้เจอกองทัพมากมายก็จริง ทว่าทหารม้าที่เข้ามาสู้รบกับผางเยว่มีอยู่เกือบตลอดเวลา ทวนในมือเขาแทบไม่ได้หยุดพัก ต้องกวัดแกว่งมันโดยมิได้หยุด หากไม่ปัดเกาทัณฑ์ที่พุ่งเข้ามา ก็ต้องห้ำหั้นกับสารพัดอาวุธที่คนเหล่านั้นฟาดฟันเข้ามาใส่ เสียงของเหล็กที่กระทบกันนั้นดังสนั่นราวกับสายฟ้าฟาดที่กระหน่ำลงพื้นพสุธามิหยุดหย่อน

                    ผางเยว่เขาจะทนได้สักเท่าใดกัน? เขามีวรยุทธสูงส่งในระดับที่หายากกว่ายากนัก แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะมีเรี่ยวแรงกรายทวนได้ไม่หมด  ไม่ได้แปลว่าเขาจะสู้รบคนอื่นได้ทั้งวันทั้งคืนโดยไม่สิ้นเรี่ยวแรง

                    เลือดมนุษย์สาดทาทั้งม้าทั้งคน สีโลหิตคนตายที่สาดมาใส่ย้อมจนม้าขาวกลายเป็นสีแดง เกราะของผางเยว่และเสวียนฮวาดูเหมือนเป็นเกราะสีแดงดุจย้อมชาดไม่มีผิด

                    การที่พบทหารเข้ามาปะทะอยู่ประปรายตลอดเส้นทางนั้น ทำให้ผางเยว่ยิ่งต้องเร่งฝีเท้าไปข้างหน้าให้เร็วที่สุด และก็ได้ผล ยิ่งไป๋อี้วิ่งไปข้างหน้าเท่าใด  ทหารของต้าเฉิงที่เข้ามาปะทะกับผางเยว่ก็เริ่มเบาบางลงเรื่อยๆ ในที่สุด ชายหนุ่มก็เริ่มได้พักเหนื่อย และเมื่อได้พบกับลำธารน้อย  ผางเยว่ก็ไสม้าให้ไป๋อี้ได้พักเหนื่อยดื่มน้ำ

                    ชายหนุ่มหอบไม่หยุด

                    “เหตุไฉนเจ้าไม่ปลดเชือกที่รัดข้าไว้กับเจ้าออกแล้วลงไปพักเหนื่อยก่อนเล่า” เสวียนฉวาถามด้วยความห่วงใย

                    “ท่านหญิงเป็นอะไรหรือไม่” เขาไม่ตอบคำถามนาง กลับถามนางอย่างเป็นห่วง

                    “ไม่ ไม่มีสิ่งใดแตะต้องข้าเลย แล้วเจ้าล่ะ?” 

                    “ไม่มี”

                    “ปลดเชือกสิ เจ้าต้องลงไปพักก่อน เจ้าเหนื่อยจะแย่แล้ว”

                    “มิได้ หากพักแล้วเรี่ยวแรงจะหดหาย ตอนนี้ข้ากำลังคึกได้ที่”

                    “ไม่ได้นะผางเยว่ เจ้าต้องพักบ้าง เจ้ากรายทวนมาตั้งแต่ยามโฉว่ (01.00-03.00) จนตอนนี้กึ่งยามเหม่า (05.00-07.00) แล้วกระมัง”

                    “ท่านหญิง ไป๋อี้ดื่มน้ำอิ่มแล้ว  พวกเราไปต่อกันเถิด อย่าได้เจรจาอันใดอีกเลย มิเช่นนั้นจะกัดลิ้นยามม้าควบเอาได้”

                    “เจ้า!” เสวียนฮวาอุทานได้แค่นั้น ผางเยว่ก็ควบม้าตะบึงไปข้างหน้าต่อ

                    ผางเยว่เข้าใจยุทธศาสตร์เช่นเดียวกับที่นางคิดไว้ในใจ จริงอยู่ว่าในเส้นทางนี้การปิดล้อมของกองทัพนั้นทำได้ลำบาก แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย ฝ่ายตรงข้ามรู้ถึงตำแหน่งของพวกนางแล้ว ยิ่งทอดเวลาให้เนิ่นช้า โอกาสที่พวกนางจะถูกกองทัพเต็มอัตราศึกมาปิดล้อมก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

                    ข้อได้เปรียบประการสำคัญที่สุดที่ผางเยว่มีนั่นก็คือ เขาเคลื่อนที่ได้ว่องไวกว่ากองทัพที่ตามมานัก

                    เสวียนฮวารู้ว่าผางเยว่ต้องการคงข้อได้เปรียบนี้ไว้ ดังนั้นเขาจึงเลือกทื่จะไม่หยุดพักเลย ม้าเร็ววิ่งทั้งวันทั้งคืนได้ก็จริง แต่นั่นคือม้าเร็วที่ควบม้าอย่างเดียว มิใช่ควบม้าไปด้วยกรายทวนไปด้วยอย่างเขาเสียเมื่อไหร่

                    นางทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากแค่เพียงกอดเขาให้แน่น ชะตาชีวิตของนางยามนี้ก็ขึ้นอยู่กับฝีเท้าของไป๋อี้และคมทวนของผางเยว่เท่านั้นเอง

                    อาชาสีขาวที่ชุ่มโลหิตก็ควบตะบึงพาคนทั้งสองไปสู่ทิศตะวันตก ที่นั่นจะเป็นปราการด่านสุดท้ายระหว่างต้าเฉิงกับเสฉวน และก่อนที่จะถึงฮั่นจง นางมีเส้นทางหลากหลายที่จะเข้าสู่เสฉวน  ช่องทางน้อยมีมากมายนัก  ซอกหลืบเขาที่จะแฝงตัวผ่านเข้าไปได้โดยที่ไม่ต้องผ่านด่านนั้นอาจจะพอมีอยู่...

                    ...มีหรือไม่นะ? หญิงสาวไม่อาจแน่ใจในข้อนี้ ทางผ่านเข้าไปนั้นมันก็ขึ้นกับกองกำลังที่ดักเอาไว้อยู่ด้วย

                    ที่ผ่านมานั้น...สิ่งที่เสวียนฮวาคิดอยู่ตลอดคือการเคลื่อนที่ตัวเองให้รอดพ้นจากหูตาของเหล่าขุนนางต้าเฉิงและเอาตัวเองให้เข้าใกล้ชายแดนเสฉวนให้ได้มากที่สุด จริงอยู่ ที่แผนการของนางสัมฤทธิ์ผลแล้ว ทางเลือกที่นางตัดสินใจนั้นพิสูจน์แล้วว่ามันเป็นเส้นทางที่เอาตัวรอดจากการโดนล้อมจับได้สำเร็จ  อีกไม่นานไป๋อี้ก็จะพานางไปถึงเขตแดนของเมืองฮั่นจงในไม่ช้า

                    และเมื่อเจ้าไป๋อี้ควบไปถึงเชิงเขา  เบื้องล่างเป็นพื้นที่ราบกว้างขวางท่ามกลางหุบเขา สิ่งที่เสวียนฮวาเห็นอยู่นั้นคือกองทัพนับหมื่นที่กำลังตั้งค่ายอยู่เบื้องหน้า....

                    ทันทีที่เห็นภาพของค่ายทหารตั้งเรียงราย ดวงใจของหญิงสาวแทบจะแตกเป็นเสี่ยง น้ำอุ่นกบขึ้นในดวงตา ปากทางเข้าสู่เสฉวนนั้นปิดสิ้นหมดทุกหนทาง

                    “เตรียมใจรับศึกใหญ่เถิดท่านหญิง ข้าน้อยแทบรอไม่ไหวที่จะเข้าสู้ศึกแล้ว” 

                    “....” เสวียนฮวาถึงกับหยุดหายใจที่ได้ยินเขากล่าวขึ้นมาเช่นนี้ “ผางเยว่ เจ้ารนหาที่ตายแท้ๆ เจ้าควรหยุดก่อนแล้วค่อยหาทางเข้าไปใหม่”

                    “ทางอื่นนั้นคือทางใดหรือ”

                    “...” เสวียนฮวาเงียบดุจเป็นใบ้ ทางอื่นไม่มีแล้วตัวนางนั่นแหละรู้ดีที่สุด

                    “ทัพข้างหลังนับหมื่นก็จะมา ข้างหน้าแม้นจะมีทหารตั้งค่ายรอไว้แต่คงไม่มีใครคิดหรอกว่าข้าจะทะลวงเข้าไปตอนนี้ ท่านหญิงบอกเองมิใช่หรืออย่าปล่อยให้เวลาทอดนาน ราตรีเนิ่นนานภาพฝันมากมีมิใช่หรือ? หากท่านหญิงอยากไปถึงหยวินหนาน ท่านหญิงต้องทะลวงผ่านทางนี้มิใช่หรือ เส้นทางนี้เราตกลงกันแล้ว”

                    “เจ้า...ไม่ได้นะผางเยว่ แผนการเปลี่ยนได้ตลอดขึ้นกับสถานการณ์ ทหารมากมายหากทะลวงเข้าไปเช่นนี้เจ้าจะตายเปล่าๆ เราควรหยุดก่อนแล้วหาทางอื่นเข้าไป! รอให้ค่ำก่อนแล้วลอบเข้าไปอย่างที่เคยทำสิ!”

                    “ลอบเข้าไปอย่างที่เคยทำมิได้แล้วท่านหญิง กลตื้นๆ เช่นนั้นใช้ได้เพียงคราเดียวเท่านั้น” เขาพักหายใจครู่หนึ่งแล้วกล่าวสืบไป “ข้าน้อยไม่กลัวตาย ถึงข้าน้อยมิชมชอบการเป็นนักรบ แต่ข้าน้อยก็คือนักรบ ความตายคือมิตรแท้ของทุกคน ไม่ช้าก็เร็วมันก็ต้องมาหา ข้ามิเคยกลัวตายเลย”

                    “ผางเยว่ หน้าที่เจ้าจบแล้ว ข้าไล่เจ้าออกจากการเป็นข้ารับใช้! ข้าจะลงม้าเดี๋ยวนี้แล้วเจ้าไปไหนก็ไป!” เสวียนฮวารู้นิสัยดื้อรั้นของเขาดี  นางทนไม่ได้ที่จะเห็นเขาตายอย่างไร้ประโยชน์ หญิงสาวจึงละล่ำละลักพูดออกไปอย่างไร้สติ 

                    “ท่านหญิงปากไม่ตรงกับใจ” เขาพูดกลั้วหัวเราะ “ท่านหญิงกอดข้าน้อยไว้แน่นๆ เถิด”

                    “ผางเยว่  ข้าไล่เจ้าออก....”

                    ขาทั้งสองของชายหนุ่มกระทืบโกลนม้า และไป๋อี้ก็พุ่งไปข้างหน้าตามที่เขาบัญชา

     

                    

    คล้ายกับเรื่องฮองเฮาโค่นบัลลังก์ ที่คุณอ่าน

    สงครามราชันจักรพรรดิ [จบภาคหลัก]

    สงครามราชันจักรพรรดิ [จบภาคหลัก]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.42M 982
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    นิยาย แฟนตาซี
    73K 77
    หมื่นวิถีบรรลุเทพ【จบ】

    หมื่นวิถีบรรลุเทพ【จบ】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.45M 3422
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    449K 1017
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

    ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

    นิยาย แฟนตาซี
    571K 2468
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258