ตอนที่ 53
ศัตรูที่ไม่อาจรับมือ
“ ตูมมม…”
เศษไม้แตกกระจายปลิวว่อน เป็นผนังอาคารด่านหนึ่งถูกระเบิดจนกลายเป็นรูโหว่ กระทั่งที่ฝุ่นควันจางหาย จึงมองเห็นเป็นร่างหนึ่งยืนตระหง่าน
“ อ อสูรวานร!!!...”
เสียงกล่าวอย่างแตกตื่นพลันกังวานขึ้น ปลุกเรียกอีกหลายคนที่ยังมิได้สติให้ตระหนักขึ้นมา
“ อ อสูรวานร…”
“ น นี่มันเกิดอะไรขึ้น…”
“ ไฉนมันมาที่นี่?...”
จากนั้นจึงพาให้ผู้คนแตกตื่นวุ่นวาย แม้จะไม่มีใครกล้าลุกขึ้นวิ่ง แต่เห็นชัดว่า แววตาของแต่คนล้วนเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่จะถามหาถึงผู้ที่ตระหนักทราบเรื่องราวในครานี้มากกว่าผู้ใด ก็เห็นจะมีแค่ จิ่วโม่และหานเฟิง
เพราะทันทีที่พวกมันมองเห็นตัวเลขหนึ่งบนใบหน้าของอสูรวานร ทั้งสอง ก็พลันเข้าใจได้ทันทีถึงเป้าหมายในการมาเยือนของคนผู้นี้
“ อ ไอ้ที่เจ้าหลบหนีมากว่าเจ็ดวันก็คือมัน?...”
จิ่วโม่กล่าวเสียงสะท้าน หากสายตายังคงจับจ้องเพียงแต่อสูรวานร กระทั่งที่สายตาของอสูรวานรจับจ้องมองมา จึงพาให้มันเส้นขนลุกตั้งชี้ชัน มันเอื้อมมือคิดจับด้ามกระบี่ที่ด้านหลัง หากมือนั้นกลับต้องหยุดชะงัก เพราะถูกหานเฟิงหยุดยั้งอย่างทันท่วงที
“ เป้าหมายของมันย่อมเป็นข้า เจ้าอย่าได้คิดทำอะไรโง่ๆ”
“ ข้าจะถ่วง…” จิ่วโม่กล่าวคำขึ้น แต่กล่าวได้เพียงแค่เท่านั้นก็พลันต้องถูกหานเฟิงกล่าวแทรกขึ้นอย่างทันท่วงที
“ ดูแลซวงเอ๋อร์…” สิ้นคำ ร่างของหานเฟิงก็แวบหายไป ก่อนจะตามมาด้วยเสียงตวาดกร้าวของอสูรวานร
“ คิดหนี?!!!...”
ก่อนจะถีบเท้าทะยานจากไป จึงพาให้ผู้คนในเหลาสุรารู้สึกหายใจทั่วท้อง พวกมันไม่ทราบเลยแม้แต่น้อย ว่า ยามนี้ ได้มีคนผู้หนึ่งหลบลี้จากไป
“ ก เกิดอะไรขึ้น?” ซวงเอ๋อร์ที่ไม่เข้าใจเรื่องราวกล่าวถามขึ้นโดยพลัน “ แล้วพี่ใหญ่ไปที่ใด?...”
จิ่วโม่ได้ยินคำก็สีหน้าเคร่งเครียด “ เรารีบไป...”
“ ไป?!! ไปที่ใด?...”
“ ออกจากเมืองนี้”
“ แล้วพี่ใหญ่?”
“ พี่ใหญ่เจ้า... หวังเพียงว่ามันจะมีความสามารถมากพอที่จะหนีพ้นเงื้อมือของเจ้านั่นได้...”
“ จ เจ้านั้น… มันเก่งนักหรือ?” ซวงเอ๋อร์ย่อมเข้าใจว่า เจ้านั่น คือคนที่พังผนังกำแพงเมื่อครู่
“ ข้าเคยได้ยินมาว่า ระดับความเสร็จของมัน คือปราณโลกาขั้นปลาย…”
ท้องถนนที่ปรากฏเห็นผู้คนและรถม้าแล่นกวักไกว่พลุกพล่าน ได้ปรากฏแสงกระพริบวาบขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง พาให้ผู้คนที่เห็นภาพเหตุการณ์ ต่างพากันขยี้ตา ขบคิดกันไปต่างๆนานาว่า ตนใช่ตาฝาดหรืออย่างไร กระทั่งที่เห็นเงาร่างหนึ่งกระโจนทะยานข้ามหลังคาตำหนักอาคารไปอย่างรวดเร็ว จึงได้พากันเข้าใจ ว่าคงจะเกิดเหตุการณ์เรื่องราวใดขึ้นมาแล้ว
หานเฟิงยามนี้ร่ายใช้ดาราวาบวับหลบหนีลึกเข้าไปใจกลางเมือง มันที่มิเลือกฝ่าออกไปทางแนวรั้วประตูเมือง เป็นเพราะรู้ว่า สถานที่โล่งกว้างด้านนอกไม่อาจสลัดพ้นคนผู้นี้ไปได้ จึงได้แต่ต้องถลำลึกเข้าเมืองไป เฟ้นหาสถานที่ปลอดภัยหลบเร้นอีกครา แต่ทว่า เจ้าอสูรวานรที่ตามไล่หลังมาก็รวดเร็วยิ่ง มิรู้ว่าเป็นท่าร่างอันใด จึงกระโจนข้ามผ่านกระเบื้องหลังคามาได้อย่างคล่องแคล่วรวดเร็วเช่นนี้ จนความคิดที่จะซ่อนตัวของหานเฟิง เป็นอันต้องยกเลิกไป
หานเฟิงที่ยังคงดื้อด้านร่ายใช้ดาราวาบวับหลบหนีอยู่ตอนนี้ ก็เพียงเพื่อจะทิ้งห่างออกมาให้ไกลจากซวงเอ๋อร์ มันเชื่อว่าจิ่วโม่ต้องเข้าใจสถานการณ์ จะต้องรีบพาซวงเอ๋อร์หลบลี้จากเมืองนี้ไปอย่างรวดเร็ว
กระทั่งเวลาได้ล่วงผ่านไปอีกชั่วขณะหนึ่ง หานเฟิงที่สืบเท้ามาจนถึงลานกว้างแห่งหนึ่งที่มองเห็นผู้คนมากมาย ก็พลันหยุดเท้ายืนนิ่ง มันหมุนตัวกลับ ก่อนที่ครู่ต่อมาจะปรากฏเงาร่างหนึ่งเหินทะยานข้ามหลังคาลงมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของมันไม่ไกลห่าง
ผู้มาย่อมเป็นอสูรวานร อสูรวานรที่เห็นว่าชายหนุ่มตรงหน้าไม่มีทีท่าว่าจะหลบหนีต่อไป ก็กล่าวคำขึ้น
“ ไม่หนีแล้ว?...”
“ แต่ก็ต้องยอมรับนับถือน้ำใจเจ้า อุตส่าห์เอาตัวเองเข้าล่อ ให้สหายหลบหนี...”
“ แต่วางใจเถอะ วันนี้ที่ข้ามา ก็เพียงต้องการแค่ตัวเจ้า แค่ผู้เดียว”
หานเฟิงไม่กล่าวคำ คิ้วไม่ขมวด หน้าไม่เปลี่ยนสี มันเรียกเอาทวนเก้าสุริยันมากระชับไว้ในมือ ก่อนจะเร่งเร้าลมปราณจนชุดผ้าโบกกระพือ เป็นสัญญาณพร้อมสู้รบ
“ คิดสู้?!!!...”
อสูรวานรยิ้มหยัน หากผู้คนโดยรอบที่สัมผัสได้ถึงกระแสพลังที่ปลดปล่อยออกมาจากร่างของหานเฟิง ก็รีบพากันสืบเท้าหลบหนี กระทั่งลานกว้างที่ก่อนยังคราคร่ำไปด้วยผู้นคน กลับกลายเป็นลานโล่งกว้าง ที่ยืนไว้เพียงหานเฟิงและอสูรวานร
“ น นั่นมันอสูรวานรไม่ใช่หรือ?...”
“ แล้วเป็นผู้ใดไม่คิดรักชีวิตหาญสู้กับอสูรวานร...”
“ ข้าว่าเจ้าหนุ่มที่ถือทวนแดงนั่นหน้าตาคุ้นๆอยู่นะ…”
“ หืม!!! นั่นมันเจ้าคนในใบประกาศจับไม่ใช่หรือ?...”
“ เจ้าคนที่มีรางวัลนำจับเป็นทองคำหนักสิบชั่งนั่นนะ...”
ฉับพลัน จึงบังเกิดเป็นเสียงกล่าวของผู้คนดังเซ็งแซ่ขึ้นมา เมื่อกลุ่มคนต่างก็รายล้อมชมดูออกไปไกลห่าง ซึ่งหานเฟิงก็หาได้ใส่ใจแต่อย่างใด มันยามนี้ เพียงจับจ้องมองดูแต่อสูรวานร
“ ดิ้นรนไปก็เปล่าประโยชน์น่าเจ้าหนู”
หานเฟิงย่อมรู้ ว่าดิ้นรนต่อไปก็เปล่าประโยชน์ มันจึงมิคิดดิ้นรนหลบหนีสืบต่อไป ยามนี้จึงหันกลับมาเผชิญหน้า คิดวัดกันด้วยทุกสิ่งที่มี
“ ระดับความสำเร็จของพวกเราต่างกันเกินไป”
หานเฟิงไม่คิดสนทนาตอบโต้ มันสืบเท้าขึ้นหน้า ดาราวาบวับ… แล้วจึงปรากฏขึ้นอีกครา ที่ด้านหลังของอสูรวานร คมทวนอยู่ในท่วงท่าที่พร้อมแทง หากกลับพบว่า แขนของอสูรวานรหวดวาดเข้าใส่อย่างรวดเร็ว
“ เคล็ดวิชาตัดข้ามมิติเจ้า เมื่อครู่ชมดูจนเบื่อหน่ายแล้ว”
สันฝ่ามือวาดมาอย่างรวดเร็ว แฝงสภาวะดุดันไม่แพ้คบดาบ ฟาดตัดเข้าทรวงอกของหานเฟิง กลับปรากฏประกายแสงวาบขึ้น พร้อมกับเสียงระเบิด “ ตูมมม…” ดังขึ้นจากด้านหลังของอสูรวานร
เปลวอัคคีทองคำลุกท่วม อสูรวานรถูกแรงระเบิดจนต้องสืบเท้าขึ้นหน้าไปหลายเก้า ก่อนจะมองเห็นเส้นขนสีน้ำตาลบนแผ่นหลัง ที่ถูกเปลวอัคคีลามเลียจนเป็นสีดำ แต่มากที่สุดกลับเรียกได้เพียงแค่หยาดโลหิตสายหนึ่งที่ไหลออกมาจากริมฝีปาก
“ เปลวอัคคีสีทองของเจ้านั้นช่างร้อนแรง…”
“ แต่อย่าหวังว่าจะกระทบถูกร่างข้าเป็นหนที่สอง...”
สิ้นคำ ก็เห็นเป็นเงาไหววูบ ก่อนที่อสูรวานรจะปรากฏขึ้นตรงๆ ที่เบื้องหน้าของหานเฟิง ย่อมมิใช่เคล็ดวิชาตัดข้ามมิติ หากเป็นความเร็วที่เพียงชั่วพริบตา และที่มาพร้อมกัน คือกำปั้นลุ้นๆ
กำปั้นซัดมาแฝงสภาวะสะกดข่มที่หานเฟิงยากจะต้านทาน หากที่มิได้ช้าไปกว่า กลับเป็นทัณฑ์สายบัวแดงที่พุ่งออกมารัดพันกำปั้นนั้น อสูรวานรหยุดชะงัก ความสามารถของทัณฑ์สายบัวแดงคือหยุดยั้งสะกัดกั้น แต่ด้วยระดับพลังที่แตกต่าง กลับเป็นเวลาแค่เพียงสองลมหายใจที่ทัณฑ์สายบัวแดงต้องขาดสะบั้นลง
หากเวลาสองลมหายใจนั้น ก็ได้มอบโอกาสให้หานเฟิงได้จู่โจมสวนกลับ คมทวนแดงฉานแฝงประกายทำลายล้าง เสือกแทงออกไปอย่างรวดเร็ว และที่ปลายทวน มองเห็นเป็นบัวอัคคีแดงชาดดอกหนึ่งหมุนวน เป็น บงกชแดงทำลายล้าง...
“ บรึมมมมมมมมมมมมมมมมม!!!!!!!…”
เสียงระเบิดดังกึกก้อง เปลวอัคคีที่พวยพุ่งลุกโชนขึ้นมาเป็นสีทองเรืองรอง กลืนกินสองเงาร่าง กระทั่งท้องฟ้ายามค่ำคืนยังสว่างโชดช่วงราวกับปรากฏมีดวงตะวัน ผู้คนที่ห้อมล้อมพากันชมดูต่างก็เกร็งรั้งลมปราณเข้าต้าน บ้างกระอักโลหิต บ้างก็สิ้นสติสมประดีไป หากที่ยังต้านอยู่ได้ก็สืบเท้าถอยหนีด้วยความตระหนก พอได้สติ เสียงฮือฮาก็พลันบังเกิดขึ้นในกลุ่มคน
“ อ อัคคีสีทองนั่นมันอะไร?!!!...”
“ ร รุนแรงยิ่ง...”
“ เจ้าหนุ่มนั้นแข็งแกร่งถึงเพียงนี้?...”
“ อสูรวานรพ่ายแล้วหรือไม่?...”
เกิดเป็นหลากหลายคำกล่าว ดั่งเช่น การจู่โจมนี้ใช้ตัดสินผลแพ้ชนะกันเลยหรือไม่ กระทั่งที่เปลวอัคคีมอดดับลง คำตอบ จึงปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน
ผู้ปราชัย กลับเป็นชายหนุ่มในชุดดำ เป็นหานเฟิง มันที่ยามนี้ล้มฟุบอยู่กับพื้น เสื้อผ้าหน้าผมล้วนปกติ ดูคล้ายไม่มีอันใดบุบสลาย ต่างกันโดยสิ้นเชิงกับอสูรวานร ที่บัดนี้ยืนหายใจหอบสะท้อน เส้นขนสีน้ำตาลหลายแห่งมอดไหม้ กระทั่งยังเห็นบาดแผลและหยาดโลหิตที่ไหลอาบลงมา
เป็นเมื่อครู่ที่อสูรวานรใช้ความว่องไว สวนการจู่โจมเข้าใส่แผ่นอกของหานเฟิงได้หนึ่งหมัด ลมปราณแผ่ซ่านทุบทำลายอวัยวะภายในจบมันบาดเจ็บล้มลง และเช่นกันกับบงกชแดงทำลายล้างของหานเฟิง ที่ปลดปล่อยออกมาแล้ว ก็ไม่อาจหยุดยั้ง อสูรวานรก็มิอาจสืบเท้าเลี่ยงหลบ ดีที่สุด มันทำได้เพียงแค่เร่งเร้าลมปราณเข้าต้าน หากกระนั้นยังบาดเจ็บรุนแรง
อสูรวานรหลุบตามองร่างที่ทอดนอนอยู่เบื้องหน้าอย่างครุ่นคิด หากมิใช่วันนี้ตนลงมือด้วยตนเอง มิรู้ว่าต้องสูญเสียพวกพ้องไปอีกเท่าใด…
ค่ำนี้ นครหลวงนภาทมิฬวุ่นวายยิ่ง ผู้คนไม่รู้เท่าไรถูกเสียงระเบิดปลุกพาให้แตกตื่น ทั้งไม่เพียงแค่ผู้คน กระทั่งบรรดาทหารที่ยืนยามตามประตูกำแพงยังต้องละทิ้งหน้าที่ หันมาให้ความสนใจ
“ เสียงระเบิดเมื่อครู่ ที่แท้มันเกิดอันใดขึ้น?...”
หนึ่งในนายทหารที่ยืนยามอยู่ประตูทิศตะวันตกกล่าวคำขึ้น เป็นเพราะเสียงระเบิด ดังขึ้นในตัวเมืองฟากตะวันตก ทหารที่ยืนยามอยู่ทางฝั่งประตูตะวันตก จึงได้ยินอย่างถนัดชัดเจน
“ ข้าก็ยืนเวรอยู่กับเจ้าที่ตรงนี้ แล้วจะทราบรู้ได้อย่างไร…” ทหารอีกผู้ที่อยู่ข้างกันกล่าวคำขึ้น
“ เพ่ย รีบเอายันต์สื่อสารออกมาสอบถามพวกสายตรวจ ไม่แน่ อาจมีผู้ใดทราบรู้เรื่องราว”
“ เจ้าไฉนจึงอยากรู้อยากเห็นนัก ไว้รอพรุ่งนี้ย่อมทราบรู้เอง ว่าเป็นเรื่องราวใด”
“ หืม!!!?...”
“ ไฉนประตูเล็กจึงเปิด เมื่อครู่เป็นเจ้ากลับเข้ามามิได้ลงสลัก?”
“ เพ่ย ข้าลงสลักเรียบร้อย”
“ เช่นนั้นมันเปิดได้อย่างไร?...” คำถามนี้ไม่มีคำตอบ
ผืนป่าที่อยู่ห่างไปไม่ไกลจากแนวรั้วกำแพงฟากตะวันตก จิ่วโม่ แบกซวงเอ๋อร์วิ่งทะยานไปอย่างเร่งรีบ
“ ส เสียงระเบิดเมื่อครู่”
เป็นซวงเอ๋อร์ที่กล่าวคำขึ้นอย่างเป็นกังวล กระทั่งสายตาของนาง ยังเพียงจับจ้องไปยังทิศทางของกำแพงเมือง
“ จะเสียงอะไรก็ช่าง แต่อย่างน้อย ก็ดึงความสนใจของพวกทหาร สองเราจึงหลบหนีออกมาได้”
“ ข้าเป็นห่วงพี่ใหญ่...”
“ เป็นกังวลไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรขึ้นมา ยามนี้ที่เจ้าต้องทำ คือรักษาเอาตัวรอด หากพี่ใหญ่เจ้ากลับมา แล้วพบว่าเจ้าเป็นอันใดไป มันก็คงไม่คิดไว้ชีวิตข้าเช่นกัน”
“ แล้วเราเช่นนี้เราจะไปที่ใด? ยังต้องรอพี่ใหญ่ก่อนหรือไม่?...”
“ ย่อมต้องรอ แต่ข้าจะพาเจ้าไปรอมันที่ชายแดน…”
ใจกลางนครหลวง คือราชวังใหญ่โตโอ่อ่า แนวรั้วดำทมิฬที่ร้อมรอบ มิอาจปิดกั้นเสียงระเบิดจากทางทิศตะวันตกที่ดังมา ที่แนวรั้วระเบียงของตำหนักหลังหนึ่ง ยืนอย่างสง่างามองอาจไว้ด้วยสตรีในชุดยาวสีดำ รอบกายของนางแผ่เป็นกลิ่นอายเย็นชาที่ชวนให้ผู้คนรู้สึกสั่นสะท้าน เส้นผมดำขลับของนางยาวสยาย ใบหน้าปิดบังไว้ด้วยผ้าคลุมหน้าสีดำ จนมองเห็นได้เพียงแค่เรียวตาหงส์ดำสนิท นัยน์ตาดำขลับที่แลดูเย็นชาคู่นั้นจับจ้องมองไปทางทิศตะวันตกอย่างครุ่นคิด หากมิรู้ว่าเป็นคิดไปถึงสิ่งใด
ที่ในตำหนักอีกหลัง เป็นตำหนักบรรทมขององค์รัชทายาท ตัวองค์รัชทายาทในชุดบางสีขาว ยังคงนั่งอยู่บนเตียงบรรทม ก่อนที่เบื้องหน้าจะปรากฏนายทหารผู้หนึ่งเดินเข้ามา มันโค้งตัวคารวะ ก่อนจะกล่าวคำ
“ กราบทูลองค์รัชทายาท เสียงระเบิดที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ได้รับรายงานว่าเป็นอสูรวานรต่อสู้กับคนร้ายรายหนึ่ง”
“ คนร้าย?...” องค์รัชทายาททวนคำอย่างครุ่นคิด
“ เมื่อไม่มีใดแล้ว เจ้าก็ไปเถอะ...”
“ ยังคงมีเรื่องต้องกราบทูล”
“ มีอันใดว่ามา” องค์รัชทายาทกล่าวด้วยน้ำคำที่สงบนิ่ง
“ อสูรค้างคาวมาขอเข้าเฝ้าขอรับ”
“ อสูรค้างคาว!!... นางมาแล้ว? เช่นนั้นก็ให้นางเข้ามา”
นายทหารโค้งคำนับก่อนจะถอยกายกลับไป กระทั่งครู่ต่อมา ก็ปรากฏสตรีที่รูปร่างสะโอดสะองค์ในชุดสีดำย่างเท้าเดินเข้ามาอย่างแช่มช้อย
สตรีผู้นี้ ดูไปก็มิต่างอันใดจากสตรีผู้หนึ่ง หากจะแปลกหน่อยก็ตรงที่มีใบหูแหลมยาวใหญ่โต ทั้งใต้ท้องแขนก็คล้ายจะมีพังผืดที่เชื่อมต่อกับสีข้าง ยาวลงไปจนถึงโคนขา อีกทั้ง ที่ต้นคอของนาง ยังมองเห็นเป็นตัวเลขสองอย่างชัดเจน
เป็นอสูรค้างคาว หมายเลขสองแห่งกองโจรร้อยอสูร
“ อสูรค้างคาวคารวะองค์รัชทายาท”
หญิงสาวผู้มาใหม่เข้ามาถึงก็ยอบกายคารวะต่อคนบนเตียง
“ ไม่ได้เจอกันนาน สบายดีอยู่กระมัง?”
“ หม่อมฉันสบายดี หากเป็นองค์รัชทายาท คล้ายจะมีเรื่องให้ต้องกังวลอยู่บ้าง”
“ เรื่องกังวล? เรามีใดต้องเป็นกังวล”
“ ใยมิใช่ในมหานครลือกันให้ทั่ว ว่าองค์หญิงสามที่พึ่งหวนกลับมา ตั้งป้อมเผชิญหน้ากันกับท่าน กระทั่งพวกขุนนางทหารยังแบ่งฝักแบ่งฝ่ายยืนข้างนาง”
“ ฮา ๆ ๆ ๆ… ข่าวลือก็เพียงแค่ข่าวลือ ลมปากชาวบ้าน จะกล่าวพูดให้เรื่องราวเป็นไปในทิศทางใดก็ย่อมได้” องค์รัชทายาทกล่าวกลั้วหัวร่ออย่างอารมณ์ดี
อสูรค้างคาวเห็นทีท่าผ่อนคลายของชายหนุ่มเบื้องหน้า ก็เลิกคิ้วอย่างสงสัย “ นั่นมิใช่ความจริง?”
“ ย่อมมิใช่ นางเพียงหวนกลับมา แล้วข้าก็เคยเข้าหาสนทนากับนาง หากแต่นางกลับหยิ่งผยอง กล้าเมินเฉยต่อข้าที่เป็นพี่ใหญ่ อาจเพราะนางมีผู้หนุนหลังเป็นถึงตำหนักนางเซียน จึงกล้าวางกล้ามเขื่องโข ไม่สนใจผู้ใด…”
“ แล้วที่ว่านางกลับมาเพราะมีแค้นที่ต้องชำระ…”
“ แค้น? แค้นอันใด? แค้นกับผู้ใด? นางที่ก่อนนี้ระหกระเหินเร่ร่อน พลัดพรากจากบ้านเกิดเมืองนอน ล้วนเป็นเพราะมารดาของนางในครานั้นเลือกเอง ยังจะผูกความแค้นไว้กับผู้ใดได้...”
“ กลับเป็นเช่นนั้น”
“ เรื่องราวข่าวลือของพวกชาวบ้าน เจ้าอย่าได้เอามาใส่ใจให้มาก”
“ ทราบแล้วเพคะ”
“ ว่าแต่ เจ้ากลับมาครานี้ คงจะนำข่าวดีมาบอกต่อข้าด้วยกระมัง?”
“ ย่อมเป็นข่าวดี…”
“ เพราะตอนนี้ หม่อมฉันสืบพบสายโลหิตตระกูลเซี่ยที่หลบหนีไปได้แล้ว...”