การเดินทางสู่ยุทธภพครั้งแรกของเหวินหยางก้าวย่างสู่วันที่สี่แล้ว แม้ใน่สองสามวันแรกของการเดินทางก็คิดถึงผู้คนที่จากมา แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป การได้พบเจอสิ่งต่างๆภายนอกก็ล้วนทำให้รื่นรมย์ใจยิ่ง โลกภายนอกนั้นยิ่งพบเจอยิ่งน่าค้นหา ทำให้ความห่วงหาที่มีลดน้อยลง
สองข้างทางที่เต็มไปด้วยต้นไม้เรียงราย แต่แดดที่ร้อนแรงของยามบ่ายนั่นชักชวนให้หิวกระหายน้ำยิ่ง เหวินหยางเมื่อมองเห็นร้านน้ำชาเล็กๆข้างทางที่อยู่ห่างออกไป ตั้งใจจะแวะพักการเดินทางสักครู่แล้วค่อยไปต่อ
ครั้งเดินเข้าไปใกล้มากพอก็สังเกตเห็นหญิงชายแต่งกายคล้ายชาวยุทธกำลังดื่มด่ำเสวนาอยู่สี่ห้าโต๊ะ แต่ทันใดนั้นความผิดปกติบางอย่างก็ปรากฏขึ้น สตรีชุดเขียวที่นั่งโต๊ะลำพัง หลังจากยกน้ำชาเข้าปากก็รีบพ้นน้ำชาออกมาก่อนจะจับกระบี่ลุกจากที่นั่งของตน
ชายนั่งโต๊ะข้างๆที่เห็นก็รีบคว้าแขนของนางไว้ สตรีชุดเขียวไม่รีรอถีบจนชายผู้นั้นกระเด็นออกไป สตรีชุดเขียวแม้พยายามหลบหนี แต่ผู้คนในร้านก็พยายามขัดขวางนางไว้จนเกิดการต่อสู้ขึ้น เหวินหยางที่เห็นเหตุการณ์จึงรีบหลบเข้าข้างทางทันที ในใจก็คิดคำถึงคำสอนของอาหญิง เมื่อเจอเื่วุ่นวายในยุทธภพพยายามอย่าไปยุ่งเกี่ยวเด็ดขาด
สตรีชุดเขียวมีฝีมือพอตัว ถึงแม้ถูกล้อมด้วยผู้คนที่มุ่งจะทำร้าย แต่นางก็สามารถตอบโต้ผู้คนเ่าั้ได้ แต่ครั้งจะหนีออกจากวงล้อมก็ยากยิ่งนัก นางทำได้เพียงต่อสู้อยู่ในวงล้อมเพียงลำพังเท่านั้น
สตรีชุดเขียวชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะเอามือข้างหนึ่งกุมไว้ที่หน้าอกด้วยความเ็ปเพราะถูกวางยาก่อนหน้านี้ ไม่ทันใดก็มีชายผู้หนึ่งเอาด้ามดาบกระแทกหน้าท้องของสตรีชุดเขียว สตรีชุดเขียวกุมท้องและถอยหลังโซเซไปหลายก้าว
“ ใช้คนหมู่มาก แล้วยังวางยาข้าอีก พวกเ้านี่มันต่ำช้ายิ่งนัก ” สตรีชุดเขียวกล่าวด่าว่าผู้คนกลุ่มนั้น
“ ฮะ ฮ่า ! พวกข้าเป็เพียงโจร ไหนเลยจะสนใจเื่พรรค์นั้น ข้าว่าเ้ายอมมอบตัวเสียสักดีๆเถอะ ฝืนยิ่งใช้ลมปราณ พิษในร่างเ้าก็ยิ่งออกฤทธิ์เร็วขึ้นเท่านั้น บางทีถ้าเ้าสามารถมอบความสุขให้พวกข้าได้ เ้าอาจจะพอมีชีวิตหลงเหลือกลับไปก็ได้ ฮะ ฮ่า ! ” ชายผู้หนึ่งกล่าวจบ ผู้คนโดยรอบต่างก็พากันหัสเราะชมชอบในคำพูดนั้น
เหวินหยางคิดในใจพบเจอเื่เลวทรามถึงเพียงนี้ทำไมตัวเองกลับทำอะไรไม่ได้ คิดแล้วช่างเจ็บใจยิ่งนัก
“ หนุ่มน้อย !! หยุดก่อน เ้าเป็ใคร ถ้ายังอยากมีชีวิตรอดก็ออกไปห่างๆซะ ” เสียงชายผู้หนึ่งะโแล้วชี้หน้าเหวินหยาง
เหวินหยางสะดุ้งใ แต่เสียงนี้เองก็ทำให้ได้สติพบว่าตัวเองนั้นเดินเข้าไปหากลุ่มคนนี้เสียแล้ว อยู่ห่างกันเพียงหกเจ็ดก้าวเท่านั้น เวลานี้ได้แต่เพียงทำใจดีสู้เสือ เดินฝ่าวงล้อมเข้าไปหาสตรีชุดเขียว พอดูใกล้ๆแล้วสตรีผู้นี้อายุก็ยังวัยเยาว์นัก คงจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับเหวินหยาง ใบหน้าที่หมดจด ดวงตากลมโต มีแก้มคล้ายดอกบัวตูม เป็สตรีที่น่าแอนดูยิ่งนัก เหตุใดถึงมาเพียงลำพังในที่แห่งนี้
คนกลุ่มนี้มองด้วยความสงสัย เ้าเด็กหนุ่มนี่เป็ผู้ใดถึงหาญกล้าเดินเข้ามาในวงล้อมนี้
เหวินหยางเดินเข้าไปประคองสตรีชุดเขียวไว้ก่อนจะถามไถ่ด้วยความเป็ห่วง ต่อมาจึงได้รับรู้ว่านางนั้นถูกวางยาในชาที่ดื่มไปก่อนหน้านี้
“ ทุกท่านได้โปรดปล่อยแม่นางผู้นี้ไปเถอะ แล้วข้าจะมอบถุงเงินนี้ให้กับพวกเ้า ” เหวินหยางกล่าวออกมาอย่างถ่อมตน
“ ฮะ ฮ่า ! เ้าคิดว่าพวกข้าเป็ใคร เหตุใดต้องมาต่อรองกับเ้าด้วย ”
ไม่ทันสิ้นประโยคสตรีชุดเขียวรีบใช้กระบี่กระแทกคนผู้หนึ่งที่ขว้างทางอยู่ข้างๆ ทำให้คนผู้นั้นล้มลงสู่พื้น เปิดโอกาศให้สตรีชุดเขียวรีบคว้าแขนเหวินหยางวิ่งหลบหนีไป
ทั้งคู่วิ่งตามเส้นทางบนถนน ส่วนพวกโจรร้ายก็ไล่ตามมาติดๆ หากเป็เช่นนี้ต่อไปจะต้องตามทันเป็แน่
สตรีชุดเขียวพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรง อยากให้เหวินหยางนั้นรีบหลบหนีไป บัดนี้ยาออกฤทธิ์แล้ว ความเ็ปเช่นนี้คงไม่สามารถวิ่งหลบหนีได้พ้น
“ ข้าไม่มีความแค้นกับคนพวกนั้น อย่างมากก็แค่เจ็บตัว ข้าจะถ่วงเวลาไว้ให้ แม่นางรีบไปเถอะ ” เหวินหยางกล่าวจบก็รีบสะบัดมือออกจากแม่นางชุดเขียว ก่อนหยุดลงและหันไปตั้งรับกับคนกลุ่มนั้น
เหวินหยางใช้วิชาหมัดยาวพื้นฐานได้อย่างคล่องแคล่ว แม้เป็การต่อสู้จริงครั้งแรกแต่ก็ทำได้อย่างดีเยี่ยม ผู้คนที่พุ่งเข้ามาถูกซัดกระเด็นไปคนละทิศคนละทาง เหตุการณ์นี้ก็ยังถือว่ามีดีที่คนร้ายวิ่งเข้ามาทีละคนสองคนไม่ทำการล้อมแล้วเพื่อโจมตีพร้อมกัน
เหวินหยางก็รู้สึกว่าลมปราณใกล้จะถึงขึดจำกัดแล้ว คงจะต้านได้อีกไม่นาน ป่านนี้แม่นางคงจะหลบหนีได้แล้ว แต่พอเหวินหยางหันหลังกลับไปก็พบสตรีชุดเขียวที่ยืนอยู่ไม่ห่าง
สตรีชุดเขียวยืนมองด้วยความเป็ห่วงอยู่ห่างไปไม่ถึงสิบก้าว
เหวินหยางคิดในใจ
‘งานนี้เจ็บตัวเปล่าเป็แน่’
ไม่ทันไรก็มีดาบฟันเข้ามา เหวินหยางก็ใช้กระบี่ตั้งรับไว้ ภายในใจบัดนี้เกิดความตื่นตระหนกเป็อย่างมาก ไม่นึกว่าคนเหล่านี้จะคิดหวังเอาชีวิตของตนจริงๆ ยามนี้ทำได้แต่เพียงโทษตนเองที่ไม่เชื่อฟังคำสอนของอาหญิงที่สั่งไว้ยามจากลา
เหวินหยางไม่รอช้ารีบถีบคนผู้นี้กระเด็นออกไป แต่ไม่ทันไรก็ถูกหนึ่งฝ่ามือซัดเข้ามา ฝ่ามือนี้แฝงด้วยลมปราณ เหวินหยางหลบฝ่ามือนี้ไม่ทันเป็แน่แท้จึงได้เกร็งลมปราณทั้งหมดที่ตนทำได้เพื่อรับไว้
เหวินหยางถูกฝ่ามือซัดเข้าเต็มอกกระเด็นลงสู่พื้น ฝ่ามือนี้ทำให้เหวินหยางถึงกับกระอักเื สตรีชุดเขียวเห้นเช่นนี้จึงรีบวิ่งเข้ามาดูอาการ
“ นี่เ้าเป็อย่างไรบ้าง ! ” สตรีชุดเขียวพูดไม่ทันจบ ก็มีดาบหนึ่งกำลังจะแทงเข้ามา เหวินหยางเห็นเช่นนี้จึงรีบเตือนให้สตรีชุดเขียวหลบไป กระชันชิดเช่นนี้หลบไม่ทันแน่แล้ว เหวินหยางจึงรีบกอดรัดสตรีชุดเขียวแล้วพลิกตัว ก่อนกดสตรีผู้นี้ลงสู่พื้น เหวินหยางหลับตาไว้แน่น ดาบนี้อย่างไรก็หนีไม่พ้น
เหวินหยางกอดหญิงสาวไว้แน่น ก่อนจะมีเสียงร้องโอดโอยเต็มไปหมด เหวินหยางลืมตาขึ้นก็เห็นชายผู้หนึ่งใส่ชุดขาว ใส่หมวกที่ด้านหลังผูกผ้าเส้นยาวถึงเอว แต่งตัวเหมือนบัณฑิต
ชายผู้นี้อายุคงมากกว่าเหวินหยางไม่กี่ปี ในมือของเขาถือพัด ด้านหลังคล้ายมีขลุ่ยหยกเสียบอยู่ที่เอว ชายผู้นี้ฝีมือเก่งกาจนัก เพียง่สั้นๆก็ซัดคนพวกนี้ไปนอนกองกับพื้นจนหมดสิ้น
“ เ้า ~ นี่เ้าปล่อยข้าก่อนได้ไหม ” เสียงสตรีผู้หนึ่งร้องอึกอักคล้ายหายใจไม่สะดวก
เหวินหยางได้ยินเช่นนี้ก็นึกได้ว่านอนกดทับสตรีผู้หนึ่งอยู่ แขนข้างหนึ่งที่โอบรัด ตัวเหวินหยางรู้สึกว่านุ่มนวลยิ่งนัก คงไม่ใช่สิ่งอื่นใดแน่นอน เหวินหยางรีบปล่อยสตรีชุดเขียวแล้วถอยออกไปหลายก้าว
“ ขะ .. ข้าขอโทษ ” เหวินหยางกล่าวพร้อมกับเบือนหน้าหนี
สตรีชุดเขียวหน้าแดงเล็กน้อย ก่อนจะตอบเหวินหยางเสียงค่อยอย่างเข้าใจในเจตนา
ชายบัณฑิตหลังจากจัดการผู้คนเรียบร้อยก็รีบมาถามไถ่อาการของทั้งสองคน ต่อมาจึงได้รู้ว่าสตรีตรงตรงหน้านั้นถูกพิษ ตนจึงได้ไปค้นตัวผู้คนที่นอนเรียงรายเพื่อนำยาถอนพิษมาให้
“ นี่น่าจะเป็ยาถอนพิษ เ้ารับไปเถอะ ” ชายนิรนามยื่นขวดยาให้สตรีชุดเขียว
“ ขอบคุณท่านจอมยุทธ ”
สตรีชุดเขียวหลังจากกล่าวขอบคุณก็ได้ถามชื่อคนผู้นั้นเอาไว้ จึงทำให้ทราบว่าคนผู้นี้ชื่อหย่งควันเป็บัญฑิตมาจากสำนักไผ่เขียว
หย่งควันหัวเราะออกมาอย่างรื่นเริง ก่อนจะกล่าวอำลาทั้งสองคนเพราะตนมีธุระสำคัญต้องรีบไปจัดการ จึงได้ขอตัวลาจากไปก่อน ทิ้งเหวินหยางกับสตรีชุดเขียวไว้ที่แห่งนั้น
“ข้า… ข้าชื่อเหวินหยาง ” เหวินหยางพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาบาง
“ ข้าชื่อหลินลี่ ”
“ คือเื่เมื่อสักครู่ข้า… ”
“ ไม่ต้องพูด ! ลืมๆมันไปซะ ” หลินลี่รีบพูดแทรกทันที
“ งั้งพวกเรารีบไปเถอะ ก่อนที่เ้าพวกนี้จะตื่น ” เมื่อเหวินหยางกล่าวจบ ทั้งคู่ก็เริ่มเดินทางต่อทันที
“ แล้วเ้าจะตามข้ามาทำไม ” หลินลี่ถาม
“ ข้าก็ต้องเดินทางไปทางนี้เช่นกัน ”
หลินลี่ได้ยินเช่นนี้ก็รีบเชิดหน้าแล้วเดินนำไป พอเดินได้ไม่กี่ก้าวเหวินหยางก็ทักหลินลี่ขึ้น
“ เหมือนว่าหลังเ้าจะเปื้อนขี้ม้าน่ะ ”
หลินลี่ได้ยินพยายามหันไปดูหลังตัวเอง ก่อนใช้จมูกสูดดม
“ ก็เพราะเ้านั่นแหละ! ” หลินลี่พูดด้วยท่าทีโมโห แต่ถึงแม้จะแสดงออกไปเช่นนั้น แต่ในใจก็เข้าใจเหตุผลก่อนหน้านี้ดี
“ ข้าก็บอกว่าข้าไม่ได้ตั้งใจ ” เหวินหยางพยายามอธิบาย
“ ก็บอกแล้วไงว่าไม่ต้องพูดถึงเื่เมื่อสักครู่อีก ” หลินลี่พูดแล้วก็รีบสับเท้าเดินไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะมีเหวินหยางรีบก้าวเท้าเดินตามหลังไป