ทันทีที่เสิ่นซื่อกลับถึงจวน ก็เอาแต่บ่นฮวาชิงเหยียนกับซูซื่อ
“พอแล้ว! หากวันนั้นเจ้าไม่ขัดขวางตอนข้าจะช่วยเหลือพวกนาง พวกนางจะลำบากถึงเพียงนี้หรือ ตอนที่อันเหอมาขอความช่วยเหลือ หากไม่ใช่เพราะเจ้าที่ไม่ยอมให้นางเข้าแม้แต่ประตูจวน ชิงเหยียนจะไม่มาเชิญข้าในฐานะญาติผู้ใหญ่ในวันออกเรือนเช่นนี้หรือ เจ้ายังมีหน้าไปขอเงินนาง? เอาเงินไปคืนเดี๋ยวนี้!”
ซูอันเย่มองเสิ่นซื่อด้วยแววตาคมกริบ พลางตวาดด้วยความโกรธ
“ทะ...ท่านนี่เป็นคนไร้ค่าจริงๆ นอกจากด่าข้าเช่นนี้แล้วท่านทำอะไรได้บ้างเล่า ตระกูลซูรุ่งเรืองมาหลายรุ่น แต่พอมาถึงมือท่านกลับทรุดโทรมจนสิ้น แม้แต่เงินเก็บในจวนก็ไม่เหลือแล้ว ชีวิตข้านี่ช่างอาภัพเสียจริง ต้องมาทนลำบากกับท่านเช่นนี้...” เสิ่นซื่อร้องไห้สะอึกสะอื้นพลางตบขาตนเอง
“เจ้ากล้ายังจะพูดอีกหรือ! หากไม่ใช่เพราะเจ้าเอาเงินทุกเดือนส่งไปให้ทางบ้าน ทั้งยังให้ไอ้พี่ชายขี้พนันของเจ้าจนขนของออกไปหมด ตระกูลซูจะตกต่ำถึงเพียงนี้หรือ!” ยามนึกถึงความเสื่อมถอยของตระกูลซู ซูอันเย่จึงเอ่ยด้วยโทสะที่พุ่งสูง
แววตาของเสิ่นซื่อพลันวาววาบด้วยแสงบางอย่าง “ข้าไม่สน แต่ท่านเป็นบุรุษแท้ๆ ไม่หาเงินเลี้ยงดูครอบครัวแล้วยังจะโทษข้าอีกหรือ...ตอนนี้ภรรยาของเฟิงเอ๋อร์ก็หนีไปกับคนอื่นแล้ว ซ้ำคนที่นางหนีไปด้วยผู้นั้นยังเป็นหลานของน้องสาวท่าน...ชีวิตของพวกเราจากนี้จะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ หากท่านมีความรับผิดชอบอยู่บ้าง ก็ไปขอเงินจากน้องสาวท่านมาสู่ขอภรรยาให้เฟิงเอ๋อร์กับอวิ๋นเอ๋อร์เสีย มิฉะนั้นตระกูลซูก็รอวันสิ้นสกุลได้เลย!”
“เจ้า...กล้าสั่งให้ข้าไปขอเงินจากอันเหอหรือ ไม่มีเหตุผลที่นางต้องเอาเงินให้ข้าด้วยซ้ำ” ซูอันเย่ถึงกับไม่อยากเชื่อว่าภรรยาของตนจะหน้าไม่อายได้ถึงเพียงนี้
“ฮือๆๆ ชีวิตข้าช่างอาภัพนัก แม้แต่ข้าวสารก็ยังไม่มี ท่านออกไปล่าสัตว์อสูรก็ไม่ได้กลับมาสักตัว หากท่านหาเงินมาไม่ได้ ข้าจะไม่อยู่แล้ว!” เสิ่นซื่อทั้งร้องไห้ทั้งโวยวาย
“พอเถอะ เจ้าหยุดโวยวายได้แล้ว ข้าจะหาทางเอง” ซูอันเย่รำคาญเสียงเอะอะโวยของนางยิ่งนัก จึงขมวดคิ้วแน่นพลางออกจากจวนด้วยความโกรธ
เช้าวันรุ่งขึ้น
ซูอันเย่ที่ตื่นแล้วหยิบอาวุธล่าสัตว์ออกจากจวนไปตั้งแต่เช้าตรู่
เสิ่นซื่อตื่นมาแล้วไม่เห็นเขา จึงคิดว่าเขาคงไปขอเงินจากซูอันเหอแล้ว ริมฝีปากพลันยกยิ้มอย่างพอใจ
ซูอันเย่ไม่มีทางไปขอเงินน้องสาวอย่างแน่นอน ยามนี้เขาแบกคันธนูและมีดล่าสัตว์ไว้ด้านหลังพลางเดินขึ้นเขาช้าๆ รอบนอกภูเขามีสัตว์อสูรน้อยและส่วนมากถูกล่าไปแล้ว หากต้องการล่าสัตว์อสูรตอนนี้ จึงจำเป็นต้องเข้าไปในเขตด้านในที่อันตรายยิ่งกว่า...
จวนอ๋องเจ็ด
เมื่อฮวาชิงเหยียนว่างก็นึกขึ้นได้ว่าสองวันมานี้ไม่ได้ออกไปตั้งแผงขายของเลย วันนี้อากาศดี เหมาะแก่การออกไปข้างนอก จึงตั้งใจว่าหลังมื้อเช้าจะออกไปทันที
แต่หลังจากฮวาชิงเหยียนออกไปไม่นาน หลิ่วเหม่ยเหรินก็มาที่เรือนของนางเพื่อเยี่ยมเยียน พอรู้ว่าเจ้าของเรือนไม่อยู่ก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จากนั้นจึงกลับไปด้วยท่าทางยินดี
หลิ่วเหม่ยเหรินมาครั้งนี้ก็เพื่อเอาสมุดบัญชีค่าใช้จ่ายในครัวเรือนมาให้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฮวาชิงเหยียนไม่ต้องการ เพราะหากเกิดการเข้าใจผิดขึ้นมาจะได้โทษนางไม่ได้
อีกด้านหนึ่ง ทันทีที่ผู้ดูแลร้านหลินเปิดประตูร้าน เห็นฮวาชิงเหยียนที่หายหน้าไปหลายวันก็รู้สึกดีใจอย่างยิ่ง ช่วงที่นางไม่มาตั้งแผงหน้าร้าน การค้าก็ซบเซาลงมาก เขายังนึกว่านางจะไม่มาแล้วเสียอีก
เขารีบเดินเข้าไปหานางทันที “ชั้นวังเจ็ด ท่านมาแล้วหรือ ข้านึกว่าท่านจะไม่มาแล้วเสียอีก ยินดีเรื่องงานสมรสด้วย นี่เป็นของขวัญเล็กน้อยเพื่อแสดงความยินดีต่อท่านที่ได้พบคู่ครองอันดี”
ผู้ดูแลร้านหลินส่งสมุนไพรพันปีที่เตรียมเป็นของขวัญให้นาง
ฮวาชิงเหยียนเห็นว่าเป็นของหายากจึงไม่ปฏิเสธ รับมาแล้วหยิบโอสถน้ำบำรุงพลังปราณขวดหนึ่งส่งให้เป็นการตอบแทน “ขอบคุณท่านผู้ดูแลร้านหลินที่มอบของขวัญให้ข้า อีกอย่าง วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายที่ข้าจะมาตั้งแผง หลังจากนี้คงไม่ได้มาตั้งชั่วคราว อย่างไรตอนนี้ข้าก็มีครอบครัวแล้ว ย่อมไม่มีเวลาเท่าแต่ก่อน”
ความจริงแล้วฮวาชิงเหยียนคิดว่าจะต้องรีบช่วยพี่ชายทวงคืนบรรดาศักดิ์ และต้องรักษาขาของอ๋องเจ็ดด้วย จึงไม่มีเวลามานั่งตั้งแผงอีก
“อา น่าเสียดายจริงๆ” ผู้ดูแลร้านหลินอดเอ่ยอย่างเสียดายไม่ได้ เพราะสิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นความจริง โอสถที่ฮวาชิงเหยียนปรุงนั้นสรรพคุณดีเยี่ยม ผลกำไรตอบแทนนั้นประเมินค่าไม่ได้
ทันใดนั้นผู้ดูแลร้านหลินก็เหมือนนึกอะไรออก ดวงตาพลันเป็นประกายแล้วพูดอย่างตื่นเต้น “คุณหนูฮวา ตอนนั้นท่านเคยบอกว่าอยากฝากขายโอสถที่ท่านผลิตไว้ในหอประมูล ไม่ทราบว่าตอนนี้ยังคิดเช่นนั้นอยู่หรือไม่”
นับตั้งแต่ฮวาชิงเหยียนมาตั้งแผง นางรักษาผู้คนได้มากมาย เขารู้สึกเสียดายอย่างยิ่งที่วันนั้นปฏิเสธข้อเสนอฝากขายโอสถของนาง และตอนนี้โอกาสก็มาถึงอีกครั้ง
ฮวาชิงเหยียนได้ยินที่อีกฝ่ายพูดแล้วก็คิดอยู่ครู่หนึ่ง นี่ก็คือสิ่งที่นางตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก จึงไม่อ้อมค้อมและพยักหน้ารับ “ได้ แต่ข้ามีข้อแม้ หากเป็นโอสถน้ำเพิ่มพลังบ่มเพาะ ต้องขายให้แพงกว่าของหวังเฟิงนักหลอมโอสถระดับห้าผู้นั้น แต่ถ้าเป็นโอสถรักษาชีวิต ท่านสามารถประเมินราคาตามฐานะของผู้ซื้อได้เลย ส่วนครอบครัวที่ยากจนก็ให้ไปเลย ไม่รับเงิน”
ผู้ดูแลร้านหลินรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก เขาเห็นสิ่งที่ฮวาชิงเหยียนทำมาตลอด ซึ่งตรงข้ามกับคำเล่าลือว่านางเป็นคนใจร้าย ปากจัด และไม่รู้จักอายโดยสิ้นเชิง เขาเชื่อว่าคนที่จิตใจดีเช่นนางจะต้องมีแต่ความสุข และเชื่อว่าอ๋องเจ็ดจะต้องเห็นคุณค่าของนางในสักวัน
ผู้ดูแลร้านหลินนับถือและชื่นชมฮวาชิงเหยียนยิ่งนัก รีบเอ่ยรับปากทันที “ไม่มีปัญหา ข้าจะทำตามที่คุณหนูฮวาบอก…”
“ดียิ่งนัก ข้าจะส่งโอสถไปที่ร้านโดยไม่กำหนดทั้งช่วงเวลาและปริมาณในแต่ละเดือน ข้าจะเขียนชื่อโอสถบนขวด และแนบกระดาษระบุอาการที่ใช้รักษา หากไม่พอสามารถส่งคนมารับที่จวนข้าได้ ข้ารับรายได้แปดส่วน อีกสองส่วนเป็นของหอประมูล ท่านคิดว่าอย่างไร” ฮวาชิงเหยียนกล่าวชัดถ้อยชัดคำ
“ได้ๆ …ตามที่ท่านว่าเลยขอรับ” ผู้ดูแลร้านหลินตอบรับทันควัน ปกติแล้วการฝากขายในหอประมูลจะให้ส่วนแบ่งไม่เกินหนึ่งส่วน แต่นางกลับยกให้ถึงสองส่วน ถือว่าใจกว้างอย่างยิ่ง
วันนั้นหลังจากฮวาชิงเหยียนเก็บแผงเสร็จ นางก็ไปยังตลาด เดินไปถึงแผงเดิมที่เคยซื้อเตาหลอมโอสถ คราวนี้คนขายก็ยังเป็นเจ้าของแผงคนเดิม เพียงแต่อีกฝ่ายนั่งก้มหน้าหลับอยู่บนเก้าอี้ ขณะกำลังจะเอ่ยเรียก เสียงของพ่อค้าแผงข้างๆ ก็เอ่ยปลุกเจ้าของแผงด้วยน้ำเสียงหวังดี
“เสิ่นไป๋ตื่นเร็วเข้า มีลูกค้ามา”
ที่แท้เจ้าของแผงเตาหลอมโอสถนี้ก็ชื่อเสิ่นไป๋
เสิ่นไป๋ลืมตา พอเห็นว่าเป็นใครก็ยิ้มแย้มในทันที “เจ้าเองหรือน้องสาวตัวน้อย มาซื้อเตาหลอมโอสถอีกแล้วหรือ”
ฮวาชิงเหยียนพยักหน้าแล้วถาม “เจ้ามีเตาหลอมโอสถระดับสูงสุดหรือไม่”
เสิ่นไป๋ถึงกับสะดุ้ง ไม่คิดว่านางจะต้องการซื้อเตาหลอมโอสถที่ใช้ปรุงโอสถระดับสูงสุด จึงเอ่ยถาม “น้องสาว เจ้าแน่ใจหรือว่าจะเอาเตาหลอมโอสถระดับสูงสุดนะ ราคานั้นไม่ถูกเลยนะ”
“อืม ข้าต้องการของที่ดีที่สุด” ฮวาชิงเหยียนตอบ
เสิ่นไป๋ทำท่าคล้ายตัดสินใจได้ จึงเอ่ยว่า “ข้าขอเงินมัดจำหนึ่งพันตำลึงทอง แล้วจะทำให้ภายในสิบวัน” เขาไม่รู้ว่านางจะเชื่อเขาหรือไม่ แต่ตอนนี้เขาจำเป็นต้องใช้เงินจริงๆ เพราะน้องสาวของเขาหมดสติไปนานแล้วและยังไม่ฟื้น
“ตกลง”
เสิ่นไป๋ไม่คิดว่านางจะตกลงทันทีโดยไม่ลังเล ยิ่งเมื่อเห็นนางยื่นเงินหนึ่งพันตำลึงทองส่งให้เขา ก็แปลกใจไม่น้อย แต่สิ่งที่ทำให้เขาแปลกใจกว่าคือ นางหยิบขวดอะไรบางอย่างยื่นให้เขาด้วย
“สองขวดนี้คือโอสถ ขวดนี้คือโอสถน้ำกระตุ้นพลังปราณระดับหนึ่ง สามารถรักษาโรคของน้องสาวเจ้าได้ อีกขวดคือโอสถน้ำฟื้นพลังปราณ ใช้รักษาพลังปราณที่เสียไปจากการสร้างเตาหลอมโอสถ และเจ้าต้องทำเตาหลอมให้เสร็จภายในห้าวัน”
นางมองรอยคล้ำใต้ตาและริมฝีปากซีดขาวของเสินไป๋เพียงแวบเดียวก็รู้ได้ทันที
เสิ่นไป๋รับขวดโอสถมาด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่ง “ได้! เจ้า…เป็นนักหลอมโอสถ? อายุยังน้อยแต่ฝีมือกลับยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ ไม่ทราบว่าคุณหนูสกุลอะไร เป็นคุณหนูจากตระกูลใดหรือ”
ฮวาชิงเหยียนเพียงยิ้มบาง “สกุลฮวา บิดาข้าชื่อฮวาเจิ้ง” นางเหลือบมองท้องฟ้า เห็นว่าใกล้เที่ยงจึงเอ่ยต่อ “ใกล้เที่ยงแล้ว ข้าขอตัวก่อนแล้วกัน อีกห้าวันข้าจะมารับของ” เอ่ยจบก็ผละจากไป
เสิ่นไป๋ยังคงยืนนิ่งอยู่นาน ไม่อาจเรียกสติกลับมาได้
ฮวาเจิ้ง? ฮวา…
หรือว่าจะเป็นฮวาเจิ้งอันกั๋วกง? เช่นนั้นนางก็คือคุณหนูรองแห่งจวนอันกั๋วกง ฮวาชิงเหยียน?
ข่าวลือว่านางเป็นคนไร้พลังฝึกตน ซ้ำยังอัปลักษณ์และไร้ค่า แต่สตรีตรงหน้านี้จิตใจงดงามและรูปลักษณ์อ่อนหวาน เป็นคนเดียวกันอย่างนั้นหรือ
แม้เสิ่นไป๋จะสงสัยอยู่บ้าง แต่เขาก็เก็บขวดโอสถและรีบเก็บแผงกลับบ้าน เพื่อนำโอสถไปให้น้องสาวลองดื่มดูในทันที
“เสิ่นไป๋ เจ้าช่างโชคดีนัก ขายเตาหลอมโอสถ แต่กลับมีนักหลอมโอสถมอบโอสถให้โดยไม่เอาเงินเช่นนี้!” พ่อค้าแผงข้างๆ ที่เป็นคนปลุกเขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอิจฉา
เสิ่นไป๋ยิ้มบางกล่าว “ขอบใจที่ปลุกข้านะ”
เมื่อเสิ่นไป๋กลับถึงบ้าน เห็นน้องสาวนอนป่วยอยู่บนเตียง ใจเขาก็เจ็บหน่วงขึ้นมาอีกครั้ง พอนึกถึงโอสถก็รีบก้าวไปหาทันที เขาหยิบขวดโอสถออกมาก่อนพยุงเสิ่นซวงที่หลับสนิทจนไม่รู้ว่ายังมีสติอยู่หรือไม่แล้วเอ่ยว่า “น้องสาว พี่เอาโอสถกระตุ้นพลังปราณมาให้ รับรองว่ากินแล้วเจ้าจะต้องตื่นแน่นอน”
เมื่อเปิดฝาแล้วโอสถด้านในเป็นน้ำ ไม่ใช่โอสถแบบเม็ดอย่างที่คุ้นเคย เสิ่นไป๋ที่ไม่เคยเห็นโอสถน้ำกระตุ้นพลังปราณมาก่อนก็อดลังเลไม่ได้
เมื่อครู่เขาตื่นเต้นเกินไป ฟังผิดคิดว่าเป็นโอสถเม็ด จึงเริ่มไม่แน่ใจว่าจะให้น้องสาวกินดีหรือไม่ เขานึกถึงโอสถน้ำฟื้นพลังปราณที่ฮวาชิงเหยียนให้มาอีกขวด แล้วตัดสินใจลองดื่มเองก่อน หากได้ผลถึงค่อยให้น้องสาวดื่ม
เสิ่นไป๋ดื่มลงไปเพียงอึกเดียวก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นหอมชวนดื่มต่อ พอไหลผ่านลำคอไปก็รู้สึกสบายทั่วร่าง พลังวังชากลับคืนอย่างเต็มเปี่ยม ความอ่อนล้าจากการโหมร่างกายมาก่อนหน้านี้ก็หายไปจนสิ้น
โอสถนี้ช่างเลิศล้ำยิ่งนัก!
เสิ่นไป๋จึงรีบนำโอสถให้น้องสาวดื่ม ไม่นานเสิ่นซวงก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น เขาตื่นเต้นจนเอ่ยตะกุกตะกัก “น้องสาว! เจ้าตื่นแล้วหรือ!”
เสิ่นซวงที่ไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นเวลาใดแล้ว เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “พี่ชาย…ขอโทษที่ทำให้ท่านเป็นห่วงนะเจ้าคะ”
เสิ่นไป๋เห็นแววตาสำนึกผิดของน้องสาวก็รีบส่ายหน้า เอ่ยปลอบด้วยสีหน้าดีใจอย่างปิดไม่มิดว่า “เจ้าอย่าพูดเช่นนั้น แค่เจ้าปลอดภัยพี่ก็สบายใจแล้ว ครั้งนี้ต้องขอบคุณโอสถของคุณหนูฮวา ไม่เช่นนั้นไม่รู้ว่าเจ้าจะฟื้นเมื่อไหร่”
“คุณหนูฮวา?” เสิ่นซวงนึกถึงนักหลอมโอสถเพียงคนเดียว “คุณหนูใหญ่ฮวาเย่ว์โหรวแห่งจวนอันกั๋วกง นักหลอมโอสถฮวาผู้นั้นหรือเจ้าคะ”
เสิ่นไป๋ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่ใช่ คุณหนูรองฮวาชิงเหยียนต่างหากเล่า”
“นางหรือ” แววตาของเสิ่นซวงฉายแววประหลาดใจ แต่ก็จดจำบุญคุณครั้งนี้ไว้ในใจแล้ว
ฮวาชิงเหยียนไม่รู้เลยว่าการกระทำครั้งนี้ของนางได้ช่วยชีวิตเสิ่นซวงไว้
เมื่อกลับมาถึงหน้าจวนอ๋องเจ็ด นางก็ไม่คิดว่าจะพบซูชิงเฟิงญาติผู้พี่ของตน
ซูชิงเฟิงเดินวนอยู่หน้าจวนด้วยท่าทางร้อนรน พอเห็นฮวาชิงเหยียนก็รีบเข้ามาหาทันที “น้องชิงเหยียน ข้าขอร้อง เจ้าไปช่วยท่านพ่อข้าหน่อยได้หรือไม่”
“เกิดอะไรขึ้น” ฮวาชิงเหยียนถามด้วยความตกใจ “ท่านลุงเป็นอะไรหรือ”