ตอนที่ 103
แขนของอสูรโลหิต รวมถึงบานประตูขนาดยักษ์ ถูกทำลายจนไม่เหลือแม้แต่ฝุ่นผง แรงระเบิดเกิดขึ้น ทำเอาพื้นดินสั่นสะเทือน ไปทั่วทั้งบริเวณ ทุกสิ่งในรัศมีหนึ่งร้อยกิโลเมตร ล้วนสูญสลายหายไปในพริบตา
นี่คืออีกครั้ง ที่ชิงเทียนใช้กระบวนท่า ‘บัญญัติแห่งความพินาศ' ออกมา ด้วยระดับขอบเขตพลังบ่มเพาะในตอนนี้ ทำให้พลังทำลายเพิ่มขึ้นมาหลายส่วน แต่ตอนนี้ เขายังคงไม่สามารถฟันธงได้ว่า ตนเองนั้นเป็นฝ่ายที่ชนะ เพราะเผ่าโลหิตนั้น มีพลังการฟื้นฟูอยู่ในระดับสูง
จางเนี่ยหง เดินออกมาจากกองเพลิง ในสภาพที่อิดโรย ร่างกายมีบาดแผลฉกรรจ์ ปรากฏขึ้นหลายแห่ง เขามองไปยังชายหนุ่มตรงหน้า ด้วยความหวาดผวา ก่อนที่จะรวบรวมพลังเฮือกสุดท้าย เพื่อใช้สำหรับการหลบหนี แต่ทันใดนั้นเอง ม่านพลังสีดำสนิท ก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่า แล้วทำการกักขังจางเนี่ยหงไว้ภายใน
“อย่าคิดหนีให้เปลืองแรงเลย ความตายของเจ้า ได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว...แต่ก่อนอื่น ข้าต้องไปสะสางกับใครบางคนเสียก่อน" ชิงเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา ก่อนจะพุ่งไปทางอามุนและผู้อาวุโสใหญ่ ที่กำลังเฝ้าดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“รีบเอาหยกพิสุทธิ์ ออกมาเร็วเข้า!!" อามุน รีบตะโกนบอกผู้อาวุโสใหญ่ ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว เนื่องจากเขาไม่คิดมาก่อนว่า ชิงเทียนจะพุ่งเป้ามาที่ตนเองเช่นนี้ แต่ทว่าทันใดนั้น ความหวังสุดท้ายของเขา ก็ถูกทำลายไปต่อหน้าต่อตา เพราะในขณะที่ผู้อาวุโสใหญ่ กำลังนำหยกสีขาว ออกมาจากแหวนมิติ คมดาบสีฟ้าคราม ก็ตัดผ่านลำคอของผู้อาวุโสใหญ่ จนศรีษะหลุดลอยไปในอากาศ
ชิงเทียน คว้าเอาหยกพิสุทธ์ จากร่างอันไร้วิญญาณ มาถือไว้ในมือ ซึ่งเครื่องรางชิ้นนี้ สามารถใช้เคลื่อนย้ายไปยังจุดที่บันทึกไว้ ในขอบเขตรัสมีหนึ่งหมื่นลี้ จึงมักนิยมใช้ สำหรับการเดินทางระยะไกล และข้อเสียเพียงอย่างเดียวก็คือ มันมีราคาที่แพงจนเกินไป จนสามารถทำให้ตระกูลเล็กๆ สามารถล้มละลายได้เลยทีเดียว จนชิงเทียนอดสงสัยไม่ได้ว่า ชายที่ตนเองพึ่งจะสังหารไป ได้รับหยกพิสุทธิ์มาจากที่ไหน เพราะดูจากนิสัยของจางเนี่ยหงแล้ว เขาคงไม่คิดที่จะมอบเครื่องรางชิ้นนี้ให้กับใครแน่
“พวกแกไปเอาหยกชิ้นนี้ มาจากที่ไหน" ชิงเทียน ใช้ปลายดาบ จ่อเข้าไปที่ลำคอของอามุน พร้อมกับแผ่จิตสังหารออกมา
“ข...เขาบอกแค่ชื่อ กับความสามารถของมันเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นฉันไม่รู้เลยจริงๆ" อามุนกล่าวตอบ
ชิงเทียน ทาบมือลงบนศรีษะของอามุน เพื่อค้นดูความทรงจำ ก่อนที่จะพบว่า สิ่งที่เขาพูดมาทั้งหมดนั้นเป็นความจริง แต่ทันใดนั้นเอง ภาพของหญิงสาวนับร้อยชีวิต ที่ถูกเซ่นสังเวยให้กับจางเนี่ยหง ก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวของชายหนุ่ม ราวกับเขานั้น เป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์ ใบหน้าอันแสนเย็นชา ก็เริ่มแปรเปลี่ยน เป็นความโกรธเกรี้ยว ดาบสีฟ้าครามในมือชายหนุ่ม กระหน่ำแทงไปที่หน้าอกของอามุนไม่ยั้ง ภาพของโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น น่าหดหู่เกินกว่าที่เขาจะรับได้ ถึงแม้ว่าชิงเทีบน เคยพรากชีวิตของผู้คนนับล้าน แต่พวกเขาเหล่านั้น ล้วนแต่เป็นทหาร ที่มีอาวุธครบมือ หาใช่หญิงสาวบริสุทธิ์ ที่ไร้ซึ่งทางสู้เช่นนี้
ชิงเทียนปลิดชีพอามุน ตายตกตามผู้อาวุโสใหญ่ไป ก่อนที่จะใช้เพลิงอัสนี เผาร่างของทั้งคู่ จนไม่เหลือแม้แต่ฝุ่นผง ขณะเดียวกัน จางเนี่ยหง ที่เห็นชายหนุ่ม ลงมือสังหารศิษย์ของตนเอง อย่างโหดเหี้ยม ก็เริ่มมีสีหน้าที่หวาดกลัวขึ้นมา อย่างเห็นได้ชัด
“ไม่ต้องกังวลไป อีกไม่นานเจ้าก็จะได้ตามไปอยู่กับพวกเขาแล้ว" ชิงเทียน เคลื่อนตัวเข้ามาหาจางเนี่ยหง พร้อมกับทำมือมุทรา เป็นรูปแบบต่างๆ ทำให้ม่านพลังสีดำ ที่ใช้สำหรับกักขังจางเนี่ยหง หดเล็กลงอย่างกระทันหัน
จางเนี่ยหง กรีดร้องออกมาด้วยความทรมาน ร่างกายของเขา ถูกม่านพลังบีบรัด จนได้ยินเสียงกระดูดที่กำลังแตกหัก ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังคงไม่ยอม ที่จะเอ่ยปากร้องขอขีวิต
“อย่าหวังเลยว่า ความตาย จะสามารถหยุดยั้งข้าได้!!" จางเนี่ยหงประกาศกร้าว ก่อนที่จะทำแก่นปราณ เพื่อปลิดชีพตนเอง และในพริบตาต่อมา ม่านพลังก็เกิดการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง ทำให้ชิงเทียน ที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร ถูกแรงระเบิดอัดกระแทก จนถูกพัดปลิวออกไป แต่เนื่องจากเขาสวมเกราะไป๋หู่เอาไว้ จึงไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากนัก
“ดันเผลอประมาทไปซะได้…" ชิงเทียนถอนหายใจออกมา พรางคิดย้อนถึงคำพูดของศัตรู และเมื่อลองตรวจสอบร่องรอยวิญญาณ ก็พบว่า ไม่สามารถที่จะตามรอยได้ ราวกับวิญญาณของจางเนี่ยหง ได้อันตรธานหายไปอย่างปริศนา จึงเป็นไปได้ว่า อีกฝ่ายจะยังไม่ตายโดยสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม หากจางเนี่ยหงยังมีชีวิตอยู่ เขาก็ไม่ได้รู้สึกกังวลใจแม้แต่น้อย เพราะกว่าฝ่ายตรงข้าม จะฟื้นตัวกลับมาได้ คงต้องใช้เวลาอีกหลายปีเลยทีเดียว
ชิงเทียน ก้มหน้าลงไปมองหอนพเก้า ที่ถูกทำลาย จนเหลือเพียงซากปรักหักพัง “ให้ตายสิ พึ่งจะซ่อมเสร็จไปแท้ๆ รู้งี้เก็บสองคนนั้นไว้ เรียกค่าเสียหาย แล้วค่อยฆ่าทิ้งซะก็คงดี"
**********************************
สองเดือนผ่านไป ในที่สุดหอนพเก้า ก็กลับมาเป็นรูปเป็นร่างอีกครั้ง แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดยังคงอยู่ในขั้นตอนของการก่อสร้าง ซึ่งชิงเทียนก็ได้ใช้โอกาศนี้ เขียนแบบแปลนขึ้นมาใหม่ โดยอ้างอิงจากโครงการ วังธาราสวรรค์ ที่กำลังจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ ในเมืองจี่หนาน อีกทั้งเขายังได้ยินมาว่า ที่ดินบริเวณนั้น มีราคาพุ่งสูงอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้ผลกำไรที่เคยคาดการณ์ไว้ น่าจะเพิ่มขึ้น ไม่น้อยกว่าสองถึงสามเท่าเลยทีเดียว
ทันใดนั้นเอง โกมินทร์ก็ปรากฏตัวขึ้น โดยไร้ซุ่มเสียง ก่อนที่จะยื่นแผ่นหยก ที่เขียนเอาไว้ว่า ‘แขกคนพิเศษ' ให้กับชิงเทียน “ท่านอาจารย์ มีคนมาขอพบครับ"
“ปล่อยให้รอซะนานเลย..." ชิงเทียนเผยรอยยิ้มออกมา
เมื่อเดินมาถึงด้านหน้าไซต์ก่อสร้าง ชิงเทียนก็พบเข้ากับมู่ซือเหยียน ในชุดกระโปรงยาวสีขาว ซึ่งดูจะเข้ากับ ใบหน้าอันทรงเสน่ห์ของเธอ ได้เป็นอย่างดี
“ไม่เจอกันนานเลยนะ ฉันนึกว่าเธอจะไม่มาแล้วซะอีก" ชิงเทียนกล่าวทักทาย
“ฉันต้องทำงานที่ค้างอยู่ให้เสร็จ ถึงจะสามารถยื่นใบลาออกได้" มู่ซือเหยียน ตัดสินใจละทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง เนื่องจากเธอคิดว่า ชิงเทียน เป็นเพียงความหวังเดียวในตอนนี้
ชิงเทียน นำทางหญิงสาว มายังอาคารหลังหนึ่ง ที่พึ่งจะสร้างแล้วเสร็จ เมื่อไม่นานมานี้ โดยมีโกมินทร์ คอยอยู่ฟังการสนทนาด้วย “เงือนไขของฉันมีเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือ หลังจากที่เรียนรู้ทักษะจากฉันไปแล้ว เธอจะต้องเข้าร่วมกับหอนพเก้า ในฐานะแพทย์และนักปรุงยา"
มู่ซือเหยียน ที่ได้ยินเช่นนั้น ก็รู้สึกสับสนขึ้นมาในทันที เพราะเธอไม่รู้ว่า นักปรุงยาที่ชิงเทียนกำลังพูกถึง คืออะไรกันแน่ และก่อนที่เธอจะเอ่ยอะไรออกมา ปลายนิ้วของชิงเทียน ก็แตะเข้าที่หน้าผากของหญิงสาว อย่างกระทันหัน ทำให้ความรู้เกี่ยวกับการแพทย์ และวิธีกลั่นโอสถ ถูกถ่ายทอดเข้าสู่สมองโดยตรง
ชิงเทียน มองใบหน้าของหญิงสาว ที่เต็มไปด้วยความตื่นตะลึง ตอนแรกเขาตั้งใจเอาไว้ว่า จะรับมู่ซือเหยียนเข้าเป็นศิษย์ แต่พอคิดดูอีกทีหากเขาทำเช่นนั้น มันก็ไม่ต่างจากการเพิ่มภาระให้กับตนเอง เขาจึงคิดว่าหากให้เธอคอยสนับสนุนด้านการรักษา คงจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด
-----------------------------------