ภายในห้องประชุม
ไม่มีใครพูดอยู่พักหนึ่ง
คำถามสุดท้ายยังคงลอยอยู่ในอากาศ
หากมีที่นั่งไม่เพียงพอสำหรับทุกคน...
ใครควรได้ไปก่อน?
กล้านั่งนิ่ง
สายตาของเขายังคงอยู่ที่เอกสารตรงหน้า
รายชื่อ
ตำแหน่ง
ความสามารถ
ประสบการณ์
ทุกอย่างถูกจัดเอาไว้เป็นหมวดหมู่
ราวกับว่ามนุษย์สามารถใช้กระดาษเพียงไม่กี่แผ่น...
ตัดสินได้ว่าใครควรมีสิทธิ์เดินทางไปยังโลกอีกใบ
“ผมคิดว่า”
เสียงหนึ่งดังขึ้น
ตัวแทนจากประเทศหนึ่งลุกขึ้น
“ก่อนที่เราจะตัดสินเรื่องจำนวน”
“เราควรตอบคำถามอีกข้อให้ได้ก่อน”
หลายคนหันไปมองเขา
“โลกใหม่มีอะไรอยู่ที่นั่นกันแน่?”
ไม่มีใครตอบทันที
กล้าเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
คำถามนั้น...
ฟังดูเรียบง่าย
แต่กลับทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไป
ตัวแทนคนเดิมกล่าวต่อ
“เรากำลังพูดถึงการส่งคนจำนวนหนึ่งเข้าไปในสถานที่ที่เราแทบไม่มีข้อมูล”
“เราไม่รู้ขนาดของโลก”
“ไม่รู้จำนวนประชากร”
“ไม่รู้ระดับอันตราย”
เขาหยุดเล็กน้อย
“และตอนนี้...”
สายตาของเขาเลื่อนไปยังเอกสารบางชุด
“เรายังเริ่มได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่จริง”
ไม่มีใครพูด
กล้ารู้ทันทีว่า
อีกฝ่ายกำลังพูดถึงอะไร
คำสองคำ
ที่ปรากฏอยู่ในข่าว
และทำให้ผู้คนทั่วโลกเริ่มพูดถึงโลกใหม่ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
“ผู้เป็นอมตะ”
คำพูดนั้นดังขึ้นอย่างชัดเจน
บรรยากาศในห้องเปลี่ยนทันที
บางคนขยับตัว
บางคนมองหน้ากัน
ตัวแทนหลายประเทศไม่ได้แสดงสีหน้าตกใจ
เพราะพวกเขารู้เรื่องนี้อยู่แล้ว
อย่างน้อย...
ก็รู้จากข้อมูลที่ถูกส่งมา
แต่การรู้จากเอกสาร
กับการพูดถึงมันต่อหน้าคนจำนวนมาก
เป็นคนละเรื่องกัน
ชายคนหนึ่งจากกลุ่มสิบห้าคนขมวดคิ้ว
“ข่าวมันไปไกลถึงขั้นนี้แล้วเหรอ?”
กล้าหันไปมอง
“ดูเหมือนจะใช่”
“ฉันนึกว่าจะปิดไว้ได้มากกว่านี้”
กล้าไม่ได้ตอบ
เพราะเขารู้ดีว่า
เรื่องแบบนี้...
ปิดไว้ไม่ได้ตลอดไป
โดยเฉพาะเมื่อโลกเริ่มมีผู้กลับมามากขึ้น
ตัวแทนอีกคนพูดขึ้น
“เรายังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะใช้คำว่าอมตะ”
“ถ้าอย่างนั้นเรียกว่าอะไร?”
มีเสียงถามกลับมาทันที
“บุคคลที่มีอายุยืนยาว?”
“ผู้ที่มีร่างกายแตกต่างจากมนุษย์?”
“หรือสิ่งมีชีวิตจากโลกอื่น?”
คำถามเริ่มตามมา
แต่ไม่มีคำตอบ
กล้านั่งฟังเงียบ ๆ
สำหรับคนจำนวนมากในห้องนี้
คำว่าอมตะ
อาจเป็นเพียงข้อมูล
เป็นหัวข้อในรายงาน
เป็นสิ่งที่ต้องตรวจสอบ
แต่สำหรับเขา...
โลกใหม่ไม่ใช่เรื่องที่อ่านจากเอกสาร
เขาเคยเห็นสิ่งที่โลกเดิมไม่สามารถอธิบายได้
เคยต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่จริง
และเคยยืนอยู่ในสถานที่ที่ทำให้เขาเข้าใจว่า
มนุษย์ไม่ได้เป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง
“ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่าคำนั้นถูกต้องหรือไม่”
เสียงประธานดังขึ้น
ทุกคนหันกลับไปด้านหน้า
“แต่คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากคำนี้ถูกเปิดเผย”
เขาหยิบเอกสารขึ้นมา
“ในช่วงที่ผ่านมา”
“เราเริ่มได้รับคำร้องจากหลายฝ่าย”
กล้านิ่งลง
“คำร้อง?”
ชายข้าง ๆ เขาพูดเบา ๆ
ประธานพยักหน้า
“บุคคลและองค์กรจำนวนหนึ่งต้องการเข้าร่วมการเดินทาง”
ภายในห้องเริ่มมีเสียงพูดคุย
“เพราะต้องการช่วยเหลือผู้ที่ยังติดอยู่?”
มีคนถาม
ประธานมองไปทางนั้น
“บางส่วน”
จากนั้นเขาก็พูดต่อ
“แต่ไม่ใช่ทั้งหมด”
ห้องประชุมเงียบลงอีกครั้ง
เอกสารชุดใหม่ถูกส่งออกมา
กล้าหยิบขึ้น
ครั้งนี้ไม่มีรายชื่อผู้สมัครตามปกติ
แต่เป็นรายการคำร้อง
มีทั้ง
สถาบันวิจัย
องค์กรเอกชน
กลุ่มทุน
และบุคคลที่มีชื่อเสียงในหลายประเทศ
กล้าดูอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนพูดขึ้นเบา ๆ
“เพราะเรื่องผู้เป็นอมตะ?”
ประธานหันมามองเขา
“ใช่”
คำตอบสั้น ๆ
แต่ทำให้ทุกคนเข้าใจทันที
คนบางกลุ่มไม่ได้สนใจว่า
โลกใหม่อันตรายแค่ไหน
ไม่ได้สนใจว่า
จะต้องช่วยเหลือใคร
สิ่งที่พวกเขาสนใจ...
คือสิ่งที่อาจอยู่ที่นั่น
“นี่มันเริ่มผิดทางแล้ว”
ชายข้างกล้าพูดขึ้น
น้ำเสียงเบา
แต่คนใกล้ ๆ ได้ยิน
ตัวแทนคนหนึ่งหันมาทันที
“คุณหมายความว่าอย่างไร?”
ชายคนนั้นมองกลับ
“ผมหมายความตามที่พูด”
“ครั้งแรกที่พวกเราไป”
“ไม่มีใครถามว่าโลกนั้นให้อะไรกับเรา”
เขาหยุด
“เพราะพวกเราไม่มีสิทธิ์เลือก”
คำพูดนั้นทำให้คนจำนวนหนึ่งเงียบลง
“แต่ตอนนี้”
เขาพูดต่อ
“คนกำลังเริ่มถามว่า ถ้าเข้าไปแล้ว...จะได้อะไรกลับมา”
ไม่มีใครตอบทันที
กล้ามองเอกสารในมือ
เขาไม่ได้คิดว่าทุกคนที่ต้องการไปเป็นคนไม่ดี
บางคนอาจต้องการหาความจริง
บางคนอาจต้องการศึกษา
บางคนอาจต้องการช่วยเหลือจริง ๆ
แต่ปัญหาคือ...
เมื่อสิ่งหนึ่งมีค่ามากพอ
คนที่เข้ามาหามัน
ก็จะไม่ได้มีเหตุผลเหมือนกันทั้งหมด
และคำว่า
อมตะ
มีค่ามากเกินกว่าจะไม่มีใครสนใจ
ประธานมองไปรอบห้อง
ก่อนกล่าวขึ้นช้า ๆ
“เพราะเหตุนี้”
“การเดินทางครั้งต่อไปจึงไม่สามารถถูกมองว่าเป็นเพียงการสำรวจ”
หลายคนเริ่มตั้งใจฟัง
“หากเราจัดการไม่ดี”
“มันอาจกลายเป็นการแข่งขันระหว่างประเทศ”
“การแข่งขันระหว่างองค์กร”
“หรือการแข่งขันเพื่อแย่งชิงสิ่งที่ยังไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่ามีอยู่จริง”
กล้านั่งนิ่ง
เขารู้ว่าอีกฝ่ายพูดถูก
เพราะการแย่งที่นั่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้...
เป็นเพียงจุดเริ่มต้น
“แล้วจะทำอย่างไร?”
มีคนถาม
ประธานไม่ได้ตอบทันที
เขาหันไปมองกลุ่มสิบห้าคน
รวมถึงกล้า
“เราต้องแยกเรื่องออกจากกัน”
“เรื่องแรก”
เขายกนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว
“การเดินทาง”
“ต้องมีเป้าหมายชัดเจน”
“และต้องไม่อนุญาตให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเข้าไปเพียงเพราะต้องการผลประโยชน์”
บางคนสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“เรื่องที่สอง”
นิ้วที่สองถูกยกขึ้น
“ข้อมูลเกี่ยวกับผู้เป็นอมตะ”
ห้องประชุมเงียบสนิท
“จะยังไม่ถูกใช้เป็นเหตุผลในการคัดเลือกผู้เดินทาง”
คำพูดนั้นทำให้เกิดเสียงกระซิบ
ทันที
กล้าพิงหลังกับเก้าอี้
อย่างน้อย...
ก็ยังมีคนที่เห็นปัญหาเดียวกัน
แต่ตัวแทนคนหนึ่งยกมือขึ้น
“แล้วถ้าสิ่งที่เรียกว่าผู้เป็นอมตะมีอยู่จริงล่ะ?”
ไม่มีใครตอบ
เขาพูดต่อ
“ถ้าพวกเขามีวิธีทำให้มนุษย์มีอายุยืนขึ้น?”
“หรือมีความรู้ที่โลกของเราไม่มี?”
“เราจะปล่อยให้ประเทศอื่นเข้าไปก่อนหรือ?”
คำถามนั้นทำให้ห้องประชุมกลับมาตึงเครียดทันที
กล้าหลับตาลงชั่วครู่
แล้วถอนหายใจเบา ๆ
นี่แหละ...
สุดท้ายมันก็กลับมาเรื่องเดิม
ใครจะได้ไปก่อน
“ผมขอพูดอะไรหน่อย”
กล้าพูดขึ้น
เสียงในห้องเงียบลง
เขาไม่ชอบการพูดต่อหน้าคนจำนวนมาก
ยิ่งในห้องแบบนี้...
ยิ่งไม่ชอบ
แต่ถ้าปล่อยให้เรื่องดำเนินต่อไป
เขารู้สึกว่า
มันจะไปไกลกว่านี้
“ผมไม่รู้เรื่องผู้เป็นอมตะมากพอจะอธิบายให้ทุกคนฟัง”
เขาพูดตรง ๆ
“และผมคิดว่า คนที่นี่ส่วนใหญ่ก็เหมือนกัน”
ไม่มีใครขัด
“แต่ผมรู้เรื่องหนึ่ง”
กล้ามองไปรอบห้อง
“ถ้าเราเริ่มต้นด้วยความคิดว่า อีกโลกหนึ่งมีอะไรให้เราเอากลับมา”
เขาหยุด
“ผมคิดว่าเราจะพลาดตั้งแต่ก่อนเดินทาง”
ความเงียบกลับมาอีกครั้ง
กล้าไม่ได้พูดต่อ
เขาไม่จำเป็นต้องพูดยาว
เพราะเขาไม่ได้อยู่ตรงนั้นเพื่อโน้มน้าวใคร
เขาเพียงพูดในสิ่งที่ตัวเองคิด
ชายข้าง ๆ เขายิ้มเล็กน้อย
“พูดดีนี่”
กล้าหันไปมอง
“เงียบไปเลย”
“ฉันชมอยู่”
“ไม่ต้องชม”
อีกฝ่ายหัวเราะเบา ๆ
เป็นเสียงหัวเราะสั้น ๆ
แต่ในห้องที่ตึงเครียด
มันกลับทำให้คนหลายคนผ่อนคลายลงเล็กน้อย
การประชุมดำเนินต่อไปอีกพักใหญ่
แต่ไม่มีการตัดสินใจเรื่องรายชื่อ
ไม่มีประเทศใดได้รับจำนวนที่นั่ง
และไม่มีใครได้รับสิทธิ์พิเศษ
ข้อสรุปสุดท้ายมีเพียงไม่กี่ข้อ
การเดินทางครั้งต่อไป...
ยังต้องเกิดขึ้น
แต่จำนวนผู้เดินทาง
ยังไม่ถูกกำหนด
รายชื่อผู้สมัคร
ยังไม่ถือเป็นการคัดเลือก
และข้อมูลเกี่ยวกับผู้เป็นอมตะ
จะยังไม่ถูกใช้เป็นเหตุผลให้บุคคลหรือประเทศใด
ได้รับสิทธิ์มากกว่าผู้อื่น
เมื่อประธานประกาศพักการประชุม
ผู้คนเริ่มลุกขึ้น
เก้าอี้ถูกเลื่อน
เสียงพูดคุยกลับมาอีกครั้ง
กล้ายังคงนั่งอยู่ที่เดิม
มองเอกสารตรงหน้า
ชายที่นั่งข้าง ๆ ลุกขึ้นก่อน
“ไปหาอะไรกินไหม?”
กล้าเงยหน้าขึ้น
“ตอนนี้เนี่ยนะ?”
“ประชุมมาทั้งวันแล้ว”
“ฉันยังไม่หิว”
“ฉันหิว”
กล้ามองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนลุกขึ้น
“งั้นนายเลี้ยง”
ชายคนนั้นชะงัก
“ทำไมฉันต้องเลี้ยง?”
“นายเป็นคนชวน”
“ตรรกะอะไรของนายวะ”
“ตรรกะของคนที่ยังไม่อยากจ่าย”
“ไอ้...”
กล้าเดินผ่านเขาไป
อีกฝ่ายรีบเดินตาม
“เดี๋ยวสิ!”
ทั้งสองเดินออกจากห้องประชุม
ด้านนอกยังมีเจ้าหน้าที่เดินไปมา
ตัวแทนจากหลายประเทศกำลังพูดคุยกันเป็นกลุ่ม
กล้าเดินผ่านพวกเขา
โดยไม่ได้หยุดฟัง
เพราะเขารู้ว่า
การประชุมอาจพัก
แต่เรื่องทั้งหมดไม่ได้หยุด
ในอีกไม่กี่วัน
อีกไม่กี่สัปดาห์
การถกเถียงคงกลับมาอีกครั้ง
รายชื่อจะเพิ่มขึ้น
ประเทศต่าง ๆ จะยังคงต้องการสิทธิ์
และข่าวเรื่องผู้เป็นอมตะ...
คงไม่หายไปไหน
กล้าหยุดเดินชั่วครู่
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
หน้าจอมีข่าวใหม่ปรากฏขึ้น
เขามองมันเพียงไม่กี่วินาที
ก่อนปิดหน้าจอ
แล้วเดินต่อ
“ไม่อ่านเหรอ?”
ชายข้าง ๆ ถาม
กล้าส่ายหน้า
“พอแล้วสำหรับวันนี้”
“เรื่องโลกใหม่?”
“เรื่องโลกใหม่”
ชายคนนั้นเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนพูดขึ้น
“แล้วนายยังจะไปไหม?”
กล้าหยุดเดินอีกครั้ง
คราวนี้...
เขาไม่ได้ตอบทันที
ภาพหลายอย่างผ่านเข้ามาในหัว
โลก 1
ผู้คนที่ยังไม่กลับมา
เพื่อนที่ยังอยู่ที่ไหนสักแห่ง
และโลกอีกใบ...
ที่เขายังไม่รู้ว่าจะได้กลับไปเห็นอีกหรือไม่
กล้ามองไปข้างหน้า
“ถ้ามีโอกาส”
เขาตอบ
“ก็ไป”
รถเคลื่อนออกจากอาคารในเวลาต่อมา
กล้านั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง
ท้องฟ้าของโลกเดิมยังคงเหมือนเดิม
ชีวิตที่ยืนยาวเกินกว่ามนุษย์ทั่วไปจะมี
รถยังคงเคลื่อนต่อไป
และภาพของโลกเดิม
ค่อย ๆ เลื่อนผ่านสายตาของกล้า
แต่ในหัวของเขา...
กลับไม่ได้คิดถึงเรื่องการประชุมอีกแล้ว
กล้านั่งนิ่งอยู่ตรงเบาะหลัง
มองผู้คนที่เดินอยู่ตามริมถนน
รถที่แล่นสวนกัน ร้านค้า อาคาร
ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม
เหมือนกับก่อนวันที่ชีวิตของพวกเขาจะเปลี่ยนไป
แต่สำหรับเขา...
มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
กล้าค่อย ๆ เอนศีรษะพิงเบาะ
ก่อนภาพของคนสองคนจะปรากฏขึ้นในความคิด
นัทและมาร์โก
ยังอยู่ในโลกนั้น
กล้าไม่รู้ว่า
ตอนนี้ทั้งสองกำลังทำอะไรอยู่
ยังปลอดภัยดีหรือเปล่า
ได้รับบาดเจ็บหรือไม่
มีช่วงเวลาไหนบ้างไหม...
ที่ต้องต่อสู้จนแทบเอาชีวิตไม่รอด
หรือบางที
พวกเขาอาจกำลังเผชิญกับอันตราย
โดยที่คนในโลกเดิมอย่างเขา
ไม่มีทางรู้เลยด้วยซ้ำ
กล้าหลุบตามองมือตัวเอง
เขาเคยคิดว่า...
หากมีโอกาสกลับมา
ทุกอย่างคงดีขึ้น
แต่เมื่อกลับมาจริง ๆ
เขากลับพบว่า
การกลับมา...
ไม่ได้หมายความว่าจะหยุดเป็นห่วงคนที่ยังอยู่ข้างหลัง
นัทเป็นยังไงบ้างนะ...
กล้าคิด
มาร์โกเองก็คงไม่ต่างกัน
ทั้งสองคน
ยังคงเดินอยู่ในโลกที่เขาเคยสัมผัส
โลกที่ไม่สามารถรู้ได้เลยว่า
วันพรุ่งนี้จะต้องเจอกับอะไร
กล้าหันกลับไปมองนอกหน้าต่าง
ท้องฟ้าของโลกเดิมค่อย ๆ เคลื่อนผ่านสายตา
เขาไม่รู้ว่า
จะได้พบทั้งสองอีกเมื่อไร
แต่มีเรื่องหนึ่ง
ที่กล้าหวังอยู่เงียบ ๆ
อย่างน้อย...
ขอให้พวกเขายังมีชีวิตอยู่
และปลอดภัยดี
แต่กล้าหารู้ไม่ว่า...
ณ เวลานั้น
ในโลกอีกใบ
“เร็วอีกสิวะ!”
เสียงตะโกนดังขึ้นท่ามกลางสายลม
“แกนั่นแหละ! อย่ามาอ้างทีหลังแล้วกัน!”
เสียงของมาร์โกตะโกนกลับมา
ร่างของสัตว์ขนาดใหญ่สองตัวกำลังพุ่งไปข้างหน้า
ฝุ่นฟุ้งกระจายตามทางที่พวกมันวิ่งผ่าน
นัทโน้มตัวไปด้านหน้า
มือจับอานแน่น
“รีอัก! เร็ว!”
“โว้ย! แกจะบีบขาทำไมอีก!”
มาร์โกตะโกนจากด้านข้าง
“มันกำลังเร่งอยู่แล้ว!”
“ก็แข่งกันอยู่ไม่ใช่หรือไง!”
“ก็ใช่!”
“งั้นก็เร็วสิ!”
“ไอ้นี่!”
อัมบร้าพุ่งไปข้างหน้า
มาร์โกหัวเราะเสียงดัง
“ฮ่า ๆ ๆ! เห็นไหม!”
“อัมบร้าเร็วกว่า!”
นัทหันไปมอง
“เพิ่งแซงไปนิดเดียวเอง!”
“นิดเดียวก็แซง!”
“รีอัก!”
เสียงฝีเท้าดังสนั่น
ทั้งสองคนพุ่งผ่านเส้นทางไปอย่างไม่มีใครยอมใคร
“แกแพ้แน่!”
“ฝันไปเถอะ!”
“มาร์โก! อย่าตัดหน้า!”
“ใครตัดก่อนคนนั้นแพ้!”
“มันมีกฎแบบนั้นที่ไหน!”
“ฉันเพิ่งตั้ง!”
“ไอ้โกง!”
“ฮ่า ๆ ๆ!”
เสียงหัวเราะดังออกไปตามเส้นทาง
ขณะที่กล้าในโลกเดิม
ยังคงนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างรถ
และกำลังเป็นห่วงว่านัทกับมาร์โก...
จะปลอดภัยดีหรือไม่
แต่ดูเหมือนว่า...
อย่างน้อยในตอนนี้
ทั้งสองคนยังสบายดีเกินคาด