จักรวาลนี้กว้างใหญ่นักหากเจ้าต้องการปกป้องคนที่เจ้ารักเจ้าก็จงเข้มแข็งขึ้น เจ้าเองไม่ต้องตกใจกับการลดลงของขั้นฝึกฝนตอนนี้เส้นชีพจรของเจ้าหลอมรวมกับเส้นชีพจรลมปราณของเทพมังกรไปแล้วทะเลปราณของเจ้าจะขยายใหญ่มากยิ่งขึ้น”
“ปริมาณลมปราณที่เจ้าสามารถใช้ได้จึงมีมากกว่าคนอื่น ๆ นับร้อยเท่า พันเท่า แต่เจ้าเองก็ต้องทนรับการยกระดับวรยุทธ์ต่อจากนี้ไปของเจ้าจะยากขึ้นมากว่าเดิมหลายเท่าตัวยิ่งระดับขั้นยิ่งสูงเจ้าก็ต้องใช้ทรัพยากรที่มากกว่าคนอื่นแต่ว่ากำลังฝีมือของเจ้าสามารถต่อสู้กับผู้ที่มีระดับวรยุทธ์ที่สูงกว่าได้อย่างไม่ยากเย็น”
“เจ้าลองสำรวจร่างกายของเจ้าดูตอนนี้เจ้าอยู่ในขั้นสวรรค์ระดับแปดก็จริงแต่เจ้าสัมผัสได้ไหมว่าลมปราณของเจ้าอยู่ในระดับใด”
เฟิ่งหยูลองใช้จิตสัมผัสตรวจสอบร่างกายของตนพบว่าร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นเป็นอย่างมาพลังปราณที่เขามีอยู่มากพอ ๆ กับคนที่ฝึกฝนอยู่ในขั้นราชันสวรรค์ระดับห้า ซึ่งต่างกันหกขั้นย่อยเลยทีเดียวเมื่อก่อนเขาอาจจะใช้ค่ายกลช่วยเหลือในการสู้รบกับผู้ที่แข็งแกร่งกว่าแต่ตอนนี้เฟิ่งหยูสามารถใช้ฝีมือของตนเองต่อสู้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ค่ายกลช่วยเหลือแต่ค่ายกลก็ยังเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ที่เฟิ่งหยูใช้ในการต่อสู้กับผู้ที่แข็งแกร่งกว่า
แต่ก่อนเฟิ่งหยูต้องฝึกฝนโดยใช้ทรัพยากรมากมายเพื่อปลุกกายเซียนเมื่อกายเซียนของเขาตื่นขึ้นมาเฟิ่งหยูเองก็ต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มอีกตอนนี้เฟิ่งหยูได้หลอมรวมเส้นชีพจรลมปราณเทพมังกรเขายิ่งต้องใช้ทรัพยากรและความมุ่งมั่นมากว่าคนอื่นมากมายนัก
“นับวันการฝึกฝนของข้าต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้นเรื่อย ๆท่านผู้อาวุโสท่านพอจะบอกข้าได้ไหมว่าคนโบราณเขาฝึกฝนกันยังไงถึงได้มีทรัพยากรและความสามารถได้ถึงขนาดกลายเป็นพระเจ้าได้เลย”
“ทรัพยากรนั้นมีมากมายในจักรวาลนี้ เพียงแต่ว่าเจ้าจะหามันพบหรือไม่ ส่วนทำไมคนโบราณฝึกฝนกันยังไงนั้นคำตอบมันก็ชัดเจนอยู่แล้วเจ้าเองก็รู้อยู่แก่ใจของเจ้าเอง โชค วาสนา เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ส่วนความสำเร็จของผู้คนก็ต้องอาศัยความมานะบากบั่นความมุ่งมั่น ความขยัน ความอดทนอดกลั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือจิตใจที่เข้มแข็ง”
“ตัวเจ้าเองอายุก็ยังน้อย โอกาสก้าวหน้ายังมีอีกยาวไกลจงค่อยเป็นค่อยไปสร้างรากฐานของเจ้าให้มั่นคงแล้วอนาคตของเจ้าจะมีแต่ความรุ่งโรจน์”
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโส ข้าจะจดจำคำสั่งสอนของท่านไว้อย่างขึ้นใจ”
“ถึงเวลาพักผ่อนของข้าแล้ว ขอให้เจ้าโชคดี เจ้าหนู”
ร่างมังกรค่อยๆ สลายและจางหายไปเสามังกรทั้งสามสิบหกต้นเริ่มล้มลงทีละต้นทีละต้นจนหมด ฝุ่นปลิวฟุ้งไปทั่วเฟิ่งหยูยืนอยู่ตรงกลางอย่างสง่างามพลังลมปราณที่เข้มข้นอัดแน่นอยู่ภายในตัวของเขาเฟิ่งหยูนั่งลงพร้อมกับคำนับสามครั้ง
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสมังกร ข้าสัญญาจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง”
เฟิ่งหยูกลับเข้าไปในเจดีย์ฟ้าสวรรค์ เขาเปรียบเสมือนได้ชีวิตใหม่พละกำลังความเชื่อมั่น ความมุ่งมั่นที่เขาได้รับสืบทอดมาเขาสำรวจเส้นชีพจรลมปราณของเขาอย่างละเอียดพบว่ามันมีสีทองและหลอมรวมกับเส้นชีพจรของเขา
เฟิ่งหยูเดินไปหาผู้อาวุโสอู่หวังฉีที่กำลังมองดูนกวิหกเพลิงอมตะที่ตอนนี้โตขึ้นเกือบสามเมตรแล้วบินวนอยู่รอบต้นพฤกษาโลกา
“ท่านกำลังทำอะไรอยู่หรือผู้อาวุโส?”
“ข้ากำลังดูต้นพฤกษาโลกาต้นอ่อนต้นนี้อยู่”
ต้นไม้ขนาดสิบคนโอบสูงราว ๆ หนึ่งร้อยจั้งเห็นจะได้
“ท่านผู้อาวุโสท่านปลูกต้นพฤกษาโลกาไว้กี่ต้นกันนี่”
“ข้าปลูกทั้งหมดสิบหกต้นแต่ต้นที่เจ้าย้ายมาตอนนี้สูงเกือบห้าพันจั้งแล้วหละเจ้าเองก็มัวแต่ฝึกฝนจนอาณาบริเวณทั่วทั้งเจดีย์ฟ้าสวรรค์จะเป็นป่ารกไปแล้วหากข้าไม่ดูแลป่านนี้เจ้าคงตามหาข้าไม่เจอ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
“ข้าต้องขอโทษท่านผู้อาวุโสจริง ๆ ข้ามัวแต่ยุ่ง จริง ๆ นั่นแหละ”
“ว่าแต่เจ้าวิหกเพลิงอมตะตัวนี้ตอนนี้มันอยู่ระดับที่ห้าแล้วนี่ท่านผู้อาวุโส”
“เวลาที่นี่มันผ่านไปกี่ปีแล้วตั้งแต่เจ้าช่วยมันมาได้ก็ผ่านมาเกือบจะสี่ปีแล้วเวลาในนี้สี่ปีมันก็เท่ากับพันกว่าปีเข้าไปแล้ว ”
“เสี่ยวเลี่ยง ลงมานี่ก่อน” อู่หวังฉีเรียกวิหกเพลิงอมตะตัวนั้น
เสี่ยวเลี่ยงบินวนอยู่ครู่หนึ่งจึงถลาลงมาอยู่ข้างๆ อู่หวังฉีพร้อมกับนำศีรษะขนาดใหญ่ของมันมาถูข้างลำตัวเฟิ่งหยู
“พูดถึงเสี่ยวเลี่ยงข้าแทบจะลืมไปเลยว่าข้ายังมีของอีกอย่างที่ยังไม่เคยเอาออกมาใช้เลย”
“เจ้ายังมีอะไรอีกหรือที่ยังไม่ได้เอาออกมาใช้”
เฟิ่งหยูส่งจิตสัมผัสออกไปกระตุ้นวิหารสุริยัน จันทรามันพลันขยายใหญ่ขึ้นมาทันที เขาวางมันไว้ใกล้ๆ กับต้นพฤกษาโลกา
“วิหารสุริยัน จันทรานะ ท่านผู้อาวุโสข้าได้หลังจากที่ช่วยเสี่ยวเลี่ยง แต่ข้ายังไม่สามารถเปิดใช้งานวิหารสุริยันจันทราได้ เพราะการฝึกฝนของข้ายังไม่ถึงระดับเทวะ ตอนนี้เป็นได้เพียงที่พักไปก่อน”
“วิหารสุริยัน จันทรา ข้าเองก็เคยได้ยินชื่อเสียงมาก่อนแต่มันก็หายสาบสูญไปนานมาแล้ว เจ้านี่มีวาสนาจริง ๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
“ว่าแต่ท่านผู้อาวุโสทำไมดูหน้าของเสี่ยวเลี่ยงไม่ค่อยจะสดชื่นเลยหละ ทำไมหน้ามันถึงเศร้าๆ อย่างนั้น” เฟิ่งหยูสังเกตตั้งแต่เสี่ยวเลี่ยงเอาหัวของมันเข้ามาถูกับตัวเขาแล้ว
“มันคงจะเหงานะมันเป็นสัตว์อสูรประเภทนกเพียงตัวเดียวที่อยู่ในเจดีย์ฟ้าสวรรค์แห่งนี้มันก็คงจะเหงาบ้างเป็นธรรมดา แม้จะอยู่กับข้าตั้งแต่มันยังเล็กแต่มันก็ยังคงต้องการเพื่อนอยู่ว่าง ๆ เจ้าก็พามันออกไปโลกภายนอกบ้างก็แล้วกัน”
“ได้สิท่านผู้อาวุโส เดี๋ยวออกไปรอบนี้ข้าจะพามันออกไปเปิดหูเปิดตามโลกภายนอกเองช่วงนี้พวกท่านปู่เป็นยังไงกันบ้างท่านผู้อาวุโส”
“พวกเขาฝึกฝนจนเกือบจะถึงขั้นราชันเทวะกันแล้วหละ คงมีแต่เจ้าพวกนั้นแหละที่ทะเลาะกันได้ทุกวัน”
ตอนนี้คงจะเรียกได้ว่ามีฝีมือมากที่สุดในทวีปฟ้าครามแห่งนี้ไปแล้ว
“เจ้าเองก็เถอะตอนนี้วางแผนจะทำอะไรต่อไปอย่างนั้นหรือ?”
“ข้าว่าจะไปติดตั้งค่ายกลที่อาณาต่าง ๆ ในทวีปฟ้าครามนี้”
หลังจากเฟิ่งหยูพูดคุยกับผู้อาวุโสอู่หวังฉีเสร็จ เขาก็ไปเยี่ยมเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายพร้อมกับแวะไปดูแปลงสมุนไพรของเขาตอนนี้แปลงสมุนไพรของเขาแทบจะเรียกได้ว่ากว้างขวางเป็นอย่างมาก เนื้อที่ราว ๆสองหมื่นหมู่เข้าไปแล้ว (หนึ่งหมู่เท่ากับ 166 ตารางวา หรือ 666 ตารางเมตร)
แทบจะเรียกได้ว่าโลกในเจดีย์ฟ้าสวรรค์สำหรับเฟิ่งหยูตอนนี้เป็นโลกใบเล็กๆอีกโลกหนึ่งไปแล้ว
เฟิ่งหยูอยู่ฝึกฝนในเจดีย์ฟ้าสวรรค์จนร่างกายของเขาเริ่มคุ้นเคยกับพลังปราณที่เกิดจากเส้นชีพจรลมปราณเทพอสูรจุดตันเถียนของเฟิ่งหยูขยายออกไปอย่างรวดเร็วพลังลมปราณในจุดตันเถียนของเฟิ่งหยูอัดแน่น และทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง
เฟิ่งหยูได้คิดค้นกระบวนท่าฝ่ามือขึ้นมาโดยการประสานอินเข้าสู่ฝ่ามือและควบแน่นพลังปราณของเขาไว้หลอมรวมกันเฟิ่งหยูฝึกฝนจนได้รับพลังที่แข็งแกร่งทำให้การออกฝ่ามือนั้นเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เฟิ่งหยูฝึกฝนทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนในที่สุดเฟิ่งหยูจึงสามารถสร้างกระบวนท่าที่ทรงพลังออกมาได้เขาตั้งชื่อกระบวนท่านี้ว่า “ฝ่ามือมังกรจุติ”
เฟิ่งหยูออกจากเจดีย์ฟ้าสวรรค์และเริ่มเดินทางออกจากป่าอสูรแดนใต้เข้าสู่เขตของสัตว์อสูรนางพญาแมงมุมแม่ม่ายดำพวกมันยังคงตามหาเฟิ่งหยูอยู่
“เจ้าพวกนี้ตามไม่เลิกจริงๆ”
“หากไม่สู้พวกมันคงไม่เลิกรา”เฟิ่งหยูก้าวไปหยุดอยู่ตรงลานกว้างเพียงไม่นานแมงมุมแม่ม่ายดำจำนวนมากก็เข้าห้อมล้อมเขา
“เจ้ามนุษย์ เจ้าช่างหลบซ่อนเก่งจริงๆ เลยนะ”
“อย่าคิดว่าเพียงแค่เจ้ามีพลังนิดหน่อยแล้วจะสามารถพูดเช่นนี้กับข้าได้เจ้าเองก็เป็นแค่ลิ่วล้อ ข้าขอแนะนำให้เจ้าหัดใช้สมองให้มากกว่านี้หน่อย”เฟิ่งหยูโต้ตอบออกไป
นัยน์ตาของแมงมุมแม่ม่ายดำแดงกำไอพลังดุร้ายระเบิดออกมาพลังปราณสีม่วงคุโชนจากตัวของแมงมุมแม่ม่ายดำทั้งหมด
ถึงพวกมันจะเป็นเพียงแค่ลิ่วล้อ ทว่ามันมีความทระนงสูงมันไม่คิดเลยว่ามนุษย์ตัวเล็กๆ เพียงคนเดียวจะกล้าดูถูกมันถึงเพียงนี้
“เจ้ามนุษย์ เจ้าแส่หาเรื่องใส่ตัวเจ้าเองนะข้าเตือนเจ้าให้เจ้ามากับข้าซะโดยดี ไม่เช่นนั้นเจ้าจะเสียใจภายหลัง”
คลื่นพลังรุนแรงม้วนตัวซัดเข้ามาจากใต้พื้นดิน พื้นดินแต่ละชั้นแตก และแยกออกจากกันก้อนหินถูกหอบลอยขึ้นฟ้า
ดวงตาเฟิ่งหยูเบิกกว้างขึ้น แสงสีทองพรั่งพรูออกจาฝ่าเท้าเขากระทืบเท้าลงบนพื้น เสียงดังสนั่นหวั่นไหว รอยแตกร้าวยาวเป็นทางพลังงานทั้งสองเข้าปะทะกันอย่างดุเดือด ฝุ่นควันลอยฟุ้งไปทั่วก้อนหินใหญ่น้อยแตกเป็นผุยผง
เฟิ่งหยูยกดาบราชันย์ขึ้นเหนือศีรษะ กวัดแกว่งขึ้นกลางอากาศผสมผสานพลังฟ้าดิน พลังลมปราณหลอมรวมร่วมกับเปลวเพลิงฟ้าสวรรค์พลังปราณเอ่อล้นทะลักไปด้วยพลังที่เปี่ยมล้นในเวลาเดียวกันมันเข้าปกคลุมทั่วผืนฟ้าและแผ่นดิน จากนั้นพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
“หงส์เพลิงเบิกนภา”
ครืนนนนน.......
ทั่วทั้งท้องฟ้าเต็มไปด้วยเปลวเพลิงสีฟ้าใส พุ่งลงมาจากท้องฟ้าแสงเพลิงสีฟ้าส่องประกายสว่างจ้า
ตู้มมม
คราวนี้พลังทำลายล้างขอ “หงส์เพลิงเบิกนภา”มีพลังทำลายล้างที่กว้างถึง 100 วา เลยทีเดียว (200 เมตร)แมงมุมแม่ม่ายดำภายในบริเวณนั้นกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดเพียงพริบตาเดียวแมงมุมแม่ม่ายดำทั้งหมดถูกเผาทำลายไปจนสิ้นเหลือไว้เพียงแก่นธาตุอสูร
เฟิ่งหยูให้จิตสัมผัสตรวจสอบและตามหานางพญาแมงมุมแม่ม่ายดำเพียงไม่นานเฟิ่งหยูก็สามารถระบุตำแหน่งของมันได้เฟิ่งหยูพุ่งกระโจนไปหานางพญาแมงมุมแม่ม่ายดำด้วยความรวดเร็ว
ไม่ถึงหนึ่งก้านธูปเฟิ่งหยูมาถึงถ้ำที่อยู่อาศัยของนางพญาแมงมุมแม่ม่ายดำ
“เฮ้!!เจ้าแมงมุมพวกเจ้าตามหาข้าอยู่ไม่ใช่หรือ ข้ามาถึงหน้าถ้ำของเจ้าแล้วยังไม่ออกมาต้อนรับกันอีกหรือ” เฟิ่งหยูตะโกนเสียงดัง
“เจ้ามนุษย์ตัวน้อย รนหาที่ตายจริงๆคิดหรือว่าข้าจะปล่อยเจ้าไป”
นางพญาแมงมุมแม่ม่ายดำเดินออกมาจากถ้ำในรูปลักษณ์ของหญิงสาวสวมชุดสีดำสนิทริมฝีปากของนางเป็นสีม่วง นัยน์ตาสีแดงดูน่ากลัวเป็นอย่างมาก
เฟิ่งหยูกำชับดาบราชันย์ไว้แน่น บรรยากาศพลันเงียบลงสีหน้าของเฟิ่งหยูเย็นยะเยือก เขาเดินไปข้างหน้าพลางแค่นเสียงเย็นชากล่าวออกมาว่า
“ข้าเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเจ้าจะสังหารข้าได้อย่างไร”
“ฮึ” นางพญาแมงมุมแม่ม่ายดำแค่นสียงแววตาสีแดงของมันทอดมองออกไป อุณภูมิโดยรอบพลันลดต่ำลง