เรื่องขอร้อง
“คุณเป็นคนที่เข้าใจอะไรได้ง่ายดี ที่ฉันช่วยคุณมีสองเหตุผล” ฉู่หว่านเอ๋อร์พูด “เหตุผลแรก เพราะยันต์วิเศษของคุณทำให้ขาของพ่อของฉันหายจากการที่เดินไม่ได้มายี่สิบปี พ่อจึงให้ฉันค้นหาคุณ เพื่อตอบแทนคุณ และยึดถือคุณเป็นผู้มีพระคุณของตระกูล ส่วนเหตุผลที่สองฉันมีเรื่องขอร้องคุณ”
หลินเฉินฟังคำพูดของเธอจบ ต้องขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาแน่นอนว่าขมวดคิ้วในเหตุผลที่สองของฉู่หว่านเอ๋อร์ เหตุผลแรกเขาพอเข้าใจ
“ขอร้องอะไร?” แม้ว่าปากจะถามออกไป แต่เขาก็พอคิดได้อยู่บ้างว่า ไม่แน่เรื่องที่เธอขอร้อง จะเป็นการขอซื้อยันต์จากเขาเพิ่ม จะไม่ให้เขาคิดไปในทิศทางนี้ได้ยังไง ก็ยันต์ของเขาในสายตาของคนธรรมดาพิเศษขนาดนั้น
ฉู่หว่านเอ๋อร์ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูด “คุณพอจะมียันต์วิเศษอีกไหม?”
‘เป็นอย่างที่คิด’ หลินเฉินคิดในใจ ก่อนตอบ “ก็พอมีอยู่บ้าง”
“คุณจะว่าอะไรไหม ถ้าฉันอยากจะขอซื้อยันจากคุณเพิ่ม” ฉู่หว่านเอ๋อร์พูด “ส่วนเรื่องราคาคุณพูดมาได้เลย ฉันพร้อมจ่าย จะเรียกสูงเท่าไหร่ก็ได้”
ถ้าฉู่หว่านเอ๋อร์มาถามก่อนหน้านี้ เขาแน่นอนว่าจะไม่ขาย แต่ในเมื่อเธอยื่นมือช่วยเขา แม้ว่าเขาจะไม่ต้องการให้ช่วยก็เถอะ เขาจะขายให้เธอสักครั้ง “คุณต้องการยันต์อะไร ยันต์รักษาหรือว่ายันต์ป้องกัน?”
“ฉันต้องการยันต์รักษา!” ฉู่หว่านเอ๋อร์รีบตอบในทันที “ขอฉันซื้อสักสองแผ่นก็พอ”
เธอแน่นอนว่าจะไม่ขอซื้อมากกว่านี้ เพราะเธอคิดว่ายันต์วิเศษแบบนี้ หลินเฉินคงจะมีไม่มากเช่นเดียวกัน การโลภมากไม่ใช่สิ่งที่ดี เธอเข้าใจจุดนี้มาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากพ่อแม่ของเธอสอนมาดี
“ไม่มีปัญหา ส่วนราคาก็แผ่นละห้าหมื่นหยวนเหมือนเดิม” หลินเฉินพูดโดยไม่จำเป็นที่จะต้องคิด นิสัยของผู้หญิงคนนี้ค่อนข้างที่จะดี เพราะเธอไม่โลภมาก ถ้าเธอโลภมาขอซื้อเป็นสิบแผ่น เขาย่อมไม่ขายให้เธอแม้แต่แผ่นเดียว
ต่อให้เธอเป็นคนในตระกูลใหญ่ของเซี่ยงไฮ้ เขาก็ไม่มีกลัว ไม่ว่าใครหน้าไหนล้ำเส้นเขาเกินไป หนทางเดียวที่ไปได้ มีแต่นรกเท่านั้น!
กับคำตอบของหลินเฉิน ฉู่หว่านเอ๋อร์ชะงักไปครู่หนึ่ง เธอมีความประหลาดใจแสดงออกมาบนใบหน้า คิดไม่ถึงว่าหลินเฉินจะไม่โลภขายให้เธอในราคาแพงๆ เลย แต่กลับขายในราคาที่เคยขาย เธอต้องมองผู้ชายคนนี้ใหม่แล้ว
“ตกลง ห้าหมื่นหยวน เป็นเงินสดสินะ” เธอถาม
หลินเฉินยิ้มเล็กน้อย ดูเหมือนว่าเธอจะจำได้ว่าเขาเคยบอกว่าไม่มีบัญชีธนาคาร “ใช่”
ฉู่หว่านเอ๋อร์หยิบเงินออกมาจากกระเป๋าใส่ซองกระดาษที่เตรียมไว้ จากนั้นส่งให้หลินเฉิน
เขารับมา ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง แหวนมิติเรืองแสงขึ้นวูบหนึ่ง ยันต์รักษาสองแผ่นก็ปรากฏขึ้นมาในมือของเขา เขาถอดมือออกมาจากกระเป๋ากางเกง ส่งยันต์รักษาสองแผ่นให้กับฉู่หว่านเอ๋อร์
เธอรับไปด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณคุณมาก”
“ไม่จำเป็นต้องขอบคุณ พวกเราซื้อขายกันอย่างเท่าเทียม” หลินเฉินโบกไม้โบกมือไปมา “ถ้าหมดธุระแล้ว ผมคงต้องขอตัวก่อน”
เขาเตรียมที่จะเปิดประตูรถเพื่อออกไป อย่างไรก็ตาม ฉู่หว่านเอ๋อร์หยุดเขาไว้ “ให้ฉันไปส่งคุณเถอะ”
หลินเฉินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็พยักหน้า คิดว่ามันก็ดีเหมือนกัน บ้านเขากับสถานีตำรวจห่างกันอยู่มากทีเดียว ถ้าเขากลับเอง มีแต่ต้องเรียกแท็กซี่เท่านั้น “อย่างนั้นก็รบกวนด้วย”
ฉู่หว่านเอ๋อร์เรียกคนขับรถที่ยืนรออยู่ข้างรถเข้ามา จากนั้นบอกทิศทาง รถลีมูซีนคันหรูราคาแพงก็ถูกขับออกไป
“คุณจะว่าอะไรไหม ถ้าฉันจะขอเบอร์คุณไว้ติดต่อ” ขณะที่รถวิ่งไปบนถนน ฉู่หว่านเอ๋อร์ได้ถาม
“เบอร์ผม?” หลินเฉินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย พลางส่ายหน้า “เสียใจด้วย ผมไม่มีโทรศัทพ์”
ฉู่หว่านเอ๋อร์ไม่แปลกใจที่หลินเฉินจะไม่มีโทรศัทพ์ เพราะข้อมูลของเขาที่เธอหามาได้ เขาหายตัวไปเป็นเวลาหกปี ไม่แน่ว่าหกปีที่เขาหายไป อาจจะไปฝากตัวเป็นศิษย์ของปรมาจารย์นักเขียนยันต์ ถึงได้มียันต์วิเศษมาขาย
เธอค้นหาในกระเป๋าที่วางอยู่ข้างๆ ตัวเอง หยิบกล่องโทรศัทพ์เสี่ยวมี่รุ่นใหม่ล่าสุดออกมา “ถ้าคุณไม่รังเกียจ ฉันให้”
หลินเฉินหรี่ตาลง ครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะยื่นมือไปรับมา ความจริง เขาตั้งใจเอาไว้ว่าไม่ช้าก็เร็วจะไปซื้อโทรศัทพ์อยู่แล้ว เมื่อฉู่หว่านเอ๋อร์ใจดีให้มา เขาจะไม่รับก็กระไรอยู่ ถ้าปฏิเสธอีกฝ่ายจะเสียน้ำใจเปล่าๆ
“ขอบคุณ แต่ผมไม่เอาของใครฟรีๆ ถ้าคุณมีอะไรให้ช่วยก็โทรมาแล้วกัน ถือว่าผมติดหนี้คุณครั้งหนึ่ง”
ฉู่หว่านเอ๋อร์ยิ้ม เธอไม่ได้พูดอะไร แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่เธอหวังเอาไว้
หลินเฉินยกมุมปากยิ้ม เธอคงไม่รู้หรอกว่าการที่เขาพูดว่าติดหนี้ครั้งหนึ่งนั้นล้ำค่ามากแค่ไหน ถ้าเป็นที่โลกอมตะ มันเพียงพอที่จะให้ตระกูลๆ หนึ่งอยู่จนชั่วฟ้าดินสลายได้!
ตราบใดที่เขานิรันดร์กาลหลินเฉินยังอยู่ ตระกูลที่เขาติดหนี้อยู่ ก็คงจะอยู่ตลอดไป!
เขาได้แต่หวังว่าฉู่หว่านเอ๋อร์จะใช้การติดหนี้ครั้งหนึ่งของเขาให้คุ้มค่าก็แล้วกัน ไม่งั้นมันคงจะเสียของแย่
เวลาผ่านไปไม่นาน รถก็มาถึงใกล้ๆ บ้านของหลินเฉิน เขาบอกลาฉู่หว่านเอ๋อร์ ลงจากรถ ตั้งใจจะเดินกลับไปที่บ้าน เขาไม่ต้องการให้คนแถวบ้านแตกตื่นว่ามีรถหรูมาส่ง
พอส่งเขาแล้ว รถลีมูซีนคันหรูก็ขับจากไป
หลินเฉินมองตามหลังรถลีมูซีน ก่อนจะเปลี่ยนความคิดที่จะเดินกลับบ้าน เขาตั้งใจจะไปที่บ้านของปาหลางแทน ตามความตั้งใจเดิมของเขา ถ้าไม่ใช่ว่าพวกต้ากังมาหาเรื่องเสียก่อน ป่านนี้เขาคงไปถึงบ้านปาหลางแล้ว
หลินเฉินใช้เวลาเดินอยู่ไม่นานก็มาถึงบ้านของปาหลาง บ้านของปาหลางไร้ผู้คน ราวกับไม่มีคนอยู่มานานแล้วอย่างไรอย่างนั้น
เขายืนขมวดคิ้ว บังเอิญมีชายวัยกลางคนคนหนึ่งเดินผ่านมาทางนี้ เขาหยุดมองหลินเฉินสลับกับบ้านของปาหลาง
“ถ้าจะมาหาเหล่าปากับครอบครัว พวกเขาไม่อยู่แล้ว ย้ายไปอยู่ปักกิ่งตั้งแต่หกปีก่อนนู้นแล้ว” เขาบอกหลินเฉินด้วยความหวังดี จากนั้นเดินจากไป
หลินเฉินพลันต้องหรี่ตาลงอย่างช่วยไม่ได้ หกปีก่อนประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่เขาถูกผลักตกหน้าผาเป็นอย่างมาก ดูเหมือนว่าตระกูลมู่จะอยู่เบื้องหลังจริงๆ ใช้ให้ปาหลางฆ่าเขา จากนั้นก็ตอบแทนอย่างดี จนสามารถย้ายไปอยู่ที่เมืองหลวงของประเทศจีนอย่างปักกิ่งได้
“ปาหลาง แกทำได้ไม่เลว รอฉันพร้อมที่จะเดินทางไปปักกิ่งเมื่อไหร่ แกจะได้รู้ว่านรกมีจริง!” หลินเฉินพึมพำกับตัวเอง หนี้แค้นของปาหลาง เขาไม่มีทางลืม ยิ่งหนี้แค้นของตระกูลมู่ที่เขาคิดว่าอยู่เบื้องหลัง ก็ไม่มีทางลืมเหมือนกัน
ไม่ช้าก็เร็ว พวกมันจะได้รู้ว่าหนี้แค้นของนิรันดร์กาล ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าผู้ยิ่งใหญ่ของโลกอมตะนั้น น่าหวาดกลัวมากแค่ไหน พวกมันคงไม่มีทางรู้แน่ว่ากำลังเล่นอยู่กับอะไร!
หลินเฉินเหยียดยิ้มเย็นชา เขาไม่ได้รีบร้อนแข็งแกร่งขึ้นเพื่อไปจัดการกับปาหลาง หรือไปจัดการกับตระกูลมู่ เพื่อพาตัวมู่อิงเสวี่ยภรรยาของเขากลับมา
สิ่งสำคัญคือเขาต้องแข็งแกร่งมากกว่านี้ก่อน ไม่อาจผลีผลามบุกไปที่ตระกูลมู่ได้
ในความคิดของเขาตระกูลมู่ปักหลักเป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่ของปักกิ่งมาเนิ่นนาน ไม่มีทางที่จะไม่มีร่มไม้ใหญ่อยู่เบื้องหลัง คอยทอดเงาปกป้อง ซึ่งต้นไม้ใหญ่ในความคิดของเขาก็คือผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่ง!
“ดูท่าต้องขอร้องเสี่ยวไป๋ให้ตรวจสอบให้เสียหน่อยแล้ว!” หลินเฉินพูดกับตัวเอง ก่อนหมุนตัวกลับ เดินกลับบ้าน
จบบทที่ 20