ตอนนี้เวลาตีสี่สามสิบนาทีท้องฟ้าคงจะยังมืดสนิทล่ะมั้ง ฉันเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกันเพราะทิวทัศน์จากหน้าต่างห้องของฉันมีแค่กำแพงอิฐที่อยู่ห่างไปสองเมตรเท่านั้น
ฉันกำลังยืนนิ่งอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าที่มีกระจกบานใหญ่เท่าตัวมนุษย์หนึ่งคนติดอยู่มองพินิจเรือนร่างของตัวเองั้แ่หัวจรดเท้าผมสีดำตรงประบ่าด้านหน้ายาวลงมาเสมอกันทุกเส้น ปิดลูกตาทั้งสองข้างไว้ครึ่งหนึ่งแว่นตากรอบหนาที่ดูใหญ่เกินใบหน้า ร่างกายที่ผอมบางจนเห็นกระดูกซี่โครงบางๆนูนออกมาก ปกคลุมด้วยิัสีซีดขาวราวกับศพไร้เืฝาดเสื้อกับกางเกงชั้นในสีขาวไม่มีลวดลาย โดยรวมสำหรับเด็กนักเรียนหญิงอายุ 15 ปีแล้ว
ไม่มีเสน่ห์เลย...
ปึง! ปึง! ปึง! ปึง! ปึง! ปึง!
“วัล! ไปวัดได้แล้วลูก!”
เสียงแม่ดังสนั่นลอดประตูเข้ามา
ฉันมองไปทางประตูแต่ไม่ได้ตอบกลับไม่เกินสามวินาทีก็ได้ยินเสียงเท้าของแม่เดินห่างออกไปใจจริงก็อยากจะแกล้งทำเป็หลับต่อ แต่ก็รู้ว่าทำแบบนั้นคงไม่ดีแน่ๆฉันเอื้อมมือเข้าไปหยิบชุดนักเรียนสีขาวขุ่นในตู้เสื้อผ้ามาใส่ ขณะนั้นสายตาก็กวาดมองไปรอบห้องตัวเองอย่างไร้จุดหมายโต๊ะอ่านหนังสือที่มีแต่หนังสือเรียนมือสองที่ผ่านการใช้งานจนยับเยินเตียงที่เย็นชืดคลุมด้วยผ้าห่มลายการ์ตูนที่ฉันไม่รู้จักกำแพงทุกด้านว่างเปล่าไร้สีสันประกอบกับหน้าต่างที่สามารถมองเห็นกำแพงข้างบ้านได้อย่างชัดเจนแล้ว
ห้องนี้มันน่าเบื่อไปซะทุกตารางนิ้วเลยนะ...วัลลภา
.......................................................................
วันนี้เป็วันศุกร์ความจริงแล้วก็ไม่ใช่วันศุกร์ที่มีความสำคัญอะไรหรอกแต่การที่ต้องหอบของพะรุงพะรังเดินออกจากบ้านั้แ่ตีสี่ครึ่ง บางทีมันก็สงสัยว่าฉันจะยังมีพลังงานเหลือพอที่จะใช้ผ่านวันนี้ไปได้รึเปล่าเพราะจริงๆ ระยะทางห้ากิโลเมตรระหว่างบ้านกับวัดมันก็ไกลพอสมควรแถมทั้งข้าวสวยและกับข้าวรวมกับกระเป๋านักเรียนน้ำหนักมหาศาลก็ยิ่งดูดกลืนพลังกายของฉันไปเรื่อยๆ
สภาพแวดล้อมนอกจากไฟถนนนั้นมืดสนิทจะเห็นก็แค่สีน้ำเงินไกลๆ จากเส้นขอบฟ้าไม่ว่าจะมองไปทางไหนรอบตัวก็มีแต่ความว่างเปล่าซึ่งก็คงจะเป็เื่ปกติของจังหวัดบ้านนอกไร้ความเจริญแบบนี้
“แอ๊!! ...แอ๊!! แอ๊!! ....แอ๊!!”
“โอ๋ๆไม่ร้องนะลูกคนเก่งของแม่” เต็มแขนสองข้างของแม่มีน้องชายที่กำลังโวยวายจากการตื่นผิดเวลาแต่จะเรียกว่าน้องชายก็แค่ครึ่งเดียวล่ะนะเพราะเป็น้องชายจากการแต่งงานใหม่ของแม่น่ะ
ฉันไม่เคยคิดเลยนะว่าอย่างแม่เนี่ยจะสามารถแต่งงานใหม่ได้จะว่ายังไงดี แม่ก็คล้ายๆ กับฉันล่ะมั้ง ไม่สูง ไม่เตี้ย ไม่อ้วน ไม่ผอม ไม่ขาวไม่ดำ ไม่สวย แถมผมก็เริ่มหงอกแล้วด้วย ไม่เห็นน่าตื่นเต้นตรงไหนบางทีฉันก็คิดนะว่าผู้ชายที่สามารถมองแม่เป็คนสวยได้นี่อาจจะมีอะไรผิดปกติก็ได้หรือไม่ก็เป็คนประเภทที่หมดหนทางแล้วจริงๆ
บรืนนน..นน.น....น.....
อืม...น่าจะเป็อย่างหลังแหละนะ ผู้ชายที่ขับมอเตอร์ไซค์แซงฉันกับแม่ไปเมื่อครู่นั่นแหละพ่อของน้องชายฉัน เขาชื่อ ‘ลุงจิต’ ทำงานเป็ยามในโรงเรียนที่ฉันเรียนอยู่ถามว่าทำไมถึงไม่ซ้อนมอเตอร์ไซค์กันไปวัดเหรอ? ก็คงต้องตอบว่าทำไมไม่ลองเอาคนสามคนเด็กหนึ่งคน ปิ่นโตกับข้าว แล้วก็กระเป๋าเรียน ขึ้นไปวางบนหลังมอเตอร์ไซค์ดูสิฉันว่าล้อมันคงหมุนได้ไม่เกินครึ่งรอบหรอกเราเลยตกลงกันว่าให้ลุงจิตเนี่ยแหละขี่มอเตอร์ไซค์ไปรอที่วัดเลยแล้วที่เหลือก็เดินเอา พอถวายของให้พระเสร็จก็ให้ฉันซ้อนลุงจิตไปโรงเรียนส่วนแม่กับน้องก็เดินกลับบ้าน ก็ฟังดูเป็แผนที่ดี...แต่จะดีกว่าไหมถ้าเกิดว่า....เราไม่ต้องไปวัดเลยั้แ่ทีแรก แต่คงเป็ไปไม่ได้หรอกก็วันนี้น่ะ...
เป็วันที่หนึ่งของเดือนนี่นา...
วันหวยออก
.......................................................................
“งวดนี้ขอเด็ดๆนะคะหลวงพ่อ นี่ถ้าถูกรางวัลใหญ่ๆ ล่ะก็ฉันจะสร้างกุฏิใหม่ให้พระทุกรูปในวัดนี้ไอ้ศาลากลางวัดนั้นก็ดูเก่าแล้ว ทุบทิ้งเลยดีไหมคะ? ฮ่า ฮ่าฮ่า ฮ่า แล้วเดี๋ยวจะได้สร้างให้ใหม่ทีเดียวเลยค่ะทีนี้จะได้เขียนชื่อฉันเป็ผู้บริจาคตัวใหญ่ๆ เอาให้ใหญ่กว่าบ้านอัครเดช...โช...เดชโช....อัครเดชโชติสกุล!! โอ๊ย!นามสกุลบ้านนี้เรียกยากตายเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
ในขณะที่แม่กำลังพูดเสียงดังเกินจำเป็กับหลวงพ่อแขนของฉันทั้งสองข้างก็ถูกพันธนาการไว้ด้วยน้องชายต่างสายเืที่ตอนนี้สลบไปแล้ว
ช่างน่าอิจฉาจริงๆ
แต่จิตใจของฉันนั้นลอยไปทั่วตอนนี้ดวงตาก็กำลังจ้องมองตัวอักษรบนผนังโบสถ์นั่งอ่านข้อความนั้นซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายครั้ง
บ้าน ‘อัครเดชโชติสกุล’
สร้างถวาย ‘วัดจิตผ่องใส’
พ.ศ. ๒๕๕๓
ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมแม่ถึงคิดว่านามสกุลบ้านนี้มันอ่านยาก‘อัครเดชโชติสกุล’จำง่ายจะตายไปแถมท่าทางจะมีความหมายที่ยิ่งใหญ่ด้วยไม่เหมือนกับนามสกุลของฉันนามสกุลของฉัน....อะไรนะ....นั่นสิบางทีฉันก็ลืมไปแล้วเหมือนกันก็ดูเหมือนว่าบนโลกนี้จะมีฉันที่ใช้นามสกุลนี้อยู่คนเดียวทั้งแม่แล้วก็น้องชายก็เปลี่ยนไปใช้นามสกุลของลุงจิตกันหมดแล้ว เหลือแค่ฉันคนเดียวที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังฉันคนเดียวที่ยังใช้นามสกุลของ....พ่อ
“ยัยวัล!”
“คะ!?”
“มาถวายข้าวให้พระสิเหม่ออะไรอยู่” ลุงจิตพูด เบิกตาโพลงมองมาทางฉันด้านหลังแม่กวักมือเรียกฉันอย่างร้อนรนให้เข้าไปหาตนกับหลวงพ่อแต่เนื่องจากทารกในอ้อมแขนทำให้ฉันคลานเข้าไปหาได้อย่างค่อนข้างลำบากหลวงพ่อเอาผ้าห่มมือไว้แล้วยื่นมาแตะๆถาดอาหารที่ฉันผลักไปให้อย่างทุลักทุเล
“เนี่ย ทำบุญเยอะๆเข้าไว้ ชาติหน้าจะได้เกิดมาสบาย” แม่กระซิบบอก
ชาติหน้า...? นั่นสินะ...ทั้งหมดนี่ก็เพื่อชาติหน้า
ฉันแอบมองนาฬิกาที่แขวนไว้บนผนังครู่หนึ่ง(แน่นอน บ้านอัครเดชโชติสกุลถวาย) ตอนนี้เวลา 7.30 น.ต่อให้รีบบิดมอเตอร์ไซค์ออกไปตอนนี้ก็คงไปถึงโรงเรียนสายอยู่ดีฉันตื่นตีสี่ครึ่งแท้ๆ แต่ก็ยังไปโรงเรียนสาย ตลกร้ายจริงๆแต่ถึงจะพูดไปก็คงไม่ช่วยอะไร ได้แต่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็ไปตามกระบวนการของมันอย่างช้าๆบทสวดที่ยาวเหยียดฟังไม่เข้าใจ น้ำที่กรวดจากขวดพลาสติกลงในแก้วเก่าๆหลวงพ่อหยิบกิ่งไม้สีเขียวจุ่มลงไปในขันน้ำแล้วสะบัดใส่หน้าทุกคนฉันมองภาพมือที่แตกกร้านของแม่กับลุงจิตลูบน้ำบนใบหน้านั้นชโลมไปทั่วทั้งหัวละอองน้ำเย็นๆ สะบัดไปเข้าหน้าน้องชาย
“แอ๊!! ...แอ๊!! แอ๊!! ....แอ๊!!”
น้องชายร้องไห้ด้วยความใ
ทุกคนยิ้มและหัวเราะด้วยความปีติ
ทุกคนยกเว้น....ฉัน