อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 67 เปลี่ยนแผน

            เหลืออีกห้าวันจะครบกำหนดที่เออร์วินต้องไปรับของ

            เป็นเวลาสองวันที่พวกเจคซ่อมแซมบ้านของจูนจนเสร็จ ทั้งเปลี่ยนประตูและหน้าต่างที่ชำรุด ซ่อมหลังคาเตียง เดิมทีเออร์วินอยากเปลี่ยนโต๊ะกับเตียงให้ด้วยแต่พ่อของจูนกลับไม่ต้องการเพราะว่าของทั้งสองสิ่งต่างก็มีความทรงจำล้ำค่าอยู่เออร์วินก็ไม่ขัดใจ ด้วยว่ามีเวลาแค่สองวันพวกของเจคจึงพอเรียนรู้งานช่างได้บ้างแต่อย่าน้อยการฝึกกล้ามเนื้อในหลายวันมานี้ก็เห็นผลอย่างน่าอัศจรรย์เมื่อพวกเขาใช้เครื่องมือช่างทำการซ่อมแซมบ้าน แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เออร์วินกังวล ความรู้และทักษะงานช่างทุกอย่างของพวกช่างที่เขาจ้างมาเออร์วินตั้งใจจะสูบออกมาให้กับพวกเจคให้หมด บ้านในสลัมยังมีอีกตั้งหลายหลังให้คนพวกนี้ฝึก เออร์วินตั้งใจว่าจะไม่ใช่แค่งานช่างอย่างเดียวและจะเป็นงานอื่นๆ อีกหลายงานที่เขาต้องการให้เจคฝึก และถ้างานแบบไหนที่จำเป็นต้องใช้พลังเวทย์มาเกี่ยวข้องเขาก็จะหาวิธีดัดแปลงให้พวกเจคสามารถฝึกฝนงานเหล่านั้นได้โดยที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับพลังเวทย์

            ที่เออร์วินทำทั้งหมดนี้ก็เพื่อทดลองให้มั่นใจว่าแรงงานหลายอย่างไม่จำเป็นต้องมีพลังเวทย์มาเกี่ยวข้องก็สามารถใช้อย่างอื่นทดแทนได้ เพราะเป้าหมายต่อไปสำหรับการปฏิรูปเมืองของเขาก็คือการเปิดโรงเรียนฝึกอาชีพที่จะช่วยยกระดับทักษะแรงงานของเหล่าผู้มีพลังเวทย์อ่อนด้อยในไพล็อก เมื่อเหล่าเด็กที่เป็นต้นกล้าสามารถอ่านออกเขียนได้ก็สามารถต่อยอดไปได้อีกหลายทาง ส่วนแรงงานที่อยู่ระดับล่างสุดจะได้รับการฝึกฝนจนมีทักษะที่มีคุณภาพซึ่งจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของพวกเขาเหล่านั้น เมื่อมีสองสิ่งนี้พร้อมกันการปฏิรูปเมืองก็จะรวดเร็วเป็นทวีคูณ

            เออร์วินนั่งทานมื้อเย็นร่วมกับครอบครัวเหมือนเช่นทุกวัน พระราชาอันเฟรดนั่งทานอาหารเงียบๆ ผิดกับราชินีเอลิเซียที่ดูไฮเปอร์เหมือนเช่นทุกวัน เธอเอาแต่จ้องบอกทุกคนทานอาหารด้วยความสนอกสนใจ เพราะวันนี้เมื่อเออร์วินกลับมาที่ปราสาทก็ถูกเธอลากไปในครัวแล้วขอให้สอนขั้นต่อไป เออร์วินจึงสอนเธอหั่นผักเป็นรูปแบบต่างๆ ทั้งการหั่นเต๋า การซอยและอื่นๆ ซึ่งเธอก็ตั้งใจเป็นอย่างยิ่ง และก็เช่นทุกทีที่เธอเอามาจากดูคนอื่นกินอาหารที่มีผักซึ่งมาจากการหั่นของเธอคือความสนอกสนใจ

            ส่วนสองพี่น้องลิลิธกับเรเชลนั้นก็เหมือนเช่นทุกที คนหนึ่งทานคนเดียวเงียบๆ ไม่สนใจอะไรในขณะที่อีกคนหนึ่งกินไปบางครั้งก็แกล้งทำเลอะปากไปเพื่อให้พี่ชายของเธอเช็ดให้ ขณะที่เออร์วินกำลังทานอาหารพร้อมกับคิดว่าจะเริ่มฝึกเรเชลเป็นเภสัชยังไงดี พระราชาอัลเฟรดก็พูดขึ้นว่า

            “ลิลิธ”

            มือที่จับช้อนและส้อมของลิลิธหยุดนิ่งเธอหันหน้าไปทางพ่อเล็กน้อย ปฏิกิริยาของเธอทำให้พระราชาอัลเฟรดนิ่งไปเล็กน้อย เขาไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เจ้าหญิงตัวน้อยคนนี้เริ่มจะไม่ค่อยเห็นหัวเขาขึ้นมา ไม่สิต้องพูดว่าเธอไม่ค่อนจะหัวใครเลยต่างหาก เว้นแต่คนเดียวก็คือเจ้าลูกชายของเขาที่เห็นได้ชัดว่าลูกสาวคนนี้ของเขามักจะเอาใจใส่อยู่เสมอ

            พระราชาอัลเฟรดกระแอมหนึ่งทีก่อนจะถามลูกสาวว่า

            “ลูกพอจะเอ่อ.. เคยได้ยินชื่อกลุ่มโจรเพลิงอสูรไหม”

            คำตอบของลิลิธก็คือเธอกลับไปสนใจอาหารตรงหน้าโดยไม่พูดอะไร พระราชาอัลเฟรดยิ้มเจื่อนก่อนหันไปถามอีกคน

            “แล้วเจ้าล่ะเออร์วิน?”

            เออร์วินเงยหน้าขึ้นมามองพ่อของตน

            “ครับพ่อ?”

            เขารู้ได้ทันทีว่าจะเจ้าลูกชายคนนี้ไม่ได้ฟังที่เขาพูดเลยสักนิด เขาจึงถามอีกครั้งว่า

            “ลูกพอได้ยินชื่อกลุ่มโจรเพลิงอสูรไหม”

            เออร์วินคิดในใจว่า ‘กลุ่มโจรอะไรน่ะชื่อเห่ยชะมัด’ ก่อนจะไปส่ายหน้าปฏิเสธว่า

            “ไม่รู้จักนะครับ”

            พระราชาอัลเฟรดนิ่งไปเล็กน้อยอีกครั้งเมื่อได้ยินคำตอบจากลูกชาย แต่เขาก็อธิบายเพิ่มว่า

            “กลุ่มโจรเพลิงอสูรเป็นกลุ่มโจรที่พึ่งถูกนักล่าค่าหัวฆ่าตายยกกลุ่มเมื่อไม่นานมานี้ รู้สึกว่าหัวหน้าจะใช้เวรไฟที่เสกบอลไฟออกมาหลายลูก”

            เออร์วินมองพ่อของตนด้วยความสงสัยเขาไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อถึงเล่าเรื่องโจรที่ตายไปแล้วให้เขาฟัง พระราชาอัลเฟรดก็เล่าต่อว่า

            “รู้สึกค่าหัวจะเป็นอืม.. 5 เหรียญทองนะ”

            เออร์วินที่ได้ฟังก็คิดในใจไปว่า ‘5 เหรียญทองเชียวเหรอไม่เลวเลยนะน่าเสียดายไม่น่ารีบตายเลย’ เขารู้สึกเสียดายที่เขาไม่ได้เป็นคนฆ่าเองกับมือ

            “ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่กลุ่มโจรเพลิงอสูรตายหรอกแต่มันอยู่ที่ไอ้โจรกลุ่มนี้ไม่รู้ไปทำอีท่าไหนถึงได้ครอบครองสิ่งที่ทำให้ศาสนจักรส่งคนมาชิงมันด้วยตนเอง”

            เออร์วินรู้สึกสนใจเล็กน้อย

            “เรื่องของเรื่องก็คือโจรกลุ่มนี้ดันไปโดนนักล่าฆ่าหัวจัดการเมื่อไม่กี่สัปดาห์มานี้ แล้วสินทรัพย์ทุกอย่างที่เจ้าโจรกลุ่มนี้ปล้นมาก็เหมือนจะถูกเจ้านักล่าค่าหัวนั่นฮุบไปจนหมด”

            เออร์วินไม่พูดอะไรเพราะเรื่องทำนองการฮุบสินทรัพย์ของเป้าหมายที่เขาล่าค่าหัวมาเป็นของเขานั้นเออร์วินเองก็ทำแถมทำบ่อยกว่าด้วยซึ่งเรื่องทำนองนี้ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะของพวกนั้นส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นของคนที่ตายไปแล้ว พระราชาอัลเฟรดพูดต่ออีกว่า

            “ประเด็นมันอยู่ที่ว่าในบรรดาสมบัติที่นักล่าค่าหัวคนนั้นเอาไปดันมีของที่พวกศาสนจักรต้องการด้วยนี่สิ แถมคนที่ส่งมาก็เป็นถึงหนึ่งสิบสองอัศวินศักดิ์สิทธิ์ซึ่งดูเหมือนว่าตอนนี้จะเฝ้ารอนักล่าค่าหัวคนนี้อยู่ที่นครไร้ราตรีอยู่”

            ราชินีเอลิเซียที่ได้ยินสามีของตนพูดก็รู้สึกสนใจขึ้นมา

            “เป็นเรื่องจริงเหรอคะที่รักที่ศาสนจักรส่งหนึ่งในสิบสองอัศวินศักดิ์สิทธิ์มาด้วยตนเอง”

            พระราชาอัลเฟรดพยักหน้าให้ภรรยา

            “เป็นเรื่องจริงสิที่รักหน่วยข่าวกรองแจ้งมาแบบนั้น ไม่เพียงเท่านั้นนะจากการคาดเดาของหน่วยข่าวกรองค่อนข้างมั่นใจว่าการล่านักล่าที่เกิดขึ้นในตอนนี้ก็เป็นเพราะของที่พวกศาสนจักรกำลังตามหาอยู่เช่นกัน”

            ราชินีเอลิเซียเผลอเอามือปิดปากด้วยความตกตะลึง นครไร้ราตรีก็คือเมืองที่อยู่ในป้อมปราการแอสทราวินซึ่งอยู่ห่างจากที่นี่นับว่าไกลอยู่ หากใช้หน่วนวัดที่เออร์วินนำมากจากโลกเก่าก็ราวๆ หนึ่งร้อยกิโลเมตร อาจดูเหมือนไกลแต่สำหรับผู้ใช้เวทย์ระดับสูงแล้วมันก็ไม่ได้ไกลขนาดนั้น การที่มีเรื่องเกิดขึ้นในระแวกนี้จึงเป็นธรรมดาที่เธอจะรู้สึกกังวลแต่ราชินีเอลิเซียกลับเพียงแค่ปิดปากของตนเท่านั้นกลับไม่ได้แสดงท่าทีวิตกกังวลแต่อย่างใด

            “เออร์วินลูกคิดว่ายังไงบ้าง”

            เออร์วินตอบเพียงว่า

            “ดูวุ่นวายจังเลยนะครับ” แล้วก็ก้มหน้าก้มตาทานอาหารต่อทิ้งให้พระราชาอัลเฟรดนิ่งค้างไว้อย่างนั้น ราชินีเอลิเซียวางมือของเธอลงบนหลังมือของเขาทั้งสองคนสบตากันก่อนจะยิ้มบางให้กัน

             

            นครไร้ราตรีภายในป้อมปราการแอสทราวิน

            นครแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องความที่ไม่รู้จักหลับจักนอนไม่ว่าเวลาไหนก็ล้วนสว่างไสวเหมือนตอนกลางวัน ถ้าคนพากันพลุกพล่านแทบจะตลอดเวลาตามถนนหนทางต่างก็ล้วนเต็มไปด้วยอบายมุขต่างๆ ทั้งบ่อนการพนันและซ่องที่มีอยู่มากมาย ทว่าในบรรดาซ่องทั้งหมดนั้นกลับมีซ่องแห่งหนึ่งที่ได้ชื่อว่าโดดเด่นกว่าซ่องแห่งอื่น ซ่องแห่งนี้มีนามว่า ห้วงฝัน

            ซ่องห้วงฝันนั้นไม่ใช่ที่ๆ ใครนึกจะเข้าก็เข้าได้ ลูกค้าภายในซ่องแห่งนี้ถ้าไม่ใช่ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ก็เป็นระดับเศรษฐีทั้งสิ้น คนที่เป็นเจ้าของซ่องแห่งนี้เป็นสตรีที่มีนามว่า นอร่า เธอเป็นสตรีที่ขึ้นชื่อในเรื่องความน่าดึงดูด ไม่ว่าชายใดเพียงแค่ได้พบเห็นเธอแม้ว่าเรือนร่างของเธอจะอยู่ภายใต้อาภรณ์ก็อดหักห้ามใจที่จะไม่หลงใหลเธอไม่ได้ ปกตินอร่าเธอจะไม่รับแขกเว้นแต่จะเป็นบุคคลระดับวีไอพีจริงๆ เธอถือจะรับ

            และวันนี้ภายห้องของนอร่าเธอก็กำลังรับแขกอยู่คนหนึ่งซึ่งแขกคนนี้ไม่ใช่ทั้งขุนนางชั้นสูงหรือเศรษฐีที่ไหนแต่กลับเป็นนักล่าค่าหัวคนหนึ่ง ภายในห้องที่ตกแต่งอย่างเรียบหรูมีระดับขวานยักษ์เล่มหนึ่งวางพิงผนังห้องอยู่ เสียงสตรีร้องครวญครางจากบนเตียงสี่เสาขนาดใหญ่ นอร่าสตรีวัยกลางคนกำลังค่อมอยู่บนร่างของชายร่างกายกำยำคนหนึ่ง ผมสีม่วงของเธอปลิวสยายตามร่างกายที่โยกขึ้นลงในขณะที่ปทุมถันขนาดมหึมาทั้งสองลูกก็เด้งขึ้นลง ร่างของเธอยามนี้ชุ่มไปด้วยเหงื่อจนเหมือนชโลมด้วยน้ำมัน

            “ฮ่าฮ่า นอร่าแห่งหอห้วงฝันมีดีแค่นี้รึไงหรือว่าถูกข้าทะลวงจนกลวงโบ๋ไปแล้ว”

            นอร่ายิ้มให้ชายคนนั้นแล้วไม่ได้พูดอะไรก่อนจะขมิบกลีบดอกไม้ของเธอ ชายร่างกำยำรู้สึกได้ถึงการขมิบจากแก่นกายของเขาที่อยู่ในตัวเธอจึงสูดปากร้องซี้ดออกมา พลางตบฝ่ามือขวาไปที่ก้นของเธอจนดังเปรี๊ยะทิ้งรอยฝ่ามือเป็นสีแดงไว้บนก้นสีขาวเนียนของเธอ นอร่าที่โดนตบแก้มก้นสะดุ้งหนึ่งก่อนจะเพิ่มแรงขมิบใส่ จนชายร่างกำยำทนไม่ไหวหลั่งธารแห่งความสุขเข้าไปในตัวเธอ นอร่าแช่แก่นกายของเขาไว้ในตัวของเธอพักหนึ่งก่อนจะถอนแก่นกายของเขาแล้วเปลี่ยนท่าให้แก่นกายที่ตอนนี้ชุ่มไปด้วยน้ำสีขาวขุ่นจ่อตรงหน้าของเธอ แล้วเธอก็เริ่มจากการใช้ลิ้นลากเอาน้ำสีขาวขุ่นบนแก่นกายจนมันสะอาด

            การกระทำของนอร่าทำให้ชายร่ากำยำทนไม่ไหวถึงกับร้องซี้ดไม่หยุด พร้อมกับทำหน้าเคลิบเคลิ้มจนเมื่อนอร่าเปลี่ยนใช้ปากเป่าขลุ่ยให้ เขาก็ทนไม่ไหวหลั่งธารแห่งความสุขในปากเธอไปอีกหนึ่งครั้ง นอร่าก็ดูดกินสิ่งที่เขาหลั่งออกมาจนหมดโดยไม่มีท่าทีรังเกียจ

            “ท่านได้บาดแผลเพิ่มอีกแล้ว”

            นอร่าพูดขึ้น ชายวัยกลางคนลืมตามองพบว่าหลังจากที่เธอใช้ปากให้เขาเสร็จก็ขึ้นมานั่งที่ข้างเขา นัยน์ตาสีดำขลับของเธอจ้องมองเขาด้วยความรู้สึกที่เขาอ่านไม่ออก เขาเป็นชายกำยำศีรษะล้านเลี่ยนมีบาดแผลอยู่ทั่วตัวไปเว้นกระทั่งใบหน้า ชายคนนี้มีชื่อว่า แกเร็ท เมื่อห้าปีก่อนเขามาที่นครไร้ราตรีแห่งนี้แล้วก็เริ่มทำอาชีพเป็นนักล่าค่าหัว ตอนแรกเขาเป็นพวกลุยเดี่ยวแต่เมื่อเวลาผ่านไปเขาก็มีลูกน้องเพิ่มมาถึงสามคน แม้ว่าประวัติของชายคนนี้จะไม่เป็นที่แน่ชัดแต่ที่ประจักษ์ชัดก็คือความแข็งแกร่งของชายคนนี้

            ครั้งหนึ่งที่เขามาเป็นนักล่าค่าหัวที่เมืองนี้ใหม่ๆ แล้วบังเอิญได้ยินกิตติศักดิ์ของห้วงฝันแห่งนี้จึงได้มาลองดีเข้าไปในซ่องโดยไม่สนฐานะของตนเอง การกระทำของเขาก่อให้เกิดความวุ่นวายที่เขาก่อนั้นเรียกได้ว่าไม่ได้เกิดขึ้นในรอบหลายปีนับต้องแต่ก่อตั้งห้วงฝันขึ้นมา ขณะที่ทุกคนพากันคิดว่าเดี่ยวเขาจะต้องถูกโยนออกมากลับกลายเป็นว่านอร่าที่กำลังเดินจากบันไดพูดว่าจะรับรองแกเร็ทเป็นแขกวีไอพี แกเร็ทจำวันนั้นได้ดีวันที่เขาเห็นนอร่าเป็นครั้งแรก พริบตาที่เขาเห็นตาก็รู้สึกได้ถึงไฟราคะที่ร้อนรุ่มจนร้อนรวกในทรวงอก

            “บาดแผลแค่นี้ไม่นับเป็นอะไรได้”

            นอร่ากลับพูดได้น้ำเสียงที่ไร้อารมณ์ว่า

            “นั่นเป็นเพราะท่านโง่งมไม่ยอมใช้เวทย์มนต์ที่แท้จริงของท่าน”

            แกเร็ทแค่หัวเราะ

            “กำจัดพวกสวะไม่ต้องใช้เวทย์นั้นหรอกน่า”

            นอร่ายิ้มเล็กน้อยก่อนจะโน้มตัวไปกระซิบที่ข้างหูของแกเร็ทด้วยน้ำเสียงที่ยั่วยวนเปี่ยมมนต์สะกด

            “ไม่ได้นะท่านหากท่านเป็นอะไรไปข้าคงไม่ได้พบเจอกับแกเร็ทน้อยนี้อีกแล้ว”

            พูดไม่พูดเปล่านอร่าใช้ปลายนิ้วของเธอลูบไล้แก่นกายที่อ่อนยวบจนมันกลับมาแข็งชูชันอีกรอบ ไฟราคะที่ได้มอดจากการเสร็จกิจของแกเร็ทเริ่มลุกไหม้ขึ้นมาอีกครั้ง

            “ต่อให้ไม่มีข้าหญิงแพศยาอย่างเจ้าก็ยังมีคนอื่นอยู่ดีไม่ใช่รึไง”

            นอร่าหัวเราะคิกคักที่ข้างหูของแกเร็ท

            “นับว่าท่านยังรู้ตัวเองดีข้าล่ะอุตส่ากลัวว่าท่านจะสำคัญตัวเองผิดไปเสียอีก”

            ในที่สุดแกเร็ทก็ทนไม่ไหวพลิกขึ้นมาค่อมร่างของนอร่า

            “ต่อให้ข้าต้องตายไปจริงๆ แต่ก่อนตายข้าก็จะเล่นงานเจ้าจนไม่อาจลืมข้าได้อีก”

            นอร่ายิ้มอย่างยั่วยวนพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่ชวนให้หลงใหลว่า

            “ก็เอาสิถ้าท่านทำได้ล่ะก็นะ” พร้อมกับแหวกขาเผยให้เห็นกลีบดอกไม้ที่ชุ่มไปด้วยน้ำสีขาวขุ่น

            เมื่อได้ยินคำท้าแกเร็ทก็ไม่รอช้าเขาแทงแก่นกายที่ตอนนี้อยู่ในสภาพพร้อมรบเข้าไปในกลีบดอกไม้ของนอร่าอย่างดุดันจนเธอสะดุ้งเฮือกแล้วก็เริ่มแทงเข้าแทงออกอย่างรวดเร็วโดยไม่คิดจะถนอมบุบผาแต่อย่างใด ปทุมถันคู่งามของเธอก็ถูกบีบเค้นจนดูเหมือนกลายเป็นของเหลว แต่นอร่านั้นกลับร้องครางอย่างไม่เป็นภาษาพร้อมกับเด้งรับทุกการกระแทกของเขา จนเสียงร้องของเธอผสานกับเสียงเนื้อกระทบกันดังลั่นไปทั่วห้อง

            เตียงสี่เสาโยกไหสไม่หยุดหากมองเพียงผิวเผินอาจดูเหมือนว่านอร่าที่ร้องครวญครางทุกทั้งที่ถูกกระแทกเข้ามาในร่าง แต่ว่าแกเร็ทในตอนนี้กลับรู้สึกยากจะทานทนเพราะของทุกทั้งที่เขากระแทกแก่นกายเข้าไปมักจะถูกการขมิบตอดรัดจากดอกไม้ของนอร่าจนเขาใกล้จะถึงเข้าไปทุกที แกเร็ทแสยะยิ้มออกมาเขายอมรับว่าในบรรดาสตรีทุกคนที่เขาเคยมีอะไรด้วยนับว่านอร่าร้ายกาจที่สุด ภายในนอกอาจดูเหมือนเธอบอบบางแต่เมื่อเขาได้ล่วงเข้าไปในตัวเธอเขากลับต้องเจออกับการตอบโต้จนอาขเป็นผู้แพ้ได้ทุกเมื่อ

            “ท่านแกเร็ทข้า ข้าจะ...” นอร่าร้องออกมาทว่าแกเร็มกับแยกเขี้ยว

            “นางแพศยา”

            พูดจบเขาก็เร่งจังหวะคล้ายต้องการให้สตรีผู้นี้ยอมรับความพ่ายแพ้ต่อเขา

             

            ภายในป่าที่ห่างจากป้อมปราการแอสทราวินไม่ไกล ท่ามกลางต้นไม้ที่สูงใหญ่กลับมีคนสองคนยืนอยู่สายตาของพวกเขามองไปยังทิศทางที่ตั้งของป้อมปราการแอสทราวิน ซึ่งนับเป็นเรื่องน่าประหลาดที่นอกจากพวกเขาสองคนแล้วกลับไร้วี่แววของสิ่งมีชีวิตอื่น ไม่ว่าจะเป็น มอนสเตอร์ สัตว์อสูร หรือสัตว์กลายพันธ์

            “นี่ริคคราวนี้พวกเราจะปลักหลักอยู่แถวนี้จริงดิ?”

            เอ็นวี่พูดขึ้นด้วยความสงสัยเพราะขณะที่เขากำลังล่าพวกนักล่าค่าหัวเพื่อควานหาตัวคนแคระนักล่าค่าหัวกันอยู่นั้น ริคกลับพูดขึ้นว่าพวกเราจะเปลี่ยนแผนแล้วก็พาเอ็นวี่มาปลักหลักรอที่พื้นที่แถบนี้

            “จริง” ริคตอบเพียงสั้นๆ ทำเอาเอ็นวี่ทำหน้างง

            “ทำไมงั้นล่ะหรือเจ้าไม่กลัวว่ามันจะไปโผล่แถวเมืองริเวอร์วิวหรือไง”

            “เรื่องนั้นไม่ต้องกังวลไปเป้าหมายของเราจะโผล่มาที่ป้อมปราการแอสทราวินแน่นอน”

            เอ็นวี่ไม่เข้าใจว่าทำไมริคถึงดูมั่นใจขนาดนั้นแต่ก่อนที่เขาจะถามอะไรออกมาริคก็อธิบายเพิ่มว่า

            “ที่ผ่านมาข้ามองข้ามเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งไปนั่นก็คือตลอดเวลาที่ผ่านมานี้คนของศาสนจักรไม่ได้ก้าวออกจากป้อมปราการแอสทราวินเลยแม้แต่ก้าวเดียว นั่นแปลว่าพวกนั้นจะต้องมีข้อมูลที่เราไม่รู้จึงมั่นใจแน่ว่าเป้าหมายของพวกเราจะต้องโผล่มาที่นั่นแน่”

            เอ็นวี่ที่ได้ฟังก็เงียบเพราะเขารู้สึกว่ามีเหตุผลริคพูดต่ออีกว่า

            “ช่วงนี้งดการล่าพวกนักล่าค่าหัวซะเว้นแต่จะเจอคนที่ดูแล้วน่าจะเป็นเป้าหมายซึ่งก็น่าจะสังเกตได้ไม่ยาก แล้วก็...” ริคเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะพูดว่า “เตรียมตัวให้พร้อมเพราะอาจได้ปะทะกับคนของศาสนจักรทุกเมื่อ ข้ามีลางสังหรณ์ว่าคนที่ศาสนจักรส่งมาเพื่อชิงของสิ่งนั้นท่าจะตึงมือน่าดู”

            เอ็นวี่แสยะยิ้มทันทีที่ได้ยินริคพูด

            “จะเป็นใครก็ให้มันมาเถอะ” เขาพูดออกมาอย่าไม่กลัวเกรงซึ่งมันทำให้ริคส่ายหน้าเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน