ตอนที่ 10 พบหน้าครั้งแรก เยี่ยมเยียนวังอ๋องห้ายามราตรี
ป๋ายเอ้าเสวี่ยไม่ได้เถลไถล นางมุ่งตรงไปที่วังอ๋องห้า
สำหรับอ๋องห้าหน้าตาอัปลักษณ์ที่ลือกันผู้นั้น ป๋ายเอ้าเสวี่ยรู้สึกฉงนใจมากกว่า
หากเขาเป็เหมือนที่คนทั่วไปพูดกัน ไร้ความสามารถ ไร้คุณธรรม ไร้ความงาม ไม่เรียนรู้ศาสตร์ศิลป์ เช่นนั้นภายหน้าตนก็จะต้องหาเหตุหย่าเขา
แต่หากสิ่งที่เขาทำทั้งหมดเป็การเสแสร้ง เช่นนั้นป๋ายเอ้าเสวี่ยก็ต้องคิดแผนระยะยาว จะต้องเป็นักวางแผนที่ใจทะเยอทะยานขนาดไหนกันถึงตบตาคนทั้งหมดได้ แสดงได้ถึงขั้นนี้
และทั้งหมดนี้ก็จะถูกเปิดโปงในค่ำคืนนี้
ป๋ายเอ้าเสวี่ยหลบอยู่ในมุมมืดบนถนน ตรวจสอบสภาพโดยรอบของวังอ๋องห้า
วังอ๋องห้าเงียบสงบวังเวง แม้แต่คนเฝ้าประตูที่บ้านคนทั่วไปควรมีก็ยังไม่เห็น ป๋ายเอ้าเสวี่ยจินตนาการไม่ออกเลยว่าหลังจากตนแต่งเข้าไปแล้วจะเป็ฉากภาพแบบไหนกัน
หลังแน่ใจว่ารอบๆ ไม่มีใคร ป๋ายเอ้าเสวี่ยก็ะโข้ามกำแพงหลังวังอ๋องห้า หายลับไปในวังส่วนหลังของวังอ๋องอย่างรวดเร็ว
เมื่อเข้าวังอ๋องมาแล้ว ป๋ายเอ้าเสวี่ยถึงพบว่าสภาพของวังอ๋องห้าช่างแปลกประหลาดนัก ดูจากข้างนอกเก่าโทรม ทว่าด้านในกลับเรียบหรูเกินธรรมดา
วังส่วนหลังเต็มไปด้วยต้นศรีตรังสีม่วงอ่อน ดูสง่าทั้งยังสูงศักดิ์ แม้ว่าต้นไม้พันธุ์นี้จะไม่้าปุ๋ยดินมากมายอะไร ทว่ากลับชอบแสงอาทิตย์อุ่นสบาย จากจุดนี้ป๋ายเอ้าเสวี่ยก็คาดเดาได้แล้วว่าคนที่ปลูกต้นศรีตรังนี้จะต้องเป็คนที่จิตใจอ่อนโยน
ความรู้สึกแบบนี้ตนเคยมีมาก่อน
เพิ่งคิดจะจากไป ป๋ายเอ้าเสวี่ยก็ได้เสียงฝีเท้าจากไกลมาใกล้ นางมองทิศทางแล้วก็สะกิดเท้า ะโขึ้นไปซ่อนบนกิ่งก้านต้นศรีตรังต้นสูงใหญ่
นางมองหนึ่งชายหนึ่งหญิงที่ค่อยๆ เดินเข้ามา ดูจากอาภรณ์ที่สวมใส่แล้วก็รู้ได้ทันทีว่านี่เป็ข้ารับใช้ของวังอ๋องห้า นางเอียงหูเงี่ยฟังบทสนทนาของทั้งสองคน
“เหอฮวา วันนี้เ้าเอาของกินอะไรมารึ” บ่าวชายมองหญิงด้านข้างแล้วเอ่ยถาม
ทั้งสองหาที่ว่างนั่งลง
เด็กสาวที่ชื่อเหอฮวา แสร้งมองบ่าวชายอย่างแง่งอนพร้อมกับเอ่ยขึ้น “เสี่ยวลิ่วจื่อ เ้าอย่ารีบร้อนสิ วันนี้ที่ข้าเอามาให้เ้าล้วนแต่เป็ของดี ได้ยินผู้ดูแลครัวบอกว่าวันนี้ท่านอ๋องอารมณ์ดีมาก เป็ของที่ตั้งใจประทานให้คนในวังเป็พิเศษ ข้าอยู่วังอ๋องมาหลายปีนี้ ยังไม่เคยได้ยินว่าท่านอ๋องอารมณ์ดีเลย เ้าว่าแปลกหรือไม่”
เสี่ยวลิ่วจื่อพอได้ยินเหอฮวาเอ่ยชมจวินเยี่ยเหยี่ยนก็ไม่พอใจทันที เขาเชิดหน้าเอ่ย “ก็แค่พวกไม่เอาไหนเท่านั้น บางทีอีกพักหนึ่งแม้แต่โอกาสในการใช้ชีวิตสุขสบายเป็พวกไม่เอาการงานแบบนี้ก็คงจะจบสิ้นแล้ว”
ป๋ายเอ้าเสวี่ยได้ยินคำกล่าวของทั้งสองคนในใจก็พลันตกตะลึง รู้สึกเห็นใจในชะตาของจวินเยี่ยเหยี่ยน
ขนาดเป็อ๋องไม่เอาการเอางาน ยังจะมีคนไม่คิดปล่อยเขาอีก
นางไม่สนใจสองคนนี้อีก ะโลงจากต้นไม้เงียบๆ มุ่งไปยังวังส่วนหลัง
ยิ่งเดินไปด้านในป๋ายเอ้าเสวี่ยก็ยิ่งประหลาดใจ ในวังแห่งนี้ตามจุดต่างๆ ล้วนแต่แอบซ่อนกลไกเอาไว้ แม้จะมีองครักษ์เงาอยู่หลายคน แต่ป๋ายเอ้าเสวี่ยก็หลบเลี่ยงพวกเขาได้อย่างง่ายดาย
“เปลี่ยนกะแล้ว เ้าไปกินข้าวเถอะ ตอนนี้ให้ข้าเฝ้าเอง ท่านอ๋องพักผ่อนอยู่ที่เรือนไผ่ด้านหน้า ห้ามพวกเราไปรบกวน” ชายมีอายุไว้หนวดยาวตบไหล่ชายหนุ่มร่างผอมด้านข้างด้วยท่าทางฮึกเหิมพลางร้องเอ่ย
พอชายหนุ่มถูกชายมีอายุตบก็ใทันใด “มีผู้บุกรุกรึ อารักขาท่านอ๋อง! อารักขาท่านอ๋อง!!”
“งามหน้านักที่แท้เ้าแอบอู้งั้นรึ!” ชายมีอายุยิ้มร่าเอ่ยขึ้น
พอชายหนุ่มได้ยินคำกล่าวของชายมีอายุถึงได้สติกลับมา “อาเหยียน ท่านอย่าได้บอกท่านอ๋องเชียว ข้าแค่งีบหลับวันนี้นิดเดียวเท่านั้น”
“ไม่เป็ไร ไม่เป็ไร ไปเถอะ ไม่โทษพวกเ้าที่เหนื่อยกันแบบนี้ หลายวันมานี้ มือสังหารมากกว่าแต่ก่อนไม่น้อย” อาเหยียนตบไหล่ชายหนุ่ม เอ่ยพลางทอดถอนใจ
เหมือนว่าชายหนุ่มจะล้ามาก เขาเดินส่ายโอนเอนออกไปด้านนอก
ป๋ายเอ้าเสวี่ยที่ซ่อนอยู่ในเงามืดด้านข้าง อดเห็นใจจวินเยี่ยเหยี่ยนขึ้นมาอีกครั้งไม่ได้ ทว่าฝีเท้าก็ยังมุ่งไปยังเรือนไผ่ไม่หยุด
ตลอดทางที่เดินมายังเรือนไผ่ ป๋ายเอ้าเสวี่ยเริ่มมั่นใจขึ้นเรื่อยๆ ว่าจวินเยี่ยเหยี่ยนจะต้องไม่ใช่พวกไร้ความสามารถแน่
ดูจากการจัดวางเวรยามและกลไกทั้งวังอ๋องแล้ว คนแบบนี้ไม่มีทางเป็พวกไม่เอาไหนแน่นอน
ยังมีศาสตร์วิชาในการปิดหูปิดตาคนของเขานี่อีก ทำให้คนเลื่อมใสนัก คนแบบนี้ เห็นชัดเลยว่าเป็จิ้งจอกงำประกายมาโดยตลอด
ป๋ายเอ้าเสวี่ยไม่มีเวลาไปชื่นชมทิวทัศน์ตลอดทางที่ผ่าน ใจนางแค่อยากเห็นคู่หมั้นที่ลือกันว่าทั้งไร้ความสามารถ ทั้งอัปลักษณ์หาใดเปรียบ และมีโชคชะตาอาภัพผู้นั้น
หากว่ามีค่าให้ใช้สอยได้จะดีที่สุด ถ้าไม่มี เช่นนั้นตนคงต้องคิดหาแผนการใหม่
ป๋ายเอ้าเสวี่ยที่มัวแต่ครุ่นคิดมาตลอดทางก็หลบพวกองครักษ์มาทั้งอย่างนั้น จนมาถึงเรือนไผ่ของจวินเยี่ยเหยี่ยน
ยามทอดสายตามองไป ล้วนแต่มีสีเขียวขจีดูร่มรื่น อากาศยังดีจนน่าแปลกใจ
แต่ป๋ายเอ้าเสวี่ยกลับไม่เห็นคนที่ตนอยากเห็น นางลัดเลาะไปตามทางเดินคดเคี้ยว ค่อยๆ เดินเข้าไปในเรือนไผ่
เดินมาได้่ๆ เล็ก ป๋ายเอ้าเสวี่ยก็เห็นว่าด้านหน้ามีไอน้ำสีขาวลอยโชยขึ้นรางๆ พร้อมกันกับเสียงน้ำไหล และนี่ได้หยุดยั้งการก้าวไปข้างหน้าของป๋ายเอ้าเสวี่ยลงอย่างสิ้นเชิง
หากนางเดาไม่ผิด ข้างหน้าน่าจะมีคนอาบน้ำอยู่
นางไม่ได้ชอบถ้ำมองอันใด อีกอย่างหากคนที่อาบน้ำอยู่เป็จวินเยี่ยเหยี่ยน เช่นนั้นเกียรติยศตลอดชีวิตของตนก็คงแปดเปื้อนแล้ว
เมื่อคิดถึงจุดนี้ ป๋ายเอ้าเสวี่ยก็ล้มเลิกแผนการในพบจวินเยี่ยเหยี่ยนในคืนนี้ลง
นางค่อยๆ หันหลังกลับ ป๋ายเอ้าเสวี่ยที่ตัดสินใจจะกลับไปทางเดิมอยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงบุรุษแหบแห้งทว่าทรงเสน่ห์หาใดเปรียบดังขึ้น
“ในเมื่อมาแล้ว ทำไมถึงจะกลับแล้วเล่า ไม่นั่งสักหน่อยหรือ” เสียงน่ายำเกรงทว่าทำให้คนเมามายดังขึ้นด้านหลังป๋ายเอ้าเสวี่ย
ป๋ายเอ้าเสวี่ยรู้ดีว่าสิ่งของยิ่งงดงามเท่าไรก็ยิ่งพกพาความอันตรายยิ่งยวดไว้ด้วย
ชั่วขณะที่เสียงนี้ดังขึ้น ป๋ายเอ้าเสวี่ยพลันหนีห่างอย่างรวดเร็ว นางเอ่ยขึ้น “หึ ในเมื่อรู้ว่ามีแขกมา ท่านที่มีฐานะเป็เ้าบ้าน เหตุใดถึงไม่รู้มารยาทในการต้อนรับแขกเลยสักนิด”
“อ้อ เ้าก็ไม่ใช่เ้าบ้านหรอกหรือ ลูกแมวพยศ...” เสียงบุรุษหยอกเย้าดังขึ้นด้านหลังป๋ายเอ้าเสวี่ย
ป๋ายเอ้าเสวี่ยเดาฐานะของคนที่มาได้แล้ว เป็จวินเยี่ยเหยี่ยน
นางเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ ค่อยๆ หันหลังไปมอง