บทที่ 3
ย่านเริงรมย์
“ประเดี๋ยวเ้ากลับไปก่อน ข้ามีธุระต้องไปสะสางต่อ” หลังจากเหลียงเฟยฮวา และเ้าลูกหมูได้กินอาหารจนอิ่มหนำ นางก็ก้มลงนั่งเพื่อแก้เชือกบ่วงบาศจากคอสหาย
“อู๊ด.....อู๊ด......นี่มันยามซวีแล้ว ประเดี๋ยวเ้าก็ถูกท่านอาจารย์ลงโทษ” เ้าลูกหมูโอดครวญ
“เ้าไม่ต้องเป็ห่วง ข้ารู้ว่าทำอันใดอยู่” เหลียงเฟยฮวาเผยรอยยิ้มบางเบา ภายใต้ผ้าคลุมครึ่งหน้าสีแดงสด
“ใครบอกว่าข้าเป็ห่วงเ้ากัน ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้นเสียหน่อย ฮึ....อยากจะทำอันใดก็ตามใจเ้าเลยแล้วกัน ข้าจะกลับก่อน” เมื่อไม่สามารถพูดโน้มน้าวให้มนุษย์แปลกประหลาดกลับไปด้วยกันได้ เ้าลูกหมูก็วิ่งกลับเข้าป่าไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้เหลียงเฟยฮวาฉีกยิ้มกว้าง เพราะเมื่อครู่นางเห็นว่าเ้าลูกหมูกำลังหน้าแดง
‘สงสัยจะเขิน’
“ขอบใจนะเ้าหมูอ้วน” เสียงหวานไพเราะพึมพำอย่างแ่เบา จากนั้นนางก็ลุกขึ้นเต็มความสูงทันที ทว่าเท้าข้างหนึ่งดันไปเหยียบขอบชายกระโปรงเข้า ทำให้การลุกขึ้นยืนในครั้งนี้ต้องเอนถอยหลังไปตั้งหลายก้าวจนเกือบจะล้ม
แต่โชคยังดีที่ด้านหลังมีคนรับไว้ เหลียงเฟยฮวาจึงคว้าเข้าลำคอแกร่งโดยสัญชาตญาณ ทำให้บุรุษที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายความดุดัน แถมยังสวมหน้ากากดำประกายสีทองครึ่งหน้าด้านขวา โน้มลงมาจนปลายจมูกของคนทั้งคู่เกือบจะชนกัน
ดวงตาสีน้ำเงินเข้มจนเกือบดำ เหลือบมองคนในอ้อมกอดั้แ่เส้นผมสีน้ำตาลอ่อน ซึ่งถูกประดับด้วยปิ่นปักผมดอกโบตั๋นสีแดง เรียวคิ้วยาวเรียงตัวสวย จนมาถึงดวงตาทั้งสองข้างอันเป็เอกลักษณ์กำลังส่องประกายแวววาว คล้ายอัญมณีทั้งเก้า
บุรุษปริศนาเบิกตากว้างด้วยความใ ก่อนจะปล่อยมือออกจากเอวแม่นางซุ่มซ่าม และยังผลักให้นางลงไปนั่งคลุกฝุ่นเบื้องล่างราวกับต้องของร้อน
“เอ่อ...ขอบคุณทะ....โอ๊ย” เหลียงเฟยฮวากำลังจะเอ่ยปากกล่าวคำขอบคุณ แต่ยังไม่ทันจะพูดจบ บุรุษนิรนามก็ผลักนางออกเสียอย่างนั้น ด้วยความโกรธที่ถูกทำร้าย ดรุณีน้อยจึงรีบลุกขึ้นมาต่อว่าคนไร้มารยาท
“นี่เ้ากล้าทำร้ายข้าอย่างนั้นหรือ” แต่แทนที่บุรุษนิรนามจะเอ่ยคำขอโทษ ที่ดันปล่อยให้นางลงไปนอนคลุกฝุ่น กลับกลายเป็คำต่อว่าต่อขานแทน
“เ้าซุ่มซ่ามเอง และข้าก็ไม่ชอบโดนตัวผู้ใด” บุรุษหน้ากากสีดำประกายทอง ยังคงเชิดหน้าคอตั้ง ก่อนจะเหลือบมองแม่นางด้วยแววตาเฉยเมย ซึ่งนั่นทำให้เหลียงเฟยฮวาโกรธมากกว่าเดิม พลางมองสำรวจคนผู้นี้ด้วยแววตาไม่เป็มิตร
อีกฝ่ายแต่งตัวด้วยแพรพรรณสีน้ำเงินเข้มสลับสีดำ ปักด้วยลายคลื่นทะเลสีทอง บ่งบอกว่าเป็คนของตระกูลฉางแห่งไห่ต๋าไม่ผิดแน่
ไห่ต๋าเป็ดินแดนทางตอนใต้มีหมู่เกาะมากมาย ผู้คนที่นั่นมักจะมีรูปร่างกำยำ มีสีผิวเข้มมากกว่าคนจากตระกูลอื่น และที่ดังกึกก้องไปทั่วทุกสารทิศ จนต้องมีบันทึกไว้ในศิลา คือความโเี้อำมหิตกักขฬะ จนเกือบจะแยกไม่ออกว่าเป็เซียนหรือมารกันแน่
ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ บรรดาประมุขฉางทุกรุ่นเป็คนมากรักมีภรรยาหลายสิบคน จนคนที่ขึ้นเป็ฮูหยินต่างต้องตรอมใจตายกันเกือบทั้งหมด
เมื่อคิดถึงคำเล่าลือเื่ความโเี้ คำพูดต่างๆ ที่กำลังพรั่งพรูเพื่อจะต่อว่าบุรุษตรงหน้าก็หายพลัน เหลือไว้แต่ความหวั่นเกรงที่กำลังก่อตัวขึ้นภายในจิตใจ
‘ไม่ได้ ทำไมข้าจะต้องไปกลัวคนแล้งน้ำใจเช่นนี้ด้วย’ เมื่อเรียกขวัญและกำลังใจเสร็จ ริมฝีปากสีแดงสดจึงเริ่มทำงานต่อ
“ไม่ชอบโดนตัวผู้ใดอย่างนั้นหรือ ทำไม! หรือเ้าทนเก็บความกักขฬะไว้ไม่ไหว จนกลัวว่าจะเผยมันออกสู่สายตาสาธารณชน” เหลียงเฟยฮวายืนกอดอกเชิดหน้า จ้องตาบุรุษตรงหน้าด้วยความท้าทาย พร้อมกับลั่นวาจาจนชาวเมืองที่เดินผ่านไปผ่านมาต้องหยุดมอง
“นะ....นี่เ้ากล้าด่าข้า” บุรุษตระกูลฉางถึงกับกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เพราะความใ ไม่ใช่ว่าไม่โกรธที่จู่ๆ ก็โดนต่อว่าเช่นนี้ แต่มันเลยขั้นนั้นมาแล้ว ด้วยความที่ชื่อเสียงของตระกูล ขึ้นชื่อเื่ความโเี้ที่สุดในบรรดาตระกูลเซียน
ฉะนั้นจึงไม่มีใครกล้ามายุ่ง หรืออยากจะผูกสัมพันธ์ไมตรีมากนัก พอมาเจอคนตรงหน้าพูดจาไม่กลัวเกรง อีกทั้งยังจะพาภัยมาสู่ตน เขาจึงได้ใเป็อย่างมาก
“ข้าก็แค่พูดความจริง น้ำใจถูกกลืนหายไปแล้วหรือ ไร้มารยาทที่สุด” เหลียงเฟยฮวายังคงเปิดปากด่าบุรุษตรงหน้าไม่เลิก จนคนถูกกล่าวหาหลับตาลงนิ่ง พ่นลมหายใจยาวเหยียด และด้วยความไม่อยากจะสาวความยาวต่อกับนาง เขาจึงได้เลือกที่จะจากไปอย่างเงียบๆ
“ฮึ....ถึงกับพูดไม่ออกเลยหรือท่าน” เหลียงเฟยฮวาหัวเราะเริงร่ากับท่าทีที่อดทนอดกลั้นของอีกฝ่าย เ้าตัวทำราวกับมีเื่มากมายจะบอก ทว่าก็ไม่ได้พูดอะไร
‘สงสัยสิ่งที่ข้าพูดคงไปจี้ใจดำ’
“พี่สาวช่างกล้าหาญ ข้าขอคารวะ” เด็กชายคนหนึ่งวิ่งมาหาเหลียงเฟยฮวา พร้อมกับก้มโค้งศีรษะเพื่อทำความเคารพ จากนั้นเ้าตัวซึ่งคาดว่าน่าจะอายุราวๆ 10-12 ปี ก็กล่าวขึ้นด้วยความอัดอั้นใจ
“คนพวกนั้นมาพักที่โรงเตี๊ยมของพ่อข้า ก่อความเดือดร้อนให้ตั้งมากมาย ทั้งทำตัวไร้มารยาทโดยการไล่แขกคนอื่นๆ ทั้งลวนลามพี่สาวข้า ข้ากับพ่อเกลียดพวกนั้นมากขอรับ แต่ก็ทำอันใดไม่ได้นอกจากต้องยินยอม” เด็กชายกล่าวด้วยความคับแค้นใจ เพราะรู้ดีว่าคนกลุ่มนั้นเป็คนตระกูลใหญ่ เขาซึ่งเป็ผู้น้อยจะเอาอะไรไปต่อกร
“พวกเขาไม่ใช่คนในพื้นที่ ก็แค่ผ่านทางเท่านั้น เ้าทนอีกนิดไม่นานหรอก” เหลียงเฟยฮวากล่าวอย่างตรงไปตรงมา เพราะรู้ดีว่าคนของตระกูลฉางก็ได้รับจดหมายให้ไปฝึกวิชาเหมือนกัน เพียงแต่ไม่คาดคิดว่าจะมาพักที่เปาเฟินฮัว
สงสัยข่าวลือที่บอกว่า ตระกูลฉางไม่ถูกกับตระกูลเอินจะเป็เื่จริง เพราะระยะทางจากไห่ต๋าไปจินซานจากใต้สุดไปเหนือสุด คิดว่าการเดินทางไปพักจิงลู่ผิง จะสามารถลดระยะเวลาได้มากกว่า ทว่าตระกูลฉางกลับเลือกที่จะมาพักเปาเฟินฮัวแทน
‘หรือมันอาจจะเป็เพราะเหตุผลอื่น’
“ได้ยินพี่สาวพูดเช่นนั้นข้าก็สบายใจ แล้วนี่พี่สาวจะไปที่ใดต่อรึ” เด็กชายถามต่อ
“ข้าจะไปย่านโคมแดง” เหลียงเฟยฮวากล่าวอย่างไม่อายฟ้าอายดิน
“เอ๊ะ....ถ้าอย่างนั้นข้าขอตัว” จากนั้นเด็กชายจึงเอ่ยร่ำลาพี่สาวหน้าสวยด้วยใบหน้าแดงก่ำ เพราะเขาพอรู้มาว่าสถานที่เช่นนั้นมีไว้เพื่อทำกิจอันใด ส่วนเหลียงเฟยฮวาก็เร่งสืบเท้าไปยังย่านโคมแดง หรืออีกชื่อคือย่านเริงรมย์
ราวกับเป็ภพคู่ขนาน ขณะที่ในตัวเมืองมีการจัดเทศกาลตังโจ่ย ซึ่งยามนี้มีผู้คนที่ออกมาจับจ่ายใช้สอยเบาบางลงมาก ทว่าย่านเริงรมย์กลับครึกครื้น จนเหลียงเฟยฮวามึนงงไปหมด
ทั้งกลิ่นของสุราเมรัย เสียงอึกทึกวุ่นวาย และเสียงดนตรี ต่างหลอมรวมกันจนทำให้เกิดเป็ย่านโคมแดง มีชายหนุ่มจากหลากหลายตระกูลเข้ามาเดินเที่ยวชมอย่างไม่ขาดสาย
เหลียงเฟยฮวาเงยหน้ามองดูป้ายไฟสีแดงเรียงร้อยต่อกันเป็ทางยาว ผนวกกับเสียงร้องคร่ำครวญของหญิงสาวหน้าร้าน ที่กำลังถูกล่วงเกินโดยลูกค้าอย่างไม่อายฟ้าอายดิน คาดว่าคงเป็เพราะฤทธิ์สุราที่ส่งผลให้คนสองคน และบรรดานักท่องเที่ยวราตรี มองว่าเป็เื่ธรรมดา มีเพียงแค่นางคนเดียวเท่านั้นที่ยังคงหน้าแดงก่ำยามได้มอง
“ร้านนี้สินะ” เหลียงเฟยฮวารำพึงรำพันแ่เบา เมื่อสำรวจชื่อป้ายร้าน จากนั้นนางจึงทำสมาธิคิดถึงเื่ที่เศร้าที่สุดเพื่อเรียกน้ำตา ก่อนจะเดินตรงดิ่งเข้าไปหาแม่หญิงวัยกลางคนผู้สวมแพรพรรณสีสันฉูดฉาด ซึ่งแม่นางก็กำลังยืนเรียกแขกอยู่หน้าร้าน
“แวะเข้ามาเยี่ยมชมภายในร้านก่อนได้เ้าค่ะ อีกครึ่งก้านธูปจะมีการแสดงฟ้อนรำ จากแม่นางหน้าใหม่ด้วยเ้าค่ะ”
“ทำอย่างไรดีเ้าคะมาม่าซัง คืนนี้ยังไม่มีแขกเข้ามาในร้านสักคน” เด็กสาวในชุดสีแดงสลับขาวกล่าวด้วยความเศร้าใจ
“ข้าก็กำลังะโแหกปากร้องเรียกแขกให้พวกเ้าอยู่นี่อย่างไรเล่า ฮึ่ย! เพราะเ้าร้านตรงข้าม มันหาเด็กหน้าใหม่ๆ ได้เยอะ ถึงทำให้ร้านของข้าไม่มีคนเข้า” มาม่าซังกล่าวอย่างหัวเสีย เมื่อเหลียงเฟยฮวาได้ยินเช่นนั้น จึงย่ามใจเดินเข้าไปหานางทันที
“มาม่าซัง ข้าฉีซูเจียวเองจำข้าได้หรือไม่” เหลียงเฟยฮวากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นคลอน จนหญิงวัยกลางคนผู้รับหน้าที่เป็คนคุมร้าน ถึงกับหรี่เปลือกตาลงเพราะกำลังนึกชื่อ แต่เมื่อนางเปิดผ้าคลุมหน้าออก เผยให้เห็นความงดงาม เสียงแหบพร่าก็ต้องร้องอุทานด้วยความใ
“เ้า! เอ่อ...มีเหตุอันใดรึ” มาม่าซังร้องถามทันที เพราะนางกลัวว่าสิ่งที่ทำไว้ในอดีตจะถูกเปิดเผย
“ตอนนี้ข้าไม่มีเงินซื้ออาหารแม้แต่เหวินเดียว ข้าจึงอยากมาขายตัวที่นี่ เพื่อแลกกับเศษอาหารได้หรือไม่” เหลียงเฟยฮวากลัวว่ามาม่าซังจะจับไต๋ได้ จึงเพิ่มความน่าสงสารด้วยการลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้นเพื่อขอร้องอ้อนวอน
“ข้ารู้ดีว่าข้านั้นผอมแห้งคงจะขายออกยาก แต่ข้าสัญญาว่าจะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด ให้สมกับที่ท่านเมตตา....” แต่ยังไม่ทันที่เหลียงเฟยฮวาจะพูดจบ มาม่าซังก็ก้มลงฉุดรั้งไหล่ทั้งสองข้างขึ้นด้วยดวงตาเปล่งประกาย
“พูดอันใดเช่นนั้นเล่า เ้ารู้หรือไม่ว่าั้แ่วันที่เ้าหนีไป ร้านของข้าก็แทบไม่มีบุรุษมาใช้บริการอีก ข้าต้องขอบคุณเ้ามากกว่า เข้ามาๆ” จากนั้นมาม่าซังก็ส่งเด็กสาวนางหนึ่งให้ไปป่าวประกาศว่า ฉีซูเจียวแม่หญิงที่งามที่สุดในเปาเฟินฮัวได้กลับมาแล้ว และถ้าใครอยากจะยลโฉมต้องจ่ายค่าเข้าชมมาเสียก่อน
ซึ่งนี่ถือว่าเหนือความคาดหมายของเหลียงเฟยฮวาเป็อย่างมาก
“เ้าเป็ตัวเงินตัวทองของข้าเลย รู้หรือไม่ ต่อไปนี้ข้าจะเลี้ยงดูปูเสื่อเ้าอย่างดี ไม่มีขาดตกบกพร่อง เ้าอยากจะได้อันใดเพียงแค่บอกข้า ประเดี๋ยวข้าจะให้เด็กๆ หามาให้” มาม่าซังพูดด้วยความตื่นเต้น เพราะนางอดใจไม่ไหวที่จะเห็นร้านนี้เฟื่องฟูอีกครั้ง
แต่ไม่ใช่กับเหลียงเฟยฮวาแน่นอน เพราะนางชักเริ่มตงิดใจแปลกๆ ราวกับว่ามีลางสังหรณ์ไม่ดีกำลังครอบงำ ซึ่งถ้าย้อนเวลากลับไปได้ นางจะไม่มาทวงคืนความยุติธรรมในซ่องแห่งนี้เป็แน่......