ตอนที่22 ผลสอบแข่งขันระดับจังหวัด
“นั่นสิพวกเราควรให้โอกาสครอบครัวของน้องรองบ้างนะครับ”ซ่งซ่านเจ๋อช่วยพูดให้กับน้องชายตนเอง
เขาดีใจที่ซ่งซ่านจิงสละสิทธิ์ในสมบัติของตระกูลรวมถึงบริษัทซ่งจินด้วยจึงช่วยพูดอย่างมีน้ำใจ
“ให้อาจารย์กั๋วได้ทดสอบทักษะก่อนค่อยตัดสินแล้วกันครับ”เพ่ยิพูดอย่างมีหลักการและเหตุผล
ซ่งเย่เหลือบมองทุกคนด้วยความสนใจกับพฤติกรรมที่หลากหลาย
“ให้หว่านเอ๋อร์ได้เล่นก่อนนะคะเพราะเธอได้เรียนจากอาจารย์ชื่อดังมานาน”
ไป๋จูซีพูดสนับสนุนลูกสาวตนเองทันที
“ก็ได้แต่คิวต่อไปต้องเป็หลินเอ๋อร์นะ”ซ่งซ่านเหม่ยยอมรับอย่างไม่เต็มใจ
“ให้น้องสาวเล่นเป็คนสุดท้ายคงไม่เป็อะไรใช่ไหมจ๊ะ?” ซ่งจูหว่านถามอย่างไม่จริงใจ
ซ่งซ่านจิงสบตาลูกสาวตนเองด้วยความกังวลว่าเธอจะไม่สบายใจ
แต่เขากลับพบว่าซ่งเย่มีสีหน้าเรียบเฉยเ็าเหมือนเดิม
เหมือนกับไม่ได้รู้สึกทุกข์ร้อนใดๆ
“ตามสบายค่ะ”ซ่งเย่ตอบกลับซ่งจูหว่านเสียงเรียบพลางคิดในใจอย่างครึ้มอกครึ้มใจว่า
“เล่นไปก่อนเลย แล้วจะแสดงทักษะระดับสูงให้ได้ฟังกัน”
กั๋วจงเจ๋อที่ได้รับเชิญมาเป็กรณีพิเศษเนื่องจากเพื่อนของเขามีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัทเพ่ยิ
จึงตกปากรับคำมาทดสอบทักษะของว่าที่ลูกศิษย์ในอนาคตที่เขาไม่เต็มใจนัก
ซ่งจูหว่านที่เห็นว่าซ่งเย่ยอมรับการจัดลำดับเข้ารับการทดสอบแต่โดยดี
เธอเชิดคางอย่างเย่อหยิ่งและเดินตรงไปนั่งบนเก้าอี้หน้าเปียโนหลังใหญ่
บุคลิกและท่าทางของซ่งจูหว่านดูดีเหมือนคุณหนูชั้นสูงที่ผ่านการอบรมอย่างเข้มงวด
ซ่งเย่กระตุกยิ้มมุมปากเยาะเย้ยซ่งจูหว่านอยู่ในใจ
เมื่อซ่งจูหว่านทำสมาธิได้แล้วเธอค่อยๆวางนิ้วมือเรียวสวยบนปุ่มโน้ตเปียโน
พลันเกิดเสียงบทเพลงที่ไพเราะดังขึ้น
“โด เร มี โด เร มี ฟา ฟา ฟา ซอล ...........”
กั๋วจงเจ๋อที่ฟังบทเพลงได้ครู่หนึ่งพลันขมวดคิ้วแน่นและมีสีหน้าไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
แต่ทว่ามีเพียงซ่งเย่เท่านั้นที่สังเกตเห็น
ในขณะที่คนอื่นๆล้วนพึมพำชื่นชมซ่งจูหว่านกันทุกคนยกเว้นซ่งซ่านจิง
“หลานรักเล่นได้ไพเราะเก่งจริงๆ” หญิงชราเว่ยผิงพูดชื่นชมหลานรักโดยไม่ตระหนี่คำชม
“ลูกแม่ทั้งสวยทั้งเก่ง”ไป๋จูซีชื่นชมลูกสาวตนเองเช่นกัน
ด้านชายชราซ่งซ่านโจวพยักหน้าและมีแววตาภาคภูมิใจที่ปิดไม่มิด“ดี ดี”
“มีลูกสาวทั้งสวยทั้งเก่งนี่ลำบากใจจริงๆ”
ซ่งซ่านเจ๋อส่ายหัวพลางพึมพำอย่างพึงพอใจกับความเก่งกาจของลูกสาวตนเอง
“ฉันไม่คิดเลยว่าหว่านเอ๋อร์จะเล่นเก่งขนาดนี้ค่ะ”ซ่งซ่านเหม่ยชมซ่งจูหว่านด้วยความจริงใจ
มีเพียงเพ่ยิที่พูดอย่างเป็กลางว่า“เล่นได้ดีครับ ถ้าหลินเอ๋อร์เล่นได้ดีแบบนี้คงจะดีมาก”
จากนั้นเขาหันไปลูบหัวเพ่ยหลินที่นั่งอยู่ระหว่างตนเองและภรรยาด้วยความรัก
“พี่จูหว่านเล่นเก่งจังเลยค่ะหนูเล่นได้แค่นิดหน่อยเอง” เพ่ยหลินพูดอย่างถ่อมตัว
ซ่งซ่านจิงนั่งอย่างกระสับกระส่ายที่พบว่าญาติพี่น้องตนเองไม่มีใครสนใจซ่งเย่เลย
“เย่เอ๋อร์ไม่ต้องกังวลนะครับ ทำเท่าที่ทำได้นะลูก”
เขาพูดปลอบโยนเพราะกลัวว่าเธอจะน้อยใจกับพฤติกรรมของคนตระกูลซ่ง
“ไม่ต้องกังวลค่ะพ่อ”ซ่งเย่ปลอบใจพ่อตนเอง
เวลานี้ซ่งเย่มีแววตาสนุกสนานมากขึ้นเมื่อพบว่าซ่งจูหว่านเคาะแป้นเปียโนผิดจังหวะจนทำให้เสียงเพี้ยน
แต่ทว่าเฉพาะผู้ที่มีทักษะสูงเท่านั้นจึงจะแยกแยะความผิดเพี้ยนเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ได้
เมื่อซ่งเย่เหล่ตามองพลันพบว่าชายชรากั๋วจงเจ๋อขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม
“ฮึฮึ น่าสนุก!” ซ่งเย่พึมพำเบาๆกับตนเอง
“ติ๊ง..”เสียงโน้ตสุดท้ายถูกเคาะลงบนแป้นเปียโน
“แปะๆๆๆๆๆๆๆ”
ทุกคนในห้องโถงพลันปรบมืออย่างพร้อมเพรียงเมื่อเห็นว่าบทเพลงถูกเล่นจนจบลงอย่างสวยงาม
ยกเว้นกั๋วจงเจ๋อและซ่งเย่ที่นั่งมองอย่างเฉยเมย
แต่ซ่งซ่านจิงขยับตัวไปมาอย่างอึดอัดใจและเขาไม่ได้ปรบมือเหมือนกับคนอื่นแต่อย่างใด
“ท่านอาจารย์กั๋วคะฝีมือเล่นเปียโนของหลานฉันเป็อย่างไรบ้าง?”เว่ยผิงหันหน้ามาถามอาจารย์กั๋วโดยตรง
“เล่นให้ครบทุกคนก่อนแล้วกันครับ”อาจารย์กั๋วตอบกลางๆ
เขารู้สึกเบื่อหน่ายกับฝีมือที่คนตระกูลซ่งพากันโอ้อวดความเก่งกาจ
แต่ทว่าทักษะที่ซ่งจูหว่านแสดงออกมานั้นเปรียบเสมือนเด็กประถมที่ฝึกฝนได้ไม่นาน
นั่นทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย
และเฝ้ารอคอยที่จะได้ฟังบทเพลงแห่ง์จากอาจารย์เด็กสาวที่นั่งนิ่งเฉยั้แ่ต้นจนจบ
เขารู้ดีว่าต้องแสดงท่าทีกับซ่งเย่ให้ดี
ไม่เช่นนั้นชีวิตวันข้างหน้าของเขาอาจจะลำบากได้
เพราะหากทำให้เ้านายของตนเองไม่พอใจเขาตายแน่ๆ
“หว่านเอ๋อร์เล่นดีอยู่แล้วคุณแม่ไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ” ไป๋จูซีพูดปลอบใจแม่สามี
“ต่อไปก็ให้หลินเอ๋อร์ได้เล่นบ้างไปสิจ๊ะลูก”
ซ่งซ่านเหม่ยดึงแขนลูกสาวตนเองเล็กน้อยเพื่อให้เธอลุกขึ้นเดินออกไป
“หนูขอเล่นต่อพี่จูหว่านนะคะ”เพ่ยหลินก้มหน้าพูดเสียงเบาเป็เชิงขออนุญาตซ่งจูหว่านอย่างเกรงใจ
“มาสิจ้ะ”ซ่งจูหว่านลุกขึ้นจากเก้าอี้หน้าเปียโนอย่างมีน้ำใจ
เธอเดินกลับมานั่งที่เดิมพลางเหลือบไปมองซ่งเย่อย่างท้าทาย
ซ่งเย่กระตุกยิ้มมุมปากเมื่อเหลือบเห็นท่าทีของซ่งจูหว่าน
เวลานี้เพ่ยหลินได้เริ่มบรรเลงบทเพลงที่เธอฝึกซ้อมมาเป็พิเศษสำหรับการคัดเลือกนี้โดยเฉพาะ
“โด เร มี ฟา ฟา ฟา ซอล โด เร มี โด ฟา ซอล...........”
ซ่งเย่มองเห็นความมุ่งมั่นของเพ่ยหลิน
ถึงแม้ว่าฝีมือของเธอจะเล่นได้ไม่ดีเท่ากับซ่งจูหว่านก็ตาม
แววตาของเพ่ยหลินเต็มไปด้วยความตั้งใจและใส่ใจกับรายละเอียดเล็กน้อยของตัวโน้ตที่หลายคนอาจมองข้ามไป
กั๋วจงเจ๋อตอนแรกขมวดคิ้วแน่นแต่เมื่อมองเห็นทักษะการเล่นอันละเอียดอ่อนของเธอ
เขาพลันคลายคิ้วที่ขมวดแน่นลงเล็กน้อย
แน่นอนว่าทักษะของเพ่ยหลินยังคงด้อยกว่าซ่งจูหว่านเล็กน้อย
“ติ๊ง” เมื่อโน้ตตัวสุดท้ายถูกเพ่ยหลินกดลง
ซ่งซ่านเหม่ยพลันปรบมือให้กำลังใจลูกสาวตนเองเสียงดังลั่นกลบเสียงปรบมือของคนอื่นจนสิ้น
ซ่งซ่านจิงปรบมือให้กำลังใจหลานสาวตนเองเช่นกัน
เนื่องจากเพ่ยหลินเป็หลานสาวที่หัวอ่อนและว่านอนสอนง่ายไม่เ้าเล่ห์และมากแผนการอย่างซ่งจูหว่าน
“เอาล่ะต่อไปคงเป็คนสุดท้ายที่ไม่น่าสนใจอะไร”เว่ยผิงพูดขึ้นขัดจังหวะเสียงปรบมือของทุกคน
“ลองฟังน้องสาวดูก่อนสิค่ะคุณย่า”ซ่งจูหว่านพูดคล้ายเยาะเย้ยซ่งเย่ในที
ซ่งเย่ไม่พูดอะไรเธอเดินตรงไปยังเปียโนหลังจากที่เพ่ยหลินเดินมานั่งที่เดิมแล้ว
กั๋วจงเจ๋อที่เห็นว่าซ่งเย่กำลังเริ่มบรรเลงเปียโน
เขายืดตัวตรงและตั้งท่าเตรียมฟังเธอเล่นอย่างจริงจัง
ซ่งซ่านจิงกำหมัดแน่นพลางส่งกำลังใจให้ลูกสาวตนเองทางสายตา
ซ่งเย่วางมือบนแป้นเปียโนและเริ่มกดลงทันที
พลันเสียงเพลงอันไพเราะดังขึ้นท่ามกลางสายตาเบิกกว้างอย่างไม่เชื่อของใครหลายคน
“โด เร มี ฟา โด ฟา ซอล เร มี โด ฟา ซอล ฟา...........”
ซ่งจูหว่านกำมือแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือแดง
เธอส่งสายตาโกรธแค้นไปยังซ่งเย่
เธอไม่เข้าใจว่าซ่งเย่เล่นเปียโนได้เก่งเช่นนี้ได้อย่างไร?
ทำไมเวทีนี้จึงไม่เป็เธอที่โดดเด่นที่สุด
ใบหน้าของซ่งจูหว่านเวลานี้บิดเบี้ยวไปด้วยความอิจฉาริษยาและโกรธแค้น
ซ่งเย่เล่นบทเพลงหนึ่งที่เธอชื่นชอบซึ่งเป็คนละเพลงกับที่เคยเล่นในบ้านของหลิวเย่
กั๋วจงเจ๋อตาเป็ประกายที่พบว่าเป็เพลงใหม่ที่เธอเล่นด้วยทักษะขั้นสูง
เขาตัวสั่นเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้นดีใจที่พบว่าซ่งเย่มีทักษะสูงกว่าเขามากนัก
พลางพึมพำกับตัวเองเบาๆว่า“นี่มันทักษะเปียโนระดับโลกชัดๆ”
“ติ๊ง”เสียงโน้ตสุดท้ายถูกเคาะลง
แต่อารมณ์หลากหลายจากทุกคนในห้องโถงยังนิ่งค้างอย่างไม่เชื่อสายตา
“แปะๆๆๆๆๆ”ซ่งซ่านจิงได้สติก่อนใคร เขาปรบมือเสียงดังให้กับลูกสาวของตนเอง
นี่สิลูกสาวคนเก่งของเขา!
เก่งทุกอย่าง!
ความภาคภูมิใจเอ่อล้นหัวใจของเขาจนแทบอยากจะะโลุกขึ้นร้องเสียงดังแต่ต้องระงับอารมณ์นั้นไว้
ซ่งซ่านโจวเว่ยผิง ซ่งซ่านเจ๋อ ไป๋จูซี และซ่งจูหว่านนั่งนิ่งตาค้างตกตะลึง
“นี่เป็ไปได้อย่างไร?”ซ่งซ่านเหม่ยพูดขึ้นมาอย่างไม่เชื่อกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“อืม เล่นได้ดีครับ”เพ่ยิพูดชมอย่างยุติธรรม
“ซ่งเย่เล่นดีจังเลยค่ะ”เพ่ยหลินเอ่ยชมซ่งเย่อย่างจริงใจด้วยตาเป็ประกาย
ซ่งเย่พยักหน้าให้กับเพ่ยหลินคล้ายขอบคุณเพ่ยหลินพยักหน้าตอบเธออย่างเข้าใจเช่นกัน
“อาจารย์กั๋วคุณคิดว่าอย่างไรครับ?”
ชายชราซ่งซ่านโจวกระแอมไอและถามความคิดเห็นของอาจารย์กั๋วด้วยความรู้สึกลำบากใจ
เขาไม่คาดคิดว่าหลานสาวนอกสายตาจะมีทักษะสูงขนาดนี้
สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าสอนเื่พวกนี้ด้วยหรือ?
มีคำถามเกิดขึ้นมากมายในใจของชายชรา
“ผมคงไม่สามารถรับใครเป็ลูกศิษย์ได้ครับ”กั๋วจงเจ๋อตอบคำถามซ่งซ่านโจวตามตรง
นั่นเป็เพราะว่าทักษะของซ่งจูหว่านและเพ่ยหลินไม่ผ่านตามมาตรฐานของเขา
ส่วนซ่งเย่นั้นเธอเป็ระดับปรมาจารย์ที่เหนือกว่าเขามากนัก มีแต่เขาจะขอเป็ลูกศิษย์ของเธอแทน
“อืม”ซ่งซ่านโจวถอนหายใจอย่างโล่งอกกับคำตอบของกั๋วจงเจ๋อ
หากอาจารย์กั๋วเลือกซ่งเย่คนเดียว
นั่นจะไม่ดีสำหรับครอบครัวลูกชายคนโตของตนเอง
ซ่งจูหว่านที่ได้ยินคำตอบของอาจารย์กั๋วพลันถอนหายใจเล็กน้อยอย่างผ่อนคลาย
เพราะอย่างน้อยอาจารย์ก็ไม่ได้เลือกซ่งเย่
พลันทุกคนต่างตื่นตะลึงเมื่อมองเห็นอาจารย์กั๋วเดินเข้าไปหาซ่งเย่ที่กำลังจะเดินกลับมานั่งที่
และพูดกับเธออย่างนอบน้อมว่า“อาจารย์ช่วยฉันวิเคราะห์ข้อผิดพลาดสักเพลงได้ไหมครับ?”
ซ่งเย่หยุดนิ่งครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าตอบรับคำขอนั้น
กั๋วจงเจ๋อเมื่อเห็นท่าทางยอมรับจากซ่งเย่
เขาปราดเดินเข้าไปนั่งบนเก้าอี้หน้าเปียโนและเริ่มบรรเลงเพลงที่จะให้ซ่งเย่ช่วยวิเคราะห์ทันที
“ติ๊ง”เมื่อกั๋วจงเจ๋อเล่นโน้ตเพลงตัวสุดท้ายแล้ว
เขาหันหน้าไปมองซ่งเย่อย่างคาดหวัง
“มันผิดตรงนี้ค่ะ”ซ่งเย่พูดขึ้นมาและไปนั่งแทนกั๋วจงเจ๋อที่ตอนนี้ลุกขึ้นยืนอยู่ข้างๆซ่งเย่
เหมือนลูกศิษย์ที่ดีกำลังรอคอยคำแนะนำจากอาจารย์
“โด มี ฟาโด ฟา ซอล เร โด ฟา ซอล ฟา...........”
ซ่งเย่เลือกเล่นเฉพาะท่อนที่เสียงโน้ตมีความผิดพลาด
เธอมีความทรงจำที่ทรงพลัง!
ดังนั้นเป็เื่ง่ายสำหรับการจดจำบทเพลงและตัวโน้ตทั้งหมดพร้อมกับพบข้อผิดพลาดได้อย่างรวดเร็ว
“โอ้อาจารย์นั่นมันใช่เลย ขอบคุณอาจารย์มากจริงๆครับ”
กั๋วจงเจ๋อตาเป็ประกายด้วยความตื่นเต้นดีใจที่ค้นพบข้อผิดพลาดในการแต่งเพลงของตนเองโดยซ่งเย่
ซ่งเย่พยักหน้าเข้าใจกับท่าทีของเขา
เวลานี้ซ่งจูหว่านโกรธแค้นจนแทบกระอักเป็เื
“อาจารย์กั๋วทำไมคุณไปถามเด็กกำพร้านั่น?เธอไม่เห็นจะเล่นได้ดีไปกว่าหว่านเอ๋อร์เลย”
เว่ยผิงต่อว่าอาจารย์กั๋วและตำหนิซ่งเย่โดยตรง
อาจารย์กั๋วที่เริ่มรับรู้ถึงบรรยากาศความขัดแย้งภายในครอบครัว
เขานิ่งเฉยและไม่ตอบคำถามของหญิงชราเว่ยผิงแต่อย่างใด
ซ่งเย่เหลือบตามองเห็นสายตาผิดหวังและหดหู่ของเพ่ยหลิน
เธอตัดสินใจช่วยลูกพี่ลูกน้องคนนี้และพูดกับอาจารย์กั๋วตามตรงว่า
“อาจารย์กั๋วช่วยรับเพ่ยหลินเป็ลูกศิษย์ได้ไหมคะ?”
อาจารย์กั๋วที่ได้ยินคำร้องขอจากซ่งเย่เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าตอบตกลงอย่างเต็มใจ
“ตกลงครับฉันจะรับลูกศิษย์หนึ่งคน”
“อะไรกัน? แล้วหว่านเอ๋อร์ล่ะ ทำไมคุณไม่รับเธอ? หลานของฉันเล่นเก่งกว่าหลินเอ๋อร์เสียอีก”
เว่ยผิงะโเสียงดังปฏิเสธคำตัดสินของอาจารย์กั๋วทันที
“นั่นสิคะอาจารย์กั๋วถ้าจะรับหลินเอ๋อร์ก็ควรรับหว่านเอ๋อร์ไปด้วยสิคะ”ไป๋จูซีะโอย่างไม่ยอมแพ้เช่นกัน
ด้านซ่งซ่านเหม่ยและเพ่ยิที่เป็ผู้ได้รับผลประโยชน์โดยตรง
ทั้งคู่นิ่งเงียบไม่อุทธรณ์การตัดสินใจใดๆของอาจารย์กั๋ว
“ขอบคุณนะคะ”เพ่ยหลินหันหน้ามาขอบคุณซ่งเย่อย่างจริงใจ
“ไม่เป็ไรค่ะ”ซ่งเย่ตอบกลับเสียงเรียบ
“ฉันรับลูกศิษย์ตามคำสั่งอาจารย์ซ่งเท่านั้นครับ”อาจารย์กั๋วตอบโดยไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่น
เวลานี้ซ่งจูหว่านมีใบหน้าบิดเบี้ยวมากกว่าเดิมพร้อมกับส่งสายตาโมโหโกรธแค้นให้กับซ่งเย่
แต่เธอไม่สามารถอ้อนวอนหรือขอร้องซ่งเย่ได้
ทำไมเธอต้องคุกเข่ายอมแพ้ให้กับซ่งเย่?
ไม่มีทาง!
“กลับบ้านกันค่ะพ่อ”ซ่งเย่ที่ทำภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว
เธอหันไปมองพ่อตนเองที่ตอนนี้ใบหน้าระบายไปด้วยรอยยิ้ม
“ตกลงครับ”ซ่งซ่านจิงตอบรับคำขอของลูกสาวตนเองทันที
จากนั้นเขาหันหน้าไปลาญาติพี่น้องของตนเองโดยตรง
“คุณพ่อคุณแม่พี่ใหญ่พี่สะใภ้ ผมกับลูกกลับก่อนนะครับ”
ซ่งซ่านจิงกล่าวลาแล้วเดินนำซ่งเย่ออกจากวิลล่าตระกูลซ่งทันใด
“ถ้าเช่นนั้นฉันก็กลับเหมือนกันครับ”
อาจารย์กั๋วเมื่อแลกเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์กับเพ่ยหลินและเพ่ยิแล้ว
เขาพลันพูดตามหลังซ่งซ่านจิงเช่นกัน
เพราะที่บ้านตระกูลซ่งไม่มีคนที่เขาควรให้ความสนใจอีกต่อไป
ซ่งซ่านจิงและซ่งเย่ออกมาจากคฤหาสน์ตระกูลซ่งโดยที่ไม่ได้รับรู้เลยว่าเกิดเหตุการณ์วุ่นวายโกลาหลมากเพียงใด
หญิงชราเว่ยผิงเป็ลมหมดสติด้วยความผิดหวัง
ไป๋จูซีก็อ่อนเพลียจนแทบเป็ลมหมดสติเช่นกัน
ต่างจากซ่งซ่านเหม่ยเพ่ยิและเพ่ยหลินที่เดินทางไปส่งอาจารย์กั๋วที่รถยนต์ของอาจารย์อย่างมีความสุขสมหวัง
ด้านกั๋วจงเจ๋อรู้สึกพึงพอใจเช่นกันที่ได้ซ่งเย่ช่วยไขปัญหาความผิดพลาดของตนเอง
ด้านซ่งเย่เมื่อกลับมาถึงบ้าน
เธอเดินขึ้นห้องนอนเพื่ออ่านหนังสือที่อ่านค้างไว้โดยไม่ได้สนใจอะไรอีก
นั่นเป็เพราะว่าเธอรู้ดีว่าพ่อจะต้องสาธยายเื่ราวให้แม่และยายฟังอย่างละเอียดแทน
อาหารเย็นวันนี้ของครอบครัวซ่งซ่านจิงเต็มไปด้วยความสุขและอบอุ่น
ซ่งเย่ได้รับคำชื่นชมและยกย่องจากยายและพ่อกับแม่จนเธอรู้สึกว่าคำชมมีมากจนเกินไป
..........
รุ่งเช้าซ่งเย่เปิดคอมพิวเตอร์ตรวจสอบผลการสอบก่อนไปโรงเรียน
ปรากฏว่าผลสอบที่ประกาศหน้าเว็บไซต์กลางของกระทรวงศักษาธิการ
วิชาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา ซ่งเย่มีรายชื่อเป็ลำดับแรกสุด
เพราะเธอสามารถทำคะแนนเต็ม 100 คะแนนทั้งสี่วิชา
โดยที่ไม่มีใครได้คะแนนเต็มเหมือนเธอเลยแม้แต่คนเดียว
ซ่งเย่ไม่ได้สนใจตรวจสอบรายชื่อคนเข้าสอบแข่งขันวิชาอื่นใดนอกจากวิชาคณิตศาสตร์
นั่นเป็เพราะว่าซ่งจูหว่านเข้าร่วมสอบแข่งขันด้วยในนามตัวแทนนักเรียน 1 ใน 5 คนของโรงเรียน
เมื่อเธอไล่สายตาตรวจสอบรายชื่อผู้เข้าร่วมสอบแข่งขันในระดับจังหวัด
พลันพบรายชื่อของซ่งจูหว่านในวิชาคณิตศาสตร์ลำดับที่ 8 ของจังหวัด ได้ 84 คะแนน
ทำให้ซ่งเย่ยิ้มมุมปากอย่างพอใจเพราะหมายถึงว่าซ่งจูหว่านหมดสิทธิ์ในการเข้าร่วมสอบแข่งขันในระดับประเทศ
“ฉันกำลังเก็บดอกเบี้ยกับเธออยู่นะซ่งจูหว่าน!”แววตาโเี้ของซ่งเย่ทอประกายเจิดจ้า
จากนั้นเธอถือกระเป๋าเป้ที่บรรจุหนังสือแพทย์แผนจีนสำหรับไปอ่านในห้องเรียนและเข็มในห่อผ้า
เมื่อซ่งเย่เดินลงบันไดพลันพบว่าพ่อแม่และยายมีสีหน้าสดชื่นรื่นเริงกันทุกคน
“วันนี้ประกาศผลสอบใช่ไหมจ๊ะหลานรัก?”ยายถามอย่างคาดหวังว่าจะมีข่าวดีอีกครั้ง
“เย่เอ๋อร์ทำได้อยู่แล้วครับ”ซ่งซ่านจิงพูดขึ้นแทนเพราะเขามั่นใจกับความสามารถของลูกสาวตนเอง
“แม่เชื่อว่าเย่เอ๋อร์ทำได้จ้ะ”เส้าม่านเอ๋อพูดให้กำลังใจกับลูกสาวของเธอ
“หนูสอบได้ที่หนึ่งทั้งสี่วิชาค่ะ”ซ่งเย่มองเห็นแววตาทอประกายอบอุ่นและห่วงใยจากทุกคน
เธอจึงบอกผลสอบตามตรงทันที
“จริงหรือจ๊ะ?” ยายถามย้ำด้วยความดีใจ
“.....”ซ่งเย่พยักหน้ายืนยันคำตอบ
“เย่เอ๋อร์เก่งจริงๆจ้ะ”เส้าม่านเอ๋อพลันจะเข้ามากอดเธอแต่เมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้จึงถอยห่างออกมาเล็กน้อย
“เก่งมากเย่เอ๋อร์พ่อภูมิใจในตัวลูกมากครับ” ซ่งซ่านจิงลูบหัวเธอด้วยความรักและภูมิใจ