TheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์

    ตอนที่ 53 ความต้องการที่เด็ดเดี่ยว

    ตอนที่ 53 ความต้องการที่เด็ดเดี่ยว


    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****




    ทีมกวาดล้างทั้งหมดรีบออกมาจากอบิสทันที


    สภาพของแต่ละคนในตอนนี้ดูอดสูเป็นอย่างมาก บางคนได้รับบาดเจ็บสาหัส บางคนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เสื้อผ้าของพวกเขาขาดวิ่นและเต็มไปด้วยเลือดสีแดงและสีม่วง


    กลิ่นคาวเลือดมากมายติดอยู่บนร่างของพวกเขา


    เว้นแต่ ...


    เด็กหนุ่มผู้มีรูปร่างผอมบางในชุดสูทสีขาวที่เป็นเครื่องแบบของนิวโฮป


    เจ้าหน้าที่ระดับเจ็ดผู้เป็นหัวหน้าผู้ควบคุมภารกิจอบิสแห่งนี้มองไปที่เฟิร์สอย่างประหลาดใจ


    “เจ้าหน้าที่ทั้งสอง มีอะไรจะรายงานผมไหม?” ชายในชุดสูทสีขาวเอ่ยขึ้น บนอกของเขาประดับด้วยเข็มกลัดรูปพีระมิดสีเงินหนึ่งอัน นั่นหมายถึงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ระดับเจ็ดของเขา


    แม้ก่อนหน้านี้เขาจะได้สอบถามรายละเอียดจากเวเนเตอร์ที่โผล่ออกมาแล้ว แต่เขาก็ต้องการรายละเอียดจากคนของเขามากกว่า


    เอเบิร์กก้าวมาข้างหน้าแล้วเอ่ยรายงาน


    “อบิสแห่งนี้ไม่ได้เป็นตามที่พวกเราคาดการณ์ มันไม่ใช่อบิสสีขาวระดับต่ำ แต่เป็นอบิสสีขาวระดับสูง อีกทั้งภายในยังมีมอนสเตอร์อยู่เป็นจำนวนมาก ไม่เท่านั้นก่อนที่พวกเราจะออกมา โดรนสำรวจหนึ่งลำได้ถูกราชามอนสเตอร์โจมตีอีกด้วย” 


    “ว่ายังไงนะ! ราชามอนสเตอร์!” สีหน้าของเจ้าหน้าที่ระดับเจ็ดตกใจเป็นอย่างมาก


    ทางด้านเฟิร์สแม้ไม่ได้พูดอะไร แต่เขาก็กดส่งรายงานที่เตรียมไว้ให้กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงตรงหน้านี้ผ่านกำไล


    “นี่คือข้อมูลที่ผมรวบรวมมา มอนสเตอร์ในรูปแบบต้นไม้น่าจะมีราชาของมันอยู่ที่นั่นจริงๆ” เด็กหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เรียบสงบ


    จนทำให้เจ้าหน้าที่ระดับเจ็ดอดที่จะหรี่ตาลงไม่ได้


    “ผู้หมวดเฟิร์สวัน ดูเหมือนว่าคุณจะถูกดูแลเป็นอย่างดีสินะ” ชายคนนั้นเอ่ย พร้อมกับมองสภาพของเฟิร์ส


    ร่างของเด็กหนุ่มในตอนนี้ดูขาวสะอาดตั้งแต่หัวจรดเท้า บนเสื้อผ้าไม่มีรอยเปื้อนแม้แต่จุดเดียว ซึ่งต่างจากคนอื่นๆ เป็นอย่างมาก


    เจ้าหน้าที่คนนั้นเข้าไปตบไหล่ของโจเซฟแล้วเอ่ย


    “ขอบคุณนะที่คุณดูแลคนของพวกเราเป็นอย่างดี”


    เมื่อพูดจบเขาก็เดินจากไปด้วยท่าทางที่เร่งรีบ เหตุการณ์นี้เกินขอบเขตของเขาไปแล้ว การจัดการราชามอนสเตอร์ระดับกลาง อย่างน้อยๆ ต้องใช้กองทัพดาราขาวเก้าแฉกสักสิบคน หรือมีดาราแดงเข้าร่วมด้วย ถึงจะสามารถกวาดผ่านมันไปได้


    ไม่อย่างนั้นเทรดอบิสนี้จะต้องแตกอย่างแน่นอน


    ดังนั้นเขาจึงต้องรีบรายงานเบื้องบนให้ระดมพลกวาดล้างมอนสเตอร์ในอบิสแห่งนี้


    เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก มันแทบจะไม่มีเวลาให้โจเซฟอธิบายเลยแม้แต่น้อย แล้วร่างของเจ้าหน้าที่ระดับเจ็ดคนนั้นก็หายลับไป


    โจเซฟหันกลับมามองเฟิร์สอีกครั้งหนึ่งแล้วมีท่าทางที่ครุ่นคิด


    แม้แต่คนอื่นๆ ก็มองไปที่เขาเช่นกัน หลายคนมองเฟิร์สด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย


    แต่เด็กหนุ่มกลับไม่ได้สนใจพวกเขาเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย


    “ภารกิจนี้ถือว่าจบลงแล้ว แม้ว่ามันจะจบลงก่อนกำหนดก็ตาม” 


    เป็นครั้งแรกที่เอเบิร์กหันมาคุยกับเฟิร์สด้วยท่าทางที่ไม่มีอคติ


    “แล้วพวกเราต้องไปรายงานที่ศูนย์อีกหรือเปล่า?” เฟิร์สเอ่ยปากถาม


    เอเบิร์กส่ายหน้าและเอ่ย “ไม่ต้องแล้ว ตอนนี้พวกเราได้ให้ข้อมูลไปหมดแล้ว กลับไปพักผ่อนแล้วรอทำภารกิจต่อไปเถอะ”


    เขาเอ่ยแนะนำแล้วเดินจากไป ด้วยท่าทางที่สงวนท่าที


    ชายคนนี้เหมือนจะวางฟอร์มก่อนจากไป


    “อ่า ... อย่างนั้นก็ดีเลย” 


    มุมปากของเฟิร์สเผยออกมาเป็นรอยยิ้ม


    เขาเดินไปที่พักชั่วคราวของเวเนเตอร์


    ระหว่างปฏิบัติงานนิวโฮปจะสร้างบ้านพักชั่วคราวให้กับผู้ปฏิบัติงาน 


    อย่างที่รู้กันว่าอบิสแต่ละแห่งที่ปรากฏขึ้นมาจะมีอายุไม่ต่ำกว่าสิบสองเดือน ซึ่งเป็นเวลาที่มากพอดู ระหว่างนี้เจ้าหน้าที่ผู้มีความรับผิดชอบจะต้องประจำอยู่ที่นี่ คอยควบคุมตั้งแต่การกวาดล้างไปจนถึงการเก็บเกี่ยวจนเสร็จสิ้น


    บ้านพักชั่วคราวจึงเป็นสถานที่อำนวยความสะดวกให้กับเหล่าผู้ปฏิบัติงาน


    เฟิร์สได้ทำการลงทะเบียนภารกิจของที่นี่ไว้แล้ว เขาจึงมีบ้านพักเป็นของตัวเอง


    แต่ทว่าในระหว่างทาง เสียงๆ หนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลังของเฟิร์ส


    แม้เด็กหนุ่มจะไม่หันหลังกลับไปมอง แต่สัมผัสอักขระของเขาก็สามารถตรวจจับได้ว่าใครที่อยู่ใกล้อาณาเขตบริเวณรอบกายเขา


    เฟิร์สหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับไป


    “มีอะไรหรอคุณโจเซฟ” เฟิร์สหันกลับไปเอ่ยกับชายวัยกลางคนที่มีรูปร่างบึกบึนและมีหน้าตาเป็นคนไทยแท้ แต่ใช้ฉายานามว่าโจเซฟ


    “นายยังไม่กลับเหมือนคนอื่นๆ หรอ?” โจเซฟเอ่ยถาม


    “ไม่ครับ ผมว่าจะพักผ่อนที่นี่สักหน่อย”


    “โห้ ฉันก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน ว่าแต่ค่ำๆ นายสนใจมาดื่มกับฉันไหม?”


    เฟิร์สส่ายศีรษะ


    “ไม่ดีกว่าครับ ผมยังไม่บรรลุนิติภาวะ”


    “ว่าอะไรนะ! นี่นายอายุเท่าไหร่กันเนี้ย”


    โจเซฟดูตกใจไม่น้อย ในตอนแรกเขาก็คิดว่าวอชเชอร์คนนี้คือคนที่หน้าเด็กเหมือนเด็กมัธยมเสียอีก แต่ใครจะคิดเล่าว่าจะเป็นเด็กมัธยมจริงๆ


    “สิบหกครับ ... แต่จะว่าไปอีกแค่เดือนกว่าๆ ผมก็จะสิบเจ็ดแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่บรรลุนิติภาวะอยู่ดี” เฟิร์สตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ


    “โอเค โอเค ฉันไม่กวนนายแล้วก็ได้ นายพักผ่อนเยอะๆ เถอะ” 


    โจเซฟพูดแล้วจากไปทันที หลังจากที่รู้ว่าคนตรงหน้านี้คือเด็กน้อยคนหนึ่ง แต่ก็อดทึ่งไม่ได้ที่วอชเชอร์เด็กขนาดนี้จะมาลงเทรดอยู่ในภารกิจเดียวกันกับเขา


    เฟิร์สละความสนใจจากอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วแล้วเดินเข้าที่พักของตนเองไป


    ตอนนี้เด็กหนุ่มร่างผอมบางกำลังอยู่ในห้อง นั่งสมาธิโคจรพลังไปเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็ใช้ความคิดวางแผนบางอย่าง


    “สัญญาของฉันให้สิทธิ์ในการเข้าออกอบิสระดับต่ำกว่าสีแดงที่ใดก็ได้ ถ้าอย่างนั้นฉันก็มีสิทธิ์เข้าไปข้างในอบิสแห่งนี้อีกครั้งได้”


    เฟิร์สเริ่มให้ความสนใจกับอบิสแห่งนี้ แม้ภายในนั้นจะมีแค่มอนสเตอร์ระดับกลางก็ตาม แต่มันก็มีจำนวนมากและมีราชามอนสเตอร์อยู่ที่นั่น


    ต้องรู้ไว้ว่าราชามอนสเตอร์นั้นมีพลังรบไม่ต่างอะไรจากนางพญา แม้แต่เวเนเตอร์ดาราขาวเก้าแฉกหรือดาราแดงระดับแรกก็ไม่สามารถรับมือกับมันได้ง่ายๆ


    เรื่องนี้จึงทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกท้าทายเป็นอย่างมาก


    “ก่อนหน้านี้ฉันใช้แรงกดดันจากเจตจำนงกระบี่มาเป็นตัวกระตุ้นโจมตีจุดชีพจรยุทธ แต่ก็ไม่ได้ผลสำเร็จที่ดีนัก แต่การโจมตีจุดชีพจรยังมีอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้เปิดออก นั่นก็คือการต่อสู้” ดวงตาของเด็กหนุ่มร่างผอมบางเป็นประกายขึ้นมา


    “อบิสแห่งนี้ยังมีมอนสเตอร์อยู่นับไม่ถ้วน อีกทั้งยังมีราชามอนสเตอร์ที่พอจะเป็นคู่ต่อสู้ได้บ้าง ฉันไม่เชื่อว่าการโจมตีจุดชีพจรจะไม่สำเร็จ”


    เฟิร์สเอ่ยพึมพำก่อนจะปิดตาแล้วโคจรพลังต่อไป


    ในวันรุ่งเช้า หลังจากที่เฟิร์สได้ออกมาทานอาหารที่โรงอาหารของนิวโฮป


    เขาก็มุ่งตรงไปยังห้องทำงานของเจ้าหน้าที่ระดับเจ็ดหรือผู้กองภาวิน ผู้ที่รับผิดชอบงานในอบิสแห่งนี้ทั้งหมด


    สำหรับผู้กองภาวินแล้ว เขาไม่ได้ใช้นามแฝง เขาจึงใช้ชื่อจริงเป็นชื่อเรียก หลายคนจึงเรียกเขาว่าผู้กองภาวินตามตำแหน่งของเขา


    “ผู้กองคะ ผู้หมวดเฟิร์สวันมาขอพบค่ะ” เลขาสาวที่อยู่หน้าห้องเอ่ยรายงาน


    “ให้เขาเข้ามา” 


    “รับทราบค่ะ” 


    หลังจากที่เลขาสาวออกไปไม่นานเด็กหนุ่มร่างผอมบางก็เดินเข้ามา


    “สวัสดีครับผู้กอง”


    ชายอายุห้าสิบเจ็ดปีเงยหน้าขึ้นและเอ่ยถาม “คุณยังไม่กลับไปอีกหรอ? มีธุระอะไรล่ะ?”


    “ผมมีเรื่องต้องแจ้งให้คุณทราบ”


    สีหน้าของผู้กองเฒ่าเคร่งขรึมในทันใด


    “ว่ามา”


    “วันนี้ผมต้องการกลับเข้าไปข้างในอบิสที่นี่อีกครั้ง”


    “หืม ... คุณรู้ไหมคุณพูดอะไรออกมา”


    “ครับ ผมรู้ ... แต่ผมเชื่อว่าผู้กองคงจะรู้เรื่องราวเกี่ยวกับผมมาบ้าง ภายในสัญญาของผมกับนิวโฮปได้ระบุไว้ว่าผมมีสิทธิ์ที่จะเข้าออกอบิสระดับต่ำกว่าสีแดงที่ใดก็ได้ โดยไม่ต้องทำเรื่องอนุมัติ และวันนี้ผมต้องการใช้สิทธิ์นั้น” เฟิร์สเอ่ยออกมาด้วยท่าทางที่นิ่งสงบ บนใบหน้าของเขาแทบจะไม่มีคลื่นอารมณ์ใดๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย


    ทว่าผู้กองเฒ่าตรงหน้ากลับหรี่ดวงตาลงและจ้องมองเด็กหนุ่มร่างผอมบางอย่างสนใจ


    “คุณแน่ใจนะ แม้คุณจะเป็นเวเนเตอร์ผู้มีพรสวรรค์ ดาราขาวเจ็ดแฉก แต่คุณก็เป็นคนรายงานผมเองว่ามีราชามอนสเตอร์อยู่ข้างในนั้น”


    เฟิร์สตอบคำถามอย่างเรียบนิ่ง “ผู้กองเองก็ต้องไม่ลืมนะครับว่านอกจากผมจะเป็นผู้มีพรสวรรค์แล้ว ผมยังเป็นผู้มีความสามารถพิเศษอีก”


    คำตอบนี้ทำให้ผู้กองเฒ่าชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะส่ายศีรษะเบาๆ


    “คุณในตอนนี้ก็ไม่ต่างจากทรัพย์สินของนิวโฮป อบิสที่คุณต้องการเข้าไปยังไม่ได้รับการกวาดล้าง อีกทั้งยังมีรายงานว่ามีราชามอนสเตอร์อยู่ที่นั่น หากคุณเป็นอะไรไปที่นั่นผมคงจะรับผิดชอบไม่ไหว”


    “หมายความว่าคุณปฏิเสธให้ผมเข้าไปอย่างนั้นหรอ? อย่าลืมสิว่าภายในสัญญาผมไม่จำเป็นต้องได้รับคำอนุญาตจากคุณ การที่ผมมาที่นี่ก็เพื่อแจ้งต่อคุณเท่านั้น” เฟิร์สกล่าวอย่างนิ่งสงบ


    ผู้กองเฒ่ายิ้มและเอ่ย “ไม่ใช่อย่างนั้น ที่ผมพูดไปแบบนั้นเพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของคุณ เอาอย่างนี้เป็นไง ถ้าคุณสามารถรับมือผมได้ภายในสิบกระบวนท่าผมจะปล่อยให้คุณเข้าไป แต่ถ้าหากคุณแพ้ก็ล้มเลิกความคิดนี้เถอะ เพราะคุณต้องตายอยู่ข้างในนั้นอย่างแน่นอน”


    ดวงตาของเฟิร์สพลันเป็นฝ่ายหรี่แคบลงบ้างแล้วเอ่ยขึ้น


    “เวเนเตอร์ดาราแดงอย่างคุณกำลังท้าทายผมหรอ ... เอาสิ พวกเราลองมาแลกเปลี่ยนฝีมือกันซักครั้ง” 


    เป็นครั้งแรกที่มีคลื่นอารมณ์ปรากฏบนใบหน้าของเด็กหนุ่มร่างผอมบาง ดวงตาของเขาพลันเป็นประกายขึ้นมา


    ผู้กองเฒ่าเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้น แล้วมองเด็กหนุ่มอย่างประหลาดใจ


    ‘นี่เขากำลังรับคำท้าทายของฉันอย่างนั้นหรอ? ... มีความมั่นใจขนาดนั้นเชียว’