บทที่ 20 หน้ากากที่สวมใส่
เหลียงซวี่เปิดประตูเข้าบ้าน ได้เจอพ่อแม่ที่สวมหน้ากากคนละใบ ด้านหนึ่งคือรอยยิ้มที่อ่อนโยน อีกด้านคือความเ็ปเต็มไปด้วยความเสียใจ ต่อหน้าใช้คำพูดห่วงใยรักลูก แต่เื้ักลับบ่นด่าในใจเป็ร้อยพัน
เขาชินกับมันจนแทบไม่รู้สึกอะไรแล้ว ทุกวันต้องเห็นแบบนี้
“ลูกกลับมาแล้วเหรอ? ทำไมตัวเลอะเทอะขนาดนี้ วางกระเป๋าก่อนสิ” ...ชิ ทำไมกลับมาเร็วแบบนี้นะ ไอ้ตัวสกปรก ฉันต้องทนอีกนานแค่ไหนกันเนี่ย?
“ลูก รีบไปเปลี่ยนชุดแล้วมาดูทีวีด้วยกันนะ” ชีวิตแบบนี้เมื่อไหร่จะจบลงสักที น่าขยะแขยงชะมัด
เหลียงซวี่ไม่พูดอะไร เดินเข้าห้องตัวเอง ในเวลาเดียวกันก็ได้ยินเสียงกระซิบจากทางด้านหลัง
“ไอ้ตัวประหลาดมันไม่ได้ยินเราพูดใช่ไหม?”
“พวกที่อ่านใจพวกเราได้ ก็เป็ไอ้ตัวประหลาดหมดแหลาะ”
“ไม่อยากอยู่กับมันเลย ต้องคอยดูแลคนขี้เมาแบบนี้อีก จะทนไม่ไหวอยู่แล้ว แล้วทุกวันยังต้องมาใช้ชีวิตเป็ห่วงเป็ใยมันอีก”
“ไอ้ตัวประหลาดคงไม่ใช่ว่าอ่านใจฉันอยู่หรอกนะ? ยังไงก็ต้องหาจังหวะออกจากบ้านหลังนี้ก่อนแล้วสิ”
เหลียงซวี่ปิดประตู กลั้นหายใจพยายามไม่ฟัง
แต่เสียงในใจก็ยังดังจนเลี่ยงไม่ได้ แถมยังต้องมาฟังคำพูดเสียดสีแบบนั้นอีก ถึงแม้ว่าจะได้ยินมาั้แ่เด็กก็ตามที แต่ถึงจะพยายามอุดหูเท่าไหร่ก็ยังได้ยินอยู่ดี อีกทั้งยิ่งไม่อยากฟังเท่าไหร่ ก็มีแต่จะชัดเจนมากเท่านั้น
อีกาดำบินผ่านหน้าต่าง หยุดลงเกาะตรงกิ่งไม้ของต้นไม้นอกหน้าต่าง
และตอนนี้เอง แม่ก็เรียกด้วยเสียงอ่อนโยน “ลูก ลงมากินข้าวสิ” เชอะ ทำไมไอ้ตัวประหลาดยังจะมากินข้าวอีก
เหลียงซวี่ลังเลแต่ก็ยังลงมา โต๊ะอาหารมีทั้งด้านที่เป็สีสันกับด้านที่เป็ขาวดำ
เหลียงซวี่นั่งลงตรงที่นั่งตัวเอง พอได้เห็นอาหารรสเลิศวางเต็มไปหมด ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนมีกลิ่นของยาพิษมากเท่านั้น
“รีบกินนะลูก แม่ตั้งใจทำสุดๆ เลย ทั้งหมดเป็ของโปรดลูกทั้งนั้นเลยนะ” รีบกินเข้าไปสิ ไอ้ตัวประหลาด กินเสร็จก็จะได้จบๆ กันไปสักที
“ใช่ พ่อเลือกแต่ของดีๆ ให้ลูกเลยนะ รีบกินสิ” กินเสร็จก็จะได้จบกันที
เหลียงซวี่คีบข้าว เหมือนจะอยากพูดอะไรแต่ก็ลังเลที่จะพูด พอมองเห็นแววตาพ่อแม่ที่เหมือนอยากให้กินเหลือเกิน ในที่สุดก็ยอมกิน
จากนั้นทุกอย่างตรงหน้าก็ดับวูบลง
เมื่อทุกอย่างจบลง เหลียงซวี่ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง พอเห็นบ้านที่ไร้ผู้คน แถมตอนนี้มีแต่ขยะกองระเกะระกะ เหมือนตัวเองก็เป็แค่ขยะไร้ค่า
ไป๋อิงนั่งอยู่บนลูกกวาดั์ มองภาพทุกอย่างตรงหน้า ข้างๆ กลับเป็ซูิเจี๋ยนั่งทำหน้าเอื่อมระอาอยู่บนมะระขมขนาดั์
“นายเป็อะไรไป?”
ซูิเจี๋ยมองชีวิตของเหลียงซวี่ ่แรกยังรู้สึกอยากเข้าไปช่วยอะไรบ้าง แต่พอดูไปเรื่อยๆ กลับเริ่มชินและเฉยชา สุดท้ายก็นั่งเท้าคางอยู่บนมะระขม จากนั้นก็เริ่มรู้สึกเบื่อขึ้นมา
จนกระทั่งตอนนี้เขานั่งอยู่บนมะระขมั์ เท้าคางมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “เริ่มรู้สึกเบื่อหน่อยๆ แล้วแฮะ”
ไป๋อิงเห็นท่าทางของซูิเจี๋ยก็ได้แต่ยักไหล่ เพราะเข้าใจดีว่างานนี้มันก็มีมุมที่น่าเบื่ออยู่เยอะ “ต้องทำใจแหละ งานนี้มันก็แบบนี้แหละ บางทีมันน่าเบื่อสุด ๆ แต่่หลัง ๆ นี่แหละที่ต้องระวังไว้ เพราะแขกของเรารอบนี้มันไม่เหมือนใคร”
“ยังไง?”
“คนคนนี้นะ ถึงจะดูเหมือนคนธรรมดา แต่เขาเกิดมาพร้อมความสามารถพิเศษ เห็นโลกในแบบที่คนอื่นไม่เห็น มองทะลุเปลือกนอกที่น่าขยะแขยงได้ทั้งหมด นี่แหละคือความสามารถพิเศษของเขา เห็นสิ่งที่มันเป็ความจริง ต่อให้คนอื่นเสแสร้งแค่ไหน ก็ปกปิดเขาไม่ได้หรอก”
“แล้วแบบนี้เขาจะมองเห็นเราไหม?”
“ไม่เห็นหรอก พลังต่างกันมาก ตอนนี้เขาอย่างมากก็มองเห็นได้แค่ความคิดของคนธรรมดา อย่างพวกเราเขายังมองไม่เห็น ดังนั้นนายยังดูไม่ออกเหรอว่านี่มันเป็โลกแบบไหน?”
ซูิเจี๋ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เข้าใจอยู่บ้างแล้วล่ะ แต่ก็ไม่เข้าใจทั้งหมด เอาเป็ว่านี่น่าจะเป็โลกเสมือนจริงใช่ไหม?”
ไป๋อิงนั่งไขว่ห้าง กัดลูกกวาดในปากดังกร๊อบ “อาจจะใช่ เพราะครั้งนี้มันพิเศษจริง ๆ อีกอย่างของปลอมบางทีก็กลายเป็ของจริงได้ ของจริงก็อาจจะกลายเป็ของปลอมได้เหมือนกัน ตั้งใจศึกษาไว้เถอะ ผู้ช่วยมือใหม่”
ซูิเจี๋ย “อืม...”
เหลียงซวี่เดินบนเส้นทางชีวิตที่ขรุขระ เห็นผู้คนมากมาย บางคนก็มีด้านที่อ่อนโยน แล้วก็ด้านโหดร้าย บางคนมีหน้ากากหลายอัน บางคนมีอันเดียว และบางคนเหลียงซวี่กลับไม่เห็นหน้ากากเลย
พอเหลียงซวี่เริ่มเข้าสู่เส้นทางของการเป็ผู้ใหญ่ พอเงยหน้าก็จะมองเห็นอีกาสีรุ้งบินผ่านดวงอาทิตย์สีแดง กิ่งไม้สีดำที่อีกาสีรุ้งเกาะอยู่ พอเห็นเหลียงซวี่เข้าใกล้ มันก็บินหนีไปทันที เหลียงซวี่ทำได้แต่มองดูอีกาที่บินหนีไป
ตอนนั้นเอง เหลียงซวี่ก็ได้ยินเสียงทะเลาะกันดังมาจากข้างหลัง เขาหันไปมองก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังทะเลาะกับคู่รักอีกคู่หนึ่ง ได้ยินคนข้าง ๆ พูดว่าผู้หญิงคนนั้นเป็มือที่สาม เป็คนที่มาแย่งแฟนคนอื่น แถมยังมีคนพูดจาว่าร้ายใส่ผู้หญิงคนนั้นเรื่อย ๆ
แต่ความจริง ผู้ชายทางฝ่ายคู่รักนั้นที่เป็ฝ่ายด่าว่าผู้หญิงคนนั้น ส่วนผู้หญิงที่ดูโตหน่อยก็พูดจาว่าร้ายใส่เธอ บอกว่าเธอเป็มือที่สาม มายั่วคนอื่น
ผู้หญิงคนนั้นโมโหมาก เลยเถียงกลับไปว่า สุดท้ายเลยกลายเป็ลงไม้ลงมือกัน
จากสิ่งที่เหลียงซวี่เห็น คือผู้ชายคนนั้นเป็ฝ่ายนอกใจ ทิ้งคำสัญญาและความซื่อสัตย์ ดูถูกผู้หญิงคนนั้นว่าโง่ แล้วไปหาผู้หญิงอีกคน เหลียงซวี่มองดูคู่รักคู่นั้นเดินจากไป เขาเดินเข้าไปหาผู้หญิงคนนั้น เพราะตอนแรกเขาไม่เห็นว่าผู้หญิงคนนั้นสวมหน้ากากเลย คิดว่าคงไกลไปเลยอยากเข้าไปดูใกล้ ๆ แต่พอเข้าไปใกล้ กลับเห็นว่าเธอไม่ได้สวมหน้ากากจริงๆ เห็นแค่สีหน้าที่มีชีวิตชีวา
ผู้หญิงคนนั้นมองเหลียงซวี่ด้วยความโมโห “มองอะไร ไม่เคยเห็นคนถูกทิ้งหรือไง!” พูดจบก็เดินจากไปอย่างหัวเสีย
แต่เหลียงซวี่ก็ได้ยินเสียงในใจของเธอ "ไอ้ผู้ชายเฮงซวย ฉันไม่มีวันปล่อยมันไปแน่! ไอ้ชายโฉดหญิงชั่วคู่นั้น!”
ซูิเจี๋ยมองเหตุการณ์นี้ รู้สึกปวดท้องแปลก ๆ “อืม ฉากแบบนี้ ทำไมมันคุ้น ๆ ยังไงไม่รู้?”
ไป๋อิงได้ยินแบบนั้นก็สงสัย “หืม? หมายความว่าไง นายเคยเจอลูกค้าในรอบนี้มาก่อนเหรอ?”
ซูิเจี๋ย “ไม่เคยเจอหรอก แค่รู้สึกว่าฉากนี้มันเหมือนในนิยายที่เคยอ่านมา คล้าย ๆ กัน แต่เื่นี้ดูจะเวอร์กว่าหน่อย”
ไป๋อิงพูดอย่างสบาย ๆ ว่า “แบบนี้แหละ ชินไว้เถอะ บางทีชีวิตจริงมันก็ยิ่งกว่านิยายอีก นิยายยังอยู่ในกรอบของจินตนาการ แต่ชีวิตจริงบางทีมันบ้าและโหดร้ายยิ่งกว่า ชินไว้ซะ คุณผู้ช่วย”
ซูิเจี๋ยเปลี่ยนมือที่เท้าคาง เพราะอีกข้างเริ่มมือชา “อืม”
ไป๋อิงมองผู้หญิงคนนั้น ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกคุ้น ๆ เหมือนเคยเจอที่ไหนมาก่อน อาจจะเพราะเจอกับผู้คนมาเยอะ ความทรงจำเลยตีกันไปหมด หรือไม่ก็อาจจะเคยเจอกันจริง ๆ แต่ความคิดนี้ก็แค่แวบเดียว เขาไม่ได้คิดอะไรมาก
แล้วยังกินลูกกวาดรสขมต่อไป
เหลียงซวี่มองผู้หญิงคนนั้นด้วยความสงสัย สุดท้ายก็เดินตามไปด้วยความอยากรู้
ซูิเจี๋ยเห็นเหลียงซวี่เดินตามด้วยความอยากรู้ ก็พูดว่า “เฮ้ ทำไมฉันรู้สึกว่านี่มันเหมือนพวกสโตกเกอร์เลย นายแน่ใจนะว่าลูกค้าคราวนี้ไม่ใช่พวกโรคจิต?”
ไป๋อิงเห็นแบบนี้ก็เริ่มกังวล ถ้าลูกค้าครั้งนี้เป็โรคจิตขึ้นมาคงแย่ “ก็ช่วยไม่ได้นี่นา ลูกค้าคือพระเ้า งานของเราก็แค่เฝ้าดูเท่านั้น ไม่ได้จะไปยุ่งอะไรด้วย” พูดจบก็เดินตามไป
ซูิเจี๋ยฟังไปก็ยิ่งรู้สึกว่าหัวหน้าตัวเองไม่น่าไว้ใจ “...ทำไมรู้สึกเหมือนโดนหลอกมา แถมยังต้องมาทำงานกับเ้านายที่ดูพึ่งพาไม่ได้อีกกันนะ”
ซูิเจี๋ยเดินตามไป๋อิงไป โดยรู้สึกว่าชีวิตตัวเองช่างริบหรี่ เพราะต้องมาเดินตามเ้านายแบบนี้
พอเดินตามต่อ เหลียงซวี่ก็เดินตามผู้หญิงคนนั้นไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่ามาถึงมหาวิทยาลัยของตัวเอง
ระหว่างนั้น เขาก็ได้ยินเสียงต่าง ๆ มากมาย เห็นผู้คนในมหาวิทยาลัยที่สวมหน้ากากเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มากจนเหลียงซวี่เองก็แทบนับไม่ไหว หน้ากากแต่ละใบมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล เพราะแต่ละคนต้องเผชิญกับหน้ากากที่แตกต่างกัน
อีกาสีรุ้งบินผ่านหัวของทุกคน ลูกกวาดที่ดูเหมือนมะระขมตกลงมาจากฟ้า ตกทะลุคนเ่าั้ไป ภาพที่เห็นยิ่งดูประหลาดขึ้นเรื่อย ๆ
เงาของแต่ละคนก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ค่อย ๆ ยาวออกไปตามการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ เงาของแต่ละคนยังดูแตกต่างกัน แต่ก็ดูคล้ายกัน ทุกคนดูเหมือนสัตว์ร้าย หรือไม่ก็ปีศาจ
เหลียงซวี่มองดูพวกปีศาจ โดยไม่รู้เลยว่าในสายตาของคนอื่น เขาเองก็คือปีศาจตัวหนึ่งเหมือนกัน
ท้องฟ้าสีขาวยังคงโปรยลูกกวาดรูปมะระขมลงมาไม่หยุด เหลียงซวี่เห็นอีกาสีรุ้งบินผ่านฝูงชน เงาปีศาจของผู้คนเหมือนจะหัวเราะเยาะเขา
เหลียงซวี่ชินกับเื่แบบนี้แล้ว มองแค่แวบเดียว เขาก็ตัดสินใจที่จะไม่สนใจ แต่พอหันกลับไป ผู้หญิงคนนั้นก็ยืนอยู่ตรงหน้า
เธอมองเหลียงซวี่แล้วพูดว่า “นี่ ไอ้สโตกเกอร์ นายจะตามฉันไปถึงเมื่อไหร่เนี่ย? ดูไม่เหมือนโรคจิตเลยนะนาย หน้าตาก็ยังดูดีอยู่แท้ ๆ”
เหลียงซวี่ใ เพราะตอนแรกก็ตามมาเงียบ ๆ ไม่คิดว่าแค่ละสายตาแป๊บเดียวก็โดนจับได้ เลยรู้สึกอึดอัดใจขึ้นทันที
“เอ่อ...” เหลียงซวี่มองหน้าเธอ แต่ก็ยังไม่เห็นว่าเธอจะใส่หน้ากาก เหมือนกับว่าเธอไม่ได้ใส่หน้ากากเลย สีหน้าดูเป็ธรรมชาติสดใส ไม่เหมือนกับคนที่เหลียงซวี่เคยเจอมาก่อน ที่เวลาไม่ใส่หน้ากากมักจะดูเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก
">แต่ผู้หญิงคนนี้กลับเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ทำให้เหลียงซวี่ประหลาดใจ ไม่รู้จะพูดอะไรดี เพราะในสายตาคนอื่น เขาเป็แค่ตัวประหลาด ไม่มีใครอยากคุยด้วย และถ้าเขาพยายามเข้าไปพูดด้วย คนพวกนั้นก็มักจะเลือกหนีหรือใช้ความรุนแรงไล่เขาออกไป