อาร์ต ที่ยังคงเดินลัดเลาะเข้ามาในป่าด้วยความรู้สึกไม่ชอบใจกับพ่อแม่ของตัวเองที่ไม่ยอมบอกเื่ราว อะไรให้เขารู้ทั้งที่เขาก็น่าจะมีสิทธิ์รู้เื่ราวอะไรพวกนี้แท้ๆ
"ทำไมพ่อแม่ถึงไม่ยอมบอกอะไรเราเลย ทั้งที่เราก็มีสิทธิ์รู้เื่นี้แท้ๆ"
พูดแล้วก็ทำได้เพียงแค่สงสัยเกี่ยวกับการตัดสินใจของพ่อแม่ แต่ถ้าคิดมุมกลับกันแล้วพวกท่านคงไม่อยากให้เขา มาข้องเกี่ยวอะไรกับเื่พวกนี้ละมั้ง จึงทำได้เพียงแค่ปกปิดเขาเอาไว้เท่านั้น คิดแล้วก็รู้สึกเซ็ง อาร์ตที่เดินเข้ามาในป่าเขานั้นก็ได้มาหยุดอยู่ในที่แห่งหนึ่ง ซึ่งบรรยากาศของมันนั้นเงียบสงบ มีเสียงของสายลมที่พักกระทบร่างกายของเขา และเสียงของสายน้ำที่บรรเลงขับเคลื่อนพร้อมกับเสียงของนกที่ขับร้องออกมาเป็ดนตรี
แสงแดดอ่อนๆที่ส่องลงมาใต้ต้นไม้ใหญ่นั้น มันได้นำพาบรรยากาศที่อบอุ่นและผ่อนคลายเหมาะที่จะเอาไว้นอนพัก หรืออ่านหนังสือ ซึ่งบริเวณรอบๆนั้นก็มีเพียงแค่ต้นไม้ใหญ่ที่เด่นสง่างาม เหมือนกับว่าต้นไม้บริเวณรอบๆนั้นเว้นระยะห่างให้มัน แม้ว่าอาร์ตจะไม่เข้าใจก็ตามว่าทำไม แต่เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรมากมายก่อนที่จะเดินไปนั่งลงบริเวณใกล้ต้นไม้ใหญ่
ที่รากไม้ของมันนั้นเว้นเป็ช่องเอาไว้ให้ดินซึ่งมีหญ้าสีเขียวอ่อนเติบโตขึ้นมา อาร์ตก็ได้นั่งลงพร้อมกับเปิดหนังสือเริ่มโตของตัวเอง ขึ้นมาแล้วเริ่มอ่านมันอีกครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้บรรยากาศกับแตกต่างออกไปหลังจากที่เขาเปิดหนังสือเริ่มโตของตัวเองขึ้นมา ทุกสิ่งทุกอย่างก็เงียบสงบลงแม้แต่เสียงของสายลมก็หายไป แต่อาร์ตที่ยังคงจดจ่ออ่านหนังสือตรงหน้าอยู่นั้น ก็ไม่ได้รู้สึกถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในที่ไหนสักแห่งหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยผืนป่าที่เงียบสงบและอุดมสมบูรณ์ ทุกสรรพสิ่งนั้นอยู่ที่นี่ด้วยความรู้สึกปลอดภัยจากโลกภายนอก ในใจกลางป่านั้นมีต้นไม้ใหญ่ที่ครอบคลุมไปทั่วทั้งพื้นปาก มันได้ทำการปกปักรักษาที่นี่มานานนับเป็ศตวรรษ แต่แล้วในวันที่เกิดาระหว่าง 3 ฝ่าย พื้นที่แรกที่โดนไฟแห่งาไปนั้นคือผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์แห่งนี้ สิงสาราสัตว์มากมายต่างหลบหนีออกไปจากที่นี่เพื่อหลบหลีกไฟแห่งา
ทิ้งไว้เพียงแค่ผืนป่าที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิง กระจายอยู่ทั่วทุกที่ทุกหนแห่ง แม้แต่แม่น้ำที่สดใสเต็มไปด้วยสัตว์น้ำที่อุดมสมบูรณ์ ก็ยังทดแทนด้วยคราบของเื ต้นไม้มากมายที่อยู่ล้อมรอบผืนป่าก็โดนหักโค่นโดยฝีมือของมนุษย์ เพื่อเอาไปใช้ในการทำาไฟที่เริ่มแผดเผาต้นไม้ ทำให้สรวง์ของที่นี่นั้นพังพินาศจนไม่เหลือชิ้นดี
"ทำไมมันถึงมีบทนี้ได้กันนะ ทั้งที่ผมก็อ่านมา 3 รอบแล้วแต่ไม่เห็นจะมีบทนี้โผล่มาให้เห็นเลย"
อาร์ตที่ยังคงสงสัยเกี่ยวกับบทที่เพิ่มเข้ามานั้นเพียงแต่ในเวลาไม่นาน เขาก็กลับไปสนใจหนังสือตรงหน้าอีกครั้งหนึ่ง โดยที่ไม่สนใจบรรยากาศรอบๆที่ในตอนนี้สายลมนั้นกำลังพัดด้วยความเกรี้ยวโกรธ สิ่งมีชีวิตที่อยู่รอบๆถึงกับต้องหลบหนีออกจากบริเวณที่อาร์ตกำลังอ่านหนังสือ
ภายในบทนี้นั้นก็ยังมีอีกว่า ด้วยความที่ผืนป่านั้นโดนทำลายจนพังพินาศย่อยยับ มันจึงได้ทำให้พื้นป่านั้นเกิดความพิโรธจึงได้ทำการรวบรวมพลังที่ตัวเองเหลืออยู่นั้นสร้างเป็อาวุธ ในการทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่คิดว่าเป็ภัยอันตรายต่อผืนป่า และดูเหมือนว่าการกระทำครั้งนั้นมันจะยิ่งส่งผลเลวร้ายให้แก่พื้นป่ามากขึ้นเป็ทวีคูณ แม้ว่าหลังจากการกระทำนั้นมันจะได้หยุดยั้ง การรุกรานจากเผ่ามนุษย์แต่ในเวลาไม่นานพวกมันก็กลับมาอีกครั้งพร้อมกับบุกทะลวงเข้ามาในพื้นป่าแล้วแย่งชิงอาวุธ เพียงหนึ่งเดียวที่พวกเขามี
แม้ว่าตำนานจะเขียนเอาไว้แบบนั้น แต่ทว่าในความโชคร้ายของผืนป่านั้นกลับยังคงมีเผ่าพันธุ์หนึ่ง ที่ไม่อาจทนเห็นถึงการกระทำของมนุษย์ด้วยกันเองได้ พวกเขาจึงได้เข้าไปทำการโจมตีอาณาจักรของมนุษย์ด้วยกันเองจนพังพินาศ เพื่อนำศาสตราวุธเล่มนั้นมาคืนให้แกพื้นป่า แต่ถึงแม้ว่าผืนป่าจะได้อาวุธของตัวเองกลับมาแล้ว แต่สภาพของผืนป่าที่เคยเป็สรวง์นั้น ในตอนนี้นั้นกลับไม่เหลือแม้แต่สิ่งที่เรียกว่าสรวง์ของผืนป่าเลยแม้แต่น้อย
จนสุดท้ายแล้วผืนป่าแห่งนั้นก็ได้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ของเื่ราว แต่ศาสตราวุธที่เต็มไปด้วยจิติญญาของป่านั้นกลับยังคงอยู่ที่เดิม อยู่ที่ที่ผู้สร้างของมันนั้นได้สร้างมันขึ้นมา เพื่อรอเวลาให้ผู้คู่ควรกับมันนั้นปรากฏตัวขึ้นมา และหน้ากระดาษต่อมามันก็มีเพียงแค่ความว่างเปล่า
อาร์ตที่เห็นแบบนั้นก็ทำการพลิกหน้ากระดาษไปมา 2-3 รอบแต่ก็พบเพียงแค่ความว่างเปล่า จนในที่สุดมันก็ทำให้เขาปิดหนังสือเล่มนั้นลง ก่อนที่จะรู้สึกถึงสายลมที่พัดกระโชกแรง ล้อมรอบต้นไม้ที่เขาอยู่ในตอนนี้เหมือนกับเป็กำแพงลม ที่ปกป้องเขาจากโลกภายนอก
ในขนาดที่กำลังรู้สึกสงสัยเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่นั้น หนังสือที่อยู่ในมือของเขาก็ได้ลอยขึ้นมา ก่อนที่มันจะทำการเปิดหนังสือตรงหน้าไปยังหน้ากระดาษที่ว่างเปล่า พร้อมกับตัวหนังสือที่ปรากฏขึ้นมา
เวลานั้นได้ผ่านไปนานนับพันปี ผืนป่าที่โดนทำลายย่อยยับจนไม่เหลือชิ้นดี ได้เริ่มทำการฟื้นฟูตัวเองแม้ว่าผืนป่าแห่งนั้น จะไม่สามารถโดนเรียกได้อีกแล้วว่าเป็สรวง์ แต่ศาสตราวุธที่โดนสรรค์สร้างขึ้นมาด้วยผืนป่านั้น ก็ยังคงรอคอยผู้ที่คู่ควรกับมันและในตอนนี้ เวลานั้นก็มาถึงแล้ว
อาร์ตที่ยังอ่านไม่จบนั้นพื้นดินที่เขาเหยียบย่ำมันก็ได้ยุบตัวลงก่อนที่จะพาร่างกายของเขาดิ่งลงสู่พื้นดิน
"อ๊ากกก!!"
เสียงร้องะโด้วยความใที่ดังขึ้นมาจากเหตุการณ์ไม่คาดคิด พื้นดินที่ยุบตัวลงนั้นได้นำพาเขาไปสู่ยังถ้ำแห่งหนึ่งก่อนที่ไม่นานร่างกายของเขาจะ ตกลงมากระทบกับพื้นของถ้ำพร้อมกับทางที่พาเขามานั้นหายไป
"ที่นี่มันที่ไหนเนี่ย"
อาร์ตได้พูดขึ้นมาพร้อมกับใช้มือทั้งสองข้างของตัวเองลูบไปที่หัว ด้วยความรู้สึกเจ็บจากการที่เขาดันเอาหัวไปใช้รับพื้นดิน ถ้าเกิดเป็พื้นก้อนหินแล้วล่ะก็เขาคงได้มีหัวแตกบ้างแน่นอน ดวงตาที่สำรวจไปรอบร่างกายนั้นเขาก็สามารถสรุปได้ในทันทีว่าที่นี่คือถ้ำ
ภายในใจกลางของที่นี่นั้นกลับเต็มไปด้วยน้ำที่ใสสะอาด จนเขาสามารถมองเห็นหน้าของตัวเองที่มีรอยสกปรกอยู่บนใบหน้าได้ แต่สิ่งที่เขาคิดว่าน่าแปลกใจที่สุดนั้นก็คือหอกเล่มหนึ่งที่ปักอยู่กลางแม่น้ำ จากที่เขาลองสังเกตดูแล้วสภาพของมันนั้นแทบจะกลายเป็หิน ไม่สิมันก็คือหอกที่เป็หินพร้อมกับรอยแตกร้าวไปทั่วทางด้านจับ
แต่เขานั้นกลับรู้สึกเหมือนกับว่าหอกตรงหน้านั้นมันแพงกระจายพลังชีวิตออกมา แม้ว่าเขาจะไม่สามารถมองเห็นมันได้ แต่ความรู้สึกที่เขารับรู้ได้จากมันนั้นไม่ผิดแน่นอน แม้ว่าพลังชีวิตที่มันปลดปล่อยออกมาจะน้อยนิดมากก็ตาม
ขาทั้งสองข้างที่ก้าวเข้าไปในแม่น้ำความรู้สึกแรกหลังจากที่เขาัักับน้ำนั้นก็คือ พลังชีวิตที่หลั่งไหลเข้ามาสู่ภายในร่างกาย มันถึงกับทำให้เขานั้นแปลกใจ เพราะพลังชีวิตที่เขาััได้จากน้ำนั้นมันกลับมีมากมายมหาศาลจนแทบจะเรียกได้ว่าไร้ที่สิ้นสุด แต่สิ่งที่เขาสนใจจริงๆในตอนนี้นั้นกับไม่ใช่พลังชีวิต แต่เป็หอกตรงหน้าของเขา
เท้าทั้งสองข้างที่เหยียบย่ำก้าวผ่านแม่น้ำ ทุกๆครั้งที่เขาก้าวออกไปข้างหน้า ความรู้สึกที่เหมือนกับว่าพลังจะพุ่งทะลักออกมาจากร่างกาย มันกลับเพิ่มทวีคูณมากขึ้นเรื่อยๆจนทำให้เขาต้องหยุด เพื่อควบคุมพลังที่กำลังไหลเข้ามาให้สงบ เพราะไม่อย่างนั้นแล้วร่างกายของเขาจะะเิ เนื่องจากไม่สามารถรองรับพลังชีวิตที่มากมายมหาศาลพวกนี้ได้
อาร์ตก็ได้ทำการหลับตาลงเพื่อควบคุมพลังที่อยู่ภายในกายให้สงบนิ่งลง แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามมากเท่าไหร่ พลังภายในร่างกายนั้นก็ยังคงพุ่งพ่านเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต สีหน้าที่เคร่งเครียดพร้อมกับหยดเหงื่อที่เริ่มปรากฏขึ้นมาบนใบหน้า ภายในตอนนี้เขานั้นกลับรู้สึกมืดแปดด้าน ไม่ว่าจะพยายามคิดวิธีหาทางออกไปจากสถานการณ์ในตอนนี้ยังไง มันก็แทบเป็ไปไม่ได้ เพราะเพียงแค่จะทำให้พลังภายในร่างกายสงบนั้น มันก็เต็มกลืนฝีมือที่เขาจะทำได้แล้ว
"อาร์ต จำไว้นะลูกว่าพลังชีวิตคือส่วนหนึ่งของร่างกาย จงอย่าได้บังคับมันแต่จงเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมัน"
เสียงของผู้เป็พ่อที่ได้ดังขึ้นมาภายในความทรงจำของเขา มันได้เรียกสติของอาร์ตให้กลับมาก่อนที่เขาจะเริ่มทำการผ่อนคลายร่างกายของตัวเอง เพื่อให้พลังพวกนั้นไหลผ่านไปทั่วทั้งร่างกายของเขา พลังชีวิตที่กำลังพุ่งพ่านอยู่ภายในกายของเขานั้น ก็ค่อยๆสงบลงจนมันกลับมานิ่งสงบเหมือนแต่ก่อน พร้อมกับพลังชีวิตของเขานั้นที่ค่อยๆขยายตัวจากแต่ก่อนที่เป็แอ่งน้ำ ในตอนนี้มันกำลังจะแปรเปลี่ยนกลายไปเป็แม่น้ำ
อาร์ตที่ััได้แบบนั้นเขาก็ถึงกับถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนที่จะก้าวเดินเข้าไปยืนอยู่ตรงหน้าของหอก มือข้างขวาที่ได้ยื่นไปจับหอกที่เสียบอยู่ตรงโขดหินนั้น เขาก็ได้ออกแรงดึงมันขึ้นมาพร้อมกับหอกที่ได้หลุดออกมาจากโขดหินตรงหน้า
หลังจากที่เวลาผ่านไปสักพักก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น อาร์ตที่เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างยังคงปกติดีอยู่ เขาก็ค่อยๆก้าวเดินออกไปจากแม่น้ำของที่นี่ แต่แล้วขาทั้งสองข้างก็ได้หยุดชะงักลง พร้อมกับร่างกายที่ล้มลงไปคุกเข่าอยู่ที่แม่น้ำซึ่งมีระดับความสูงอยู่เพียงแค่หัวเข่าเขาเท่านั้น
"นึกว่า จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วซะอีก"
อาร์ตได้พูดขึ้นมาด้วยความยากลำบากก่อนที่พลังชีวิตภายในร่างกายของเขานั้น จะโดนสูบหายเข้าไปภายในหอกที่อยู่ในมือข้างขวาของเขา ที่ตอนนี้ได้เสียบมันลงกับพื้นเพื่อประคับประคองร่างกายไม่ให้นอนลงกับพื้นด้วยความยากลำบาก แม้ว่าจะได้พลังชีวิตจากแม่น้ำที่เขาอยู่ในตอนนี้ แต่อัตราการดูดพลังของมันนั้น กับเร็วยิ่งกว่าพลังชีวิตที่เขาได้รับมาซะอีก
ใบหน้าที่เริ่มซีดเซียว แขนข้างขวาที่ใช้จับหอกอยู่นั้นเริ่มสั่นจนไม่อาจควบคุมได้ แม้ว่าเขาจะพยายามปล่อยหอกออกจากมือ แต่ก็ไม่มีทีท่าว่ามันจะออกไปจากมือเขาเลยแม้แต่น้อย อาร์ตที่รู้ได้ตามสัญชาตญาณว่าถ้าเกิดตัวเองหมดสติที่นี่ละก็ เขาอาจจะได้ไปทัวร์นรกและ์เร็วกว่าที่คิด มันจึงทำให้เขายังคงพยายามฝืนตัวเองไม่ให้หมดสติไปก่อน
จนในที่สุดผ่านไปไม่นานหอกที่อยู่ในมือของเขา ก็ส่องแสงประกายสีแดงเืออกมา ก่อนที่ความรู้สึกเหมือนกับว่าโดนอะไรสักอย่างหนึ่งเผาที่หลังมือของเขา ก็ได้ปรากฏขึ้นมาพร้อมกับความเ็ปที่แล่นไปทั่วทั้งร่างกาย จนแทบจะกรีดร้องออกมาให้รู้แล้วรู้รอด จนในที่สุดความรู้สึกพวกนั้นก็ได้หายไป พร้อมกับหอกในมือของเขาที่ได้สลายหายเป็ละอองแสงสีแดงเข้าไปในมือข้างขวาที่มีรอยสักของรูปหอกที่มีโซ่พัฒนาการอยู่
อาร์ตที่หอบหายใจอยู่ในตอนนี้ก็ได้โดนเติมเต็มพลังชีวิตที่ขาดหายไปจนมันกลับมาเต็มอีกครั้งหนึ่ง มันจึงทำให้เขานั้นกลับมามีเรี่ยวแรงพอที่จะก้าวเดินออกไปจากตรงนี้ เมื่อพ้นอาณาเขตของแม่น้ำเขาก็ล้มตัวนอนลงกับพื้น พร้อมกับสติที่ดับหายไป
ภายในความทรงจำที่มืดมิดของเขานั้น กลับปรากฏหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังร่ายรำหอกไปมาอยู่ตรงหน้าของเขา แม้ว่าจะไม่สามารถเห็นหน้าของเธอได้แต่การเคลื่อนไหวและท่วงท่าการก้าวเดินรวมถึงวิธีการใช้หอกในการทิ่มแทง ไปยังอากาศตรงหน้าของเธอนั้นมันกลับเด่นชัดและสง่างาม จนถึงกับทำให้การร่ายรำเพลงหอกของเธอนั้นตราตึงอยู่ภายในหัวใจของเขา
หอกสีแดงดังเืที่มีโซ่พันธนาการอยู่ที่มือทั้งสองข้าง เหมือนกับเป็การเชื่อมต่อระหว่างทั้งสอง การฟาดฟันโดยใช้หอกของเธอนั้นคล่องแคล่ว ว่องไว ไหลลื่นเหมือนสายน้ำ เสมือนกับว่าอาวุธที่อยู่ในมือของเธอนั้นเป็ทั้งแขนและขา ที่ขยับไปมาเพื่อจัดการและฟาดฟันศัตรูที่บังอาจมาขวางหน้าของเธอให้สูญสิ้นหายไป จนในที่สุดเธอก็ได้หยุดการร่ายรำเพลงหอก ก่อนที่เธอจะหันหน้ามามองพร้อมกับขยับมาหาเขา
ผมสีดำที่ยาวจนมาถึงกลางหลังมีสีแดงปนอยู่ที่ผมด้านหน้า ดวงตาสีทองที่แผ่กลิ่นอายบรรยากาศอันน่าเกรงขามออกมามันได้สะกดเขาให้จ้องมองเธอ เสื้อผ้าแขนยาวที่เธอสวมใส่อยู่นั้นเป็สีดำสลับแดง ที่มีลวดลายัอยู่ข้างหลัง พร้อมกับเกราะเหล็กที่สวมใส่อยู่บนหน้าอกเพื่อปกป้องร่างกายส่วนบนของเธอนั้นเด่นสง่างาม ั้แ่มือไปจนถึงแขนทั้งสองข้างนั้นสวมใส่ปลอกแขนสีขาวลวดลายั เพื่อปกป้องคมดาบจากศัตรูซึ่งเธอนั้นได้ยื่นหอกที่อยู่ในมือข้างขวาของเธอให้แก่เขา
"อาร์ต นายท่านคนใหม่ของข้า ท่านจะช่วยรับหอกที่เปรียบเสมือนดั่งกายเนื้อ และ จิติญญา ของข้าไปได้หรือไม่"
คำกล่าวของเธอนั้นที่เขาััได้แม้ว่าจะเต็มไปด้วยน้ำเสียงที่ไร้ความรู้สึกและอารมณ์ แต่สิ่งที่เขาััได้นั้นกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกอันมากมายที่ถาโถมเข้ามาในจิตใจ ไม่ว่าจะเป็ความรู้สึก โกรธ เกลียด แค้น หรือแม้แต่ เศร้า จนถึงขนาดทำให้เขาเผลอก้าวถอยหลังออกไปแบบไม่รู้สึกตัว หญิงสาวที่เห็นแบบนั้นก็ได้เดินเข้ามาประชิดเขา พร้อมกับมือข้างขวาของเขาที่โดนยิงสาวตรงหน้าคว้าเอาไว้
ไม่ทันที่เธอจะได้พูดอะไร ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวของเขานั้นก็ได้แตกสลายหายไปก่อนที่เขาจะหายไปจากตรงหน้าของเธอ ซึ่งเธอก็ทำได้เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมามองบนท้องฟ้า ที่ในตอนนี้มันกับแดงฉานเหมือนดั่งเื พร้อมกับพื้นที่รอบตัวที่เต็มไปด้วยผืนป่าที่เหงือกแห้ง พร้อมกับต้นไม้ที่ตายไปแล้วอยู่ทุกหนแห่ง
"ข้าจะรอวันที่ท่านกลับมาอีกครั้งนายท่านคนใหม่ ของข้า อาร์ต"
เธอได้พูดทิ้งท้ายเพียงแค่นั้นเอาไว้ ก่อนที่ทุกการก้าวเดินของเธอนั้นจะแพร่กระจายพลังชีวิตออกมา พื้นดินที่เธอเคยเหยียบย่ำนั้นกับปรากฏใบหญ้าสีเขียวที่งอกเงยขึ้นมาจากพื้นดินอันแห้งแล้ง ก่อนที่เธอจะไปหยุดอยู่ตรงหน้าของบัลลังก์แล้วล้มตัวนั่งลง พร้อมกับดวงตาทั้งสองข้างที่ได้ปิดลงเพื่อรอคอยเวลา ที่เธอจะตื่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
"เดี๋ยวก่อน!!"
อาร์ตที่สะดุ้งตื่นขึ้นมา เขาก็พบว่าตัวเองในตอนนี้นั้นกำลังนอนพิงต้นไม้ใหญ่ ซึ่งในตอนนี้พระอา ทิตย์กำลังจะตกดิน มันจึงทำให้เขารู้สึกสับสนเป็อย่างมาก ก่อนที่มือข้างขวาจะยกขึ้นมากุมขมับพร้อมกับนั่งคิด ถึงเหตุการณ์ที่เขาได้ไปประสบพบเจอมา
"ความฝันอย่างนั้นหรอ แต่ถ้าเกิดเป็คนฝันจริงๆ ทำไมมันถึงเหมือนจริงขนาดนั้น"
อาร์ตก็ทำได้เพียงแค่สงสัยแต่หลังจากที่เขาเห็นถึงแสงอาทิตย์ที่กำลังริบหรี่ลง เขาก็ต้องรีบลุกขึ้นมา ก่อนที่จะเดินมุ่งหน้าออกจากป่าแห่งนี้ไป พร้อมกับหนังสือเล่มโตที่อยู่ในมือของเขา ซึ่งในตลอดทางที่เขาเดินกลับบ้านนั้น ก็ยังคงคุณคิดถึงความฝันที่เหมือนกับความจริงของเขา ก่อนที่เขาจะลองมองไปที่หลังมือข้างขวา ซึ่งก็ไม่พบเห็นอะไรนอกซะจากมือของเขาเอง
นั้นก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกแปลกใจเพิ่มมากขึ้นไปอีก ทั้งที่ความรู้สึกของเขาบอกว่ามีอะไรอยู่ที่มือของตัวเอง แต่ทำไมมันถึงไม่ปรากฏอะไรให้เขาเห็นแถมัั ของพลังชีวิตที่อยู่ในร่างกายมันก็ยิ่งมีเพิ่มมากขึ้นจากแต่ก่อนถึง 10 เท่า
"น่าแปลกเกินไปแล้วไม่ว่าจะยังไง มันก็ไม่น่าใช่ความฝัน แต่ถ้าเกิดมันเป็ความฝันจริงๆ แล้วััเมื่อตอนนั้นมันคืออะไรกัน"
ความรู้สึกในตอนที่โดนจับมือนั้นยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจและความคิดของเขา แม้แต่การร่ายรำเพลงหอกของเธอนั้นเขาก็ยังคงจดจำไม่มีวันลืม ในขณะที่ยังคงอยู่ในวังวนของความคิดอยู่นั้น อาร์ตก็เพิ่งรู้สึกตัวว่าตัวเองนั้นเดินมาถึงหน้าบ้านเป็ที่เรียบร้อยแล้ว มันจึงทำให้เขาจำใจจะต้องเลิกคิดเกี่ยวกับเื่พวกนี้ แล้วเปิดประตูเข้าไปข้างในก่อนที่จะพบว่า พ่อแม่ของเขานั้นกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะพร้อมกับทำสีหน้าที่จริงจัง เหมือนกับว่ามีเื่อะไรที่จะบอกกับเขา
อาร์ตที่เห็นแบบนั้นก็ไม่ได้พูดอะไร ก่อนที่เขาจะเดินไปนั่งที่เก้าอี้ตรงข้ามกับพ่อแม่ของตน
"อาร์ต แม่มีเื่อยากจะบอก"
ผู้เป็แม่นั้นได้พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง จนถึงขนาดทำให้เขารู้สึกตะหงิดใจกับเื่เมื่อตอนเช้า แต่ด้วยการที่เขายังคงไม่สามารถสรุปเื่ราวอะไรได้จึงทำให้เขานั่งฟังต่อไป
"ครับ"
เมื่อเห็นการตอบรับของผู้เป็ลูกที่ไม่ได้แสดงออกถึงอาการใดๆทางสีหน้าหรือแม้แต่น้ำเสียงมันก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกกังวลเข้าไปอีก จนเผลอปลดปล่อยบรรยากาศกดดันที่เข้าไปทาโทมอาร์ต จนถึงขนาดทำให้เ้าตัวรู้สึกหวั่นไหวอยู่ไม่ใช่น้อยเกี่ยวกับบรรยากาศตรงหน้าที่เขาััได้
"ลูกคงจะไม่เสียใจใช่ไหมที่แม่จะพูดแบบนี้ออกไปคือว่า..."
ผู้เป็แม่ได้หยุดพูดไปกางทัน พร้อมกับสีหน้าที่เต็มไปด้วยความลำบากใจจนถึงขนาดทำให้ผู้เป็พ่อที่เห็นแบบนั้น ก็ถึงกับต้องกุมมือเธอก่อนที่จะหันหน้ามาเผชิญกับเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น
"เดี๋ยวผมพูดเอง อาร์ตลูกพ่อ พ่อกับแม่จะเข้าไปจัดการธุระอะไรบางอย่างที่ตัวเมือง มันอาจจะใช้เวลาเป็เดือนหรืออาจเป็ปี เพราะฉะนั้นแล้วช่วยรอพ่อกับแม่หน่อยนะ"
สิ่งที่ผู้เป็พ่อพูดออกมานั่น มันถึงกับทำให้อาร์ตนั้นรู้สึกช็อคเป็อย่างมาก จากการที่เขาได้ยินสิ่งที่ไม่คาดคิด แม้ว่าในตอนนี้เขาจะยังคงรู้สึกช็อคแต่การแสดงออกของเขานั้นกลับไม่ไหวติง หรือแม้แต่อารมณ์ให้เห็นเลยแม้แต่น้อย อาร์ตที่ยังคงรู้สึกถึงสายตาของทั้งสองเขาก็ได้ปั้นหน้ายิ้มขึ้นมา และมันอาจจะเป็ครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้ทำแบบนี้ ซึ่งนั่นมันก็ถึงกับทำให้ผู้เป็พ่อและแม่รู้สึกหนักใจมากขึ้นไปอีก จนแทบจะไม่สามารถสรรหาคำพูดมาอธิบายความรู้สึกของพวกเขาในตอนนี้ได้
"แต่ถ้าลูกไม่้า พ่อก็ไม่ว่า-"
"ไม่เป็ไรครับผมเข้าใจว่าพ่อแม่มีธุระ เพราะงั้นไปเถอะครับผมดูแลตัวเองได้"
อาร์ตได้พูดขึ้นมาทั้งรอยยิ้ม ก่อนที่เขาจะะโลงจากเก้าอี้ไม้พร้อมกับหนังสือที่อยู่ในมือ
"ผมเข้าห้องน้ำก่อนนะครับ"
ทั้งสองคนที่มองตามหลังของผู้เป็ลูกที่เดินหายลับเข้าไปในห้องน้ำ พวกเขาทั้งสองคนนั้นก็ได้แสดงสีหน้าเหมือนกับจะพูดอะไรออกมา แต่คำพูดเ่าั้ก็ไม่สามารถออกมาจากปากของพวกเขาได้เหมือนกับมีอะไรสักอย่างหนึ่งขวางกั้นมันเอาไว้
"ที่รักเตรียมของเถอะพวกเราจะไปกันคืนนี้"
ผู้เป็พ่อได้พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นกับการตัดสินใจของตัวเอง
"ค่ะ"
ผู้เป็แม่เองเธอก็ทำเพียงแค่ตอบรับสั้นๆ ก่อนที่จะเดินหายลับเข้าไปในห้องแล้วปรากฏตัวออกมาอีกที่พร้อมกับกระเป๋าใบใหญ่ทีลอยตามหลังเธอออกมา ซึ่งเธอก็ได้พยักหน้าให้กับผู้ที่เป็ถึงสาวมี ก่อนที่ทั้งสองคนจะเดินออกจากบ้านไป
"ยินดีต้อนรับการกลับมาขอรับ นายท่าน เบล และนายหญิง แองเจลิก้า"
เสียงของพ่อบ้านที่ได้เดินลงมาจากรถ พร้อมกับเปิดประตูต้อนรับทั้งสองคนให้เข้าไปข้างใน เบลที่เห็นแบบนั้นก็ได้ส่งสายตาที่เต็มไปด้วยความเ็าให้แกคนตรงหน้า ก่อนที่จะพาแองเจลิก้าเดินเข้าไป พร้อมกับรถม้าที่เริ่มออกตัวหายไปจากบ้านหลังนี้