หลังจากที่ผ่านการฝึกติดต่อกันนานถึงสองปีเต็ม การต่อสู้ด้วยมือเปล่า อาวุธ กลศึกพิชัยยุทธ์ สรรพวิชาทั้งหลายในด้านการต่อสู้ ก็ได้ถ่ายทอดให้ไปจนหมดตับแล้ว ที่เหลือก็ต้องขึ้นอยู่กับหัวใจของตัวศิษย์เอง หากไม่สามารถเอาชนะใจของตัวเองได้ เช่นนั้นก็อย่าหวังว่าจะได้ไปชนะใครที่ไหนเลย นี่คือคำพูดที่ชายหนุ่มมอบให้แก่เหล่าคาโปเดชินา
บนที่นั่งอันเป็นบัลลังก์หลัก มิเนอร์วานั่งหลับตาเพ่งจิตให้รวมเป็นหนึ่ง แผนการอพยพครั้งใหญ่ได้ถูกจัดเตรียมเอาไว้แล้ว ในวันนี้เขาคิดที่จะออกเดินทางขึ้นเหนือ ต้องการไปเยือนอาณาจักรพุกามดูสักครั้ง เพื่อจบปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดที่เรื้อรังเป็นมานาน เมื่อชายหนุ่มลืมตาขึ้นมา คาโปเดชินาทั้งหมดก็นั่งหลังตรง พวกเขาหยุดทุกการกระทำลง รอฟังบัญชาของผู้นำตระกูลซัลวาโตเรอย่างตั้งใจ
“ธันวากับโนตูรอนจะออกเดินทางไปพร้อมกับข้า ส่วนพวกเจ้าที่เหลือก็ดูแลทางนี้ให้ดี นาคินทร์…ข้าฝากด้วยนะ” มิเนอร์วาหันไปแจกแจงหน้าที่ จากนั้นก็ฝากฝังให้หอกแห่งการลงทัณฑ์ช่วยดูแล พญานาคราชที่กลายเป็นเทวะตนนี้ ย่อมมีความแข็งแกร่งมากกว่าสิ่งมีชีวิตระดับครึ่งเทพอยู่มากโข ดังนั้นชายหนุ่มจึงสามารถวางใจได้อย่างแท้จริง เมื่อการประชุมได้จบลง วาสโคที่ถูกเรียกตัวรออยู่ก่อนแล้วก็เดินเข้ามาหา
“วันนี้ข้าจะพาพวกเจ้าไปเปิดหูเปิดตา…ไปกันเถอะ” พูดจบมิเนอร์วาก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินจากไป
เมื่อเดินทางออกมาถึงทุ่งโล่งกว้าง โนตูรอนก็แปลงกายสยายปีก มังกรตัวโตพาทุกคนบินขึ้นฟ้าหายจากไป มุ่งหน้าขึ้นเหนือด้วยความรวดเร็ว บินลัดฟ้าข้ามภูเขาจนกระทั่งมาถึงเขตชายแดนในยามดึก กองทัพรักษาดินแดนของอาณาจักรพุกามก็โผล่หัวออกมาตั้งรับอย่างรวดเร็ว
“ผู้ใดขวาง…ผู้นั้นตาย…” มิเนอร์วาเอ่ยออกมาอย่างเย็นชา กับศัตรูแล้วไม่ว่าจะหน้าไหน เขาก็ไม่เคยมีความปรานีมอบให้อยู่แล้ว แต่เหล่าทหารผู้รักษาดินแดนย่อมไม่ยืนดูอยู่เฉยๆ เพียงสายตาของโนตูรอนกวาดมองไปรอบด้าน ทหารชาวพุกามก็พากันจับอาวุธแน่นด้วยความประหม่า กลิ่นอายมังกรครึ่งเทวะได้สร้างความเกรงขามกดดันอย่างหนักหน่วง
“ช้าก่อนสหาย…ขออภัยที่ไม่ได้ออกมารอต้อนรับ...เชิญทางนี้” ในที่ไกลออกไป มีเงาร่างหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนหลังอาชาศึก อีกฝ่ายขวบขี่ม้าด้วยความเร็วในระดับการเดินย่อง เขาเหยียดหลังตรงมาพร้อมกับป้ายที่มีตราของแม่ทัพ อีกฝ่ายเงยหน้ามองร่างมังกรด้วยรอยยิ้มที่จริงใจ มิเนอร์วามองลงมาจากที่สูง เห็นท่าทีมีมารยาทเช่นนี้ ชายหนุ่มจึงไม่ได้เอ่ยปฏิเสธคำชวน ผายมือเป็นสัญญาณให้อีกฝ่ายนำทางไป
“สหายเชิญทางนี้…นายท่านมีรับสั่งให้ข้ามารอรับพวกท่านอยู่นานแล้ว” การมาเยือนของบุรุษผู้นี้ทำให้สถานการณ์ผ่อนคลายลงเป็นอย่างมาก เหล่าทหารต่างก็หลีกทางให้กับป้ายคำสั่งในมือของอีกฝ่าย มิเนอร์วากวาดสายตาสำรวจดูอีกครั้ง เห็นว่าปลอดภัยดีแล้วก็ส่งสัญญาณให้โนตูรอนลงจอดบนพื้นดิน อาชาศึกสี่ตัวจึงถูกคัดเลือกเป็นสัตว์พาหนะให้กับแขกผู้มาเยือน
ไม่นานพวกเขาก็มองเห็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ เดินใกล้เข้าไปจึงได้พบกับกำแพงของคฤหาสน์ มิเนอร์วาเดินตามเข้าไปในถิ่นของผู้อื่นโดยไม่คร้ามเกรง กวาดตาสำรวจพื้นที่โดยรอบก็ถูกจัดเป็นสวนบุปผาประดับตัวคฤหาสน์ ที่แห่งนี้ยังคงใช้ตะเกียงเพลิงเป็นแสงให้ความสว่าง เดินตามทางมาสักพักก็พบเจอเข้ากับบุรุษผู้หนึ่งที่ยืนหันหลังให้ มันหัวเราะและหันหน้ากลับมาอย่างช้าๆ
“เป้าหมายของท่านคงเป็นตัวข้ากระมังหนอ?” เล่าตี้ยืนยิ้มด้วยท่าทางสบายๆ มันกวาดตามองไปยังทุกคนรอบหนึ่ง มิเนอร์วาก็บอกให้ทุกคนยืนรออยู่ตรงนี้ ชายหนุ่มก้าวขาเดินตามเจ้าของคฤหาสน์ที่เดินนำไปก่อนสามก้าว
“ไม่คิดว่าตัวจริงจะองอาจน่าเกรงขามถึงเพียงนี้…ท่านกงสุลใหญ่ต้องการให้ข้าช่วยเหลือในเรื่องใด ก็ขอให้เอ่ยปากบอกออกมา…อย่าได้เกรงใจ” สหายรักของขุนซ่าผู้นี้วาจาไหลลื่นไม่มีสะดุด ทั้งน้ำเสียง ท่าทาง รวมไปถึงจังหวะการหายใจ ล้วนอยู่ในสภาวะที่ผ่อนคลาย
“ข้าไม่มีเวลามาทำสงครามด้วย…จะขอเตือนเป็นครั้งสุดท้าย อย่าได้นำสิ่งเหล่านั้นเข้ามาในอาณาจักรซัลวาโตเรอีกเป็นอันขาด” มิเนอร์วาไม่อ้อมค้อมให้เสียเวลา เขายิงคำพูดเข้าประเด็นหลักในทันที แม้ความเย็นชาในน้ำเสียงของมิเนอร์วาจะมากล้น แต่ชายผู้นี้กลับยกยิ้มราวกับไม่ใช่เรื่องใหญ่
“ท่านกงสุลใหญ่คิดจะสังหารหมู่ผู้คนภายในอาณาจักรหรืออย่างไรกัน คงได้ลงแดงตายกันเป็นใบไม้ร่วงอย่างแน่นอน ช่างโหดเหี้ยมเด็ดขาด นับถือๆ” แม้เล่าตี้จะได้รับคำเตือนจากขุนซ่าอยู่ก่อนแล้ว แต่ตัวมันก็หยิ่งในศักดิ์ศรีที่ไม่ยอมสยบ วาจาในยามนี้จึงแฝงความส่อเสียดจองหองเป็นจำนวนมาก แต่นั่นก็ไม่อาจสะกิดต่อมอารมณ์ของชายหนุ่มได้เลยแม้แต่น้อย ท่าทางกรุ่นโกรธที่เล่าตี้เคยคาดหวังเอาไว้จึงไม่แสดงออกมาให้ได้เห็น
“ก็เหตุนั้นพวกเขาเป็นคนก่อ…ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของตัวเอง ต่อให้จะต้องร้ายแรงสักแค่ไหน…พวกเขาก็ต้องอดทนรับมันให้ได้ การตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด…จิตดับแล้วก็เกิดใหม่ได้ไม่เที่ยงแท้” มิเนอร์วาพูดถึงเรื่องความตายออกมาด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย แต่ภายในใจก็ได้เตรียมแผนรับมือเอาไว้อยู่ก้อนแล้ว
“ตัวท่านมีตำแหน่งเป็นถึงกงสุลใหญ่ แม้แต่ชื่อของตระกูลก็ถูกยกย่องให้กลายเป็นชื่อของอาณาจักร แต่เหตุใดจึงไม่หลับตาลงเสียข้างหนึ่งให้พวกเขาได้มีชีวิตต่อ ส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งท่านเห็นเป็นเช่นไร?” เล่าตี้ที่คิดไปเองในคราวนี้ หวังจะเสนอทางออกด้วยส่วนแบ่งทางการตลาด
“ผิดแล้ว…ใครบอกว่าตัวข้าเป็นกงสุลใหญ่ของอาณาจักร? ข้ามาเยือนในครั้งนี้ด้วยฐานะของผู้นำตระกูลซัลวาโตเร พุกามเองก็คงมีกฎของพุกาม ซัลวาโตเรเองก็มีกฎเป็นของตัวเองไม่ต่างกัน การค้าขายผิดกฎหมายในทุกตัวเมืองจะถูกกวาดล้าง ผู้ใดค้า…ฟ้าจะลงทัณฑ์ ผู้ใดต่อต้าน…ต้องรับโทษสังหารสถานเดียว ต่อให้มันผู้นั้นจะอาศัยอยู่ที่อาณาจักรแห่งนี้ก็ตาม” มิเนอร์วาชี้นิ้วลงพื้น บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มน่าขนลุก
“ท่านลงจากตำแหน่งเมื่อไหร่กัน…เหตุใดทางสภาจึงไม่มีประกาศออกมา?” พ่อค้าจากพุกามดูจะตกตะลึงกับข่าวนี้เป็นที่สุด หากไม่ได้มาในฐานะของกงสุลใหญ่ เรื่องในครั้งนี้ก็จะเป็นปัญหาของพวกเขาทั้งสองตระกูลแทน
“เมื่อไหร่มันก็เรื่องของข้า…ไม่ต้องให้พ่อค้าต่างถิ่นเช่นท่านมาบอกมาสอนหรอก” มิเนอร์วามองดวงจันทร์ที่สาดแสงบนผิวน้ำ จิตรวมเป็นหนึ่งจดจ่อที่จุดเดียว บรรยากาศรอบด้านก็เย็นลงอย่างรวดเร็ว
เล่าตี้รู้สึกไม่ดีจึงเดินนิ่งเงียบไปชั่วครู่หนึ่ง เห็นชายหนุ่มหยุดยืนดูผิวน้ำที่สะท้อนแสงจันทร์ ตัวมันก็กระแอมไอแล้วรีบทำตัวตามปกติ
“ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว…ขอเวลาข้าคิดสักหนึ่งคืนเถิด เชิญท่านไปพักผ่อนนอนหลับให้เต็มที่ บ่าวของข้าได้จัดสรรห้องพักเอาไว้แล้ว” เล่าตี้มองดวงจันทราบนผิวน้ำ เขากล่าวกึ่งรับกึ่งสู้ดูเชิงด้วยมากเล่ห์ หางตาก็แอบแลมองท่าทีของชายหนุ่ม
“ข้ามีโอกาสได้เรียนวิชาทำนายมานิดหน่อย…ขอใช้สิ่งนี้เป็นของขวัญแรกพบหน้าก็แล้วกัน จงระวังเรื่องฟืนไฟจะทำให้เกิดอัคคีพิโรธครั้งใหญ่ หนี้ในอดีตที่ติดค้างเอาไว้จะโดนทวงในราคาที่สาหัส…” มิเนอร์วาไม่ได้ปฏิเสธคำเชิญ เขาจดจ่อสมาธิทั้งหมดจนเกิดเป็นเตโชลูกหนึ่ง เล่าตี้ยังคงงุนงง ไม่เข้าใจความหมายที่แอบแฝงเอาไว้ในคำพูดของชายหนุ่ม เรื่องอัคคีภัยไฟเผาผลาญนั้นก็พอจะเข้าใจได้ว่าให้ระวัง แต่ตัวมันร่ำรวยถึงเพียงนี้จะไปเป็นหนี้ผู้ใดได้อีก เรื่องบุญคุณความแค้นก็ยิ่งมั่นใจว่าตนเองนั้นไร้ศัตรู เพราะศัตรูเก่าทุกรายเหล่านั้นต่างก็ตกตายกันไปจนหมดแล้ว ในขณะที่เล่าตี้กำลังจะหมุนตัวเพื่อเดินจากไป เสียงของมิเนอร์วาก็ดังขัดขึ้นมาเสียก่อน
“หากคุยกันดีๆ แล้วไม่รู้เรื่อง…เขาจะยืนอยู่กับเจ้าจนกว่าจะนึกได้ ในยามที่จันทราแดงฉานดั่งเพลิงผลาญ อาวุธของเขาก็จะเบ่งบานเป็นบุปผางดงามตา” วินาทีที่ชายหนุ่มเอ่ยจบคำ จิตที่รวมหนึ่งได้ปลุกอำนาจแห่งเตโชก็ลุกโชนยิ่งกว่าเดิม เล่าตี้เพ่งมองดวงจันทร์บนผิวน้ำแต่ก็ไม่พบสิ่งใดที่ผิดปกติ จึงหันกลับไปมองมิเนอร์วาที่พูดจาเข้าใจยาก
ความมืดภายในห้องเก็บอาวุธใต้ดินที่อยู่นอกกำแพงคฤหาสน์ ได้ถูกทำให้หายไปด้วยลูกไฟจากเดชแห่งเตโชกสิณ แสงสว่างจึงฉาบทาไปทั่วลังไม้จำนวนมาก ลังไม้สี่เหลี่ยมเหล่านี้ถูกวางเรียงซ้อนกันหลายแถว ผ่านไปไม่ถึงสิบนาที จู่ๆ ลูกไฟที่ลอยอยู่กลางอากาศก็ร่วงตกลงมา ไม่ว่าจะกลิ้งหล่นไปที่ใด ก็หอบม้วนเอาไฟไปเผาไม้ ทำให้กลายเป็นเชื้อเพลิง เปลวไฟจึงขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ตู้ม!
เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นลั่นท้องฟ้า คลื่นเสียงตูมตามสั่นสะเทือนพื้นดินให้สั่นไหว บุปผาเพลิงดอกแล้วดอกเล่ากำลังแข่งกันเบ่งบานไม่ยอมหยุด เล่าตี้สะดุ้งเฮือกรีบหันมองไปทางต้นเสียง ทิศทางนั้นคือโรงเก็บอาวุธใต้ดินไม่ผิดแน่ แม้จิตใจจะอยากไปสำรวจดู แต่ร่างกายกลับยืนนิ่งไม่ไหวติง อารมณ์เดือดดาลโมโหจึงปรากฏขึ้น
“มิเนอร์วา!…เจ้าทำลายอาวุธของพวกข้าทำไมกัน?” กว่าจะนึกได้ เล่าตี้ก็รีบตะโกนถามทันที พลังวิญญาณรอบด้านก็ปะทุขึ้นมาอย่างฉับพลัน สายลมรอบด้านล้วนแปรปรวน พัดกระทบผิวน้ำให้ภาพจันทรานั้นเลือนหายไป
“หึๆ …บอกว่าข้าเป็นคนทำ…ไหนล่ะหลักฐาน? ก็ยืนคุยอยู่ด้วยกันตรงนี้ตั้งแต่ต้น…ข้าก็พึ่งเตือนไปอยู่หยกๆ ว่าให้ระวังฟืนไฟภัยจากอัคคี บัดซบเจ้าตัวดี!...เจ้าอยากลองของ?” มิเนอร์วาละสายตาจากจันทราที่เลือนหายไป เขาเองก็ปะทุพลังของครึ่งเทพขึ้นมาต่อต้าน ในระยะห่างประมาณสามเมตร พลังวิญญาณของทั้งสองคนกำลังต่อต้าน ผลักดันกันไปมา เพียงไม่นานเหล่าครึ่งเทพประจำตระกูลก็มารวมตัวกัน แต่ก็สายไปเสียแล้ว มิเนอร์วายกยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดุดัน
“จงตื่น…เหล่าทหารผี…ซัลวาโตเรกำลังจะเข้าสู่สงคราม!” สิ้นเสียงอันกังวาน เงาจำนวนมากก็เต้นบนพื้นยุบยับ รวมตัวกันได้ก็ก่อร่างสร้างเป็นกายเงา ฝูงห่าผีจึงปรากฏเป็นเงาดำเนืองแน่นอยู่เต็มสวน ขุนซ่าเคยเตือนเล่าตี้ไปแล้ว อีกทั้งยังย้ำอยู่หลายครั้งให้เลือกประนีประนอม แต่น่าเสียดายที่เล่าตี้เลือกแตกหัก เหล่าครึ่งเทพโดยรอบต่างก็ลอบกลืนน้ำลาย บุรุษเพียงหนึ่งแต่กลับมากความสามารถ ไม่เกรงกลัวแม้ว่าตนจะอยู่ในถิ่นของศัตรู ความองอาจกล้าหาญที่ยืนเด่นค้ำฟ้า ทำให้ครึ่งเทพหลายคนต่างก็เลื่อมใส
“ชีวิตเป็นของพวกเจ้า…ถ้าไม่เสียดายก็ก้าวเข้ามา! หากผู้ใดตกตายไป…ก็จงโทษผู้นำของพวกเจ้าเถิดที่โง่เขลาเบาปัญญา” มิเนอร์วาพูดเสียงดัง มองอีกฝ่ายราวกับตัวตลก เนื่องจากไม่มีหลักฐานมายืนยันเอาความผิด เล่าตี้ก็ได้แต่กัดฟันรีบสงบอารมณ์โกรธ เหล่าครึ่งเทพโดยรอบต่างก็ชะงักร่างเพื่อหยุดคิด มีน้อยคนที่ไม่สนใจชีวิตรอฟังคำสั่งรบด้วยภักดี
พวกเขาทั้งสองคนยืนคุมเชิงไม่ขยับกาย เป้าหมายที่แท้จริงของมิเนอร์วาคือการเดินทางมาทวงหนี้ ชายหนุ่มใช้เรื่องการค้ายาเสพติดเพื่อหลอกล่อให้เหยื่อนั้นติดกับ หนี้ในการรุกรานอาณาจักรครานั้นจะอย่างไรก็ต้องเก็บเพิ่ม ไม่เช่นนั้นขุนซ่าคงจะรู้สึกไม่เท่าเทียม จนกระทั่งเสียงเอะอะโวยวายโดยรอบสงบลง ครึ่งเทพแปลกหน้าผู้หนึ่งก็พุ่งพรวดมาอย่างรวดเร็ว ในสภาพบาดเจ็บมีแต่แผลโดนลวก เห็นศัตรูยืนอยู่ก็ปรี่เข้าใส่โดยไม่มองรอบข้าง กฎเกณฑ์แห่งพืชเถาชนิดหนึ่งถูกใช้ออกในทันที ต้นพืชรอบตัวของมิเนอร์วากลายเป็นเถาวัลย์หนามที่งอกยาว พวกมันเลื้อยขึ้นมาหมายจะพันขาของชายหนุ่ม กลิ่นอายกัดกร่อนของพืชพิษก็ฟุ้งจนเหม็นเขียว เล่าตี้กำลังจะตะโกนห้าม แต่มิเนอร์วาก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน
“ปุจฉา…เหตุใดหอคอยสูงจึงถล่มลงมา?” สิ้นเสียงคำถามของมิเนอร์วา เถาวัลย์ที่กำลังจะเกี่ยวขาก็หยุดชะงักลงอย่างน่าประหลาด ปุจฉาถามมรรคาออกไปแล้ว แต่ไร้ซึ่งวิสัชนาตอบ ร่างของครึ่งเทพผู้นี้จึงชะงักค้างนานถึงสองวินาที มิเนอร์วาส่ายศีรษะให้กับความใจร้อนของศัตรู
“คนโง่เขลา…” ในเวลาสองวินาทีนั้น เขาควบคุมพืชเถาเหล่านี้ให้กลับไปเป็นเหมือนเดิม จากนั้นก็กะพริบร่างคว้าลำคอของอีกฝ่ายมาบีบแน่น ชายหนุ่มแสยะยิ้มเย็นออกแรงบีบจนอีกฝ่ายเลิกต่อต้าน
การจู่โจมกลับแบบฉับพลันทำให้ครึ่งเทพผู้นี้ไม่ทันตั้งตัว รู้สึกอีกทีก็อยู่ในกำมือของอีกฝ่ายแล้ว แรงบีบที่แข็งแกร่งเช่นนี้ทำให้ลมหายใจของมันเริ่มติดขัด สองมือก็พยายามงัดแงะเพื่อต่อต้าน แต่ทว่าก็รู้สึกหิวจนไร้เรี่ยวแรง ความรู้สึกที่ท้องน้อยก็ร้อนวูบวาบจนไม่มีสมาธิ
“ตายไปก็ไม่ต้องตกใจหรอก…เพราะนี่คือรากฐานของราชันย์เทพ” มิเนอร์วาพูดเสียงเบา เขาออกแรงบีบจนลำคอของอีกฝ่ายกลายเป็นจ้ำเลือด ครึ่งเทพผู้โชคร้ายกำลังจะขาดอากาศหายใจ มันตาเหลือกหมดสติ ชายหนุ่มก็โยนร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผลไฟไหม้ทิ้งลงพื้น ร่างที่ไร้การต่อต้านจึงกลิ้งไถลตกลงไปแช่อยู่ในน้ำ
“พอแล้ว…ตกลงข้ารับปากว่าจะไม่เข้าไปค้าขายในต่างถิ่น แต่ถ้าพวกเขาเหล่านั้นข้ามมาซื้อเอง…ข้าก็คงช่วยอะไรท่านไม่ได้” เล่าตี้รีบเอ่ยออกมาเสียงดัง มันไม่อยากทำสงครามให้สูญเสียกำลังพล เห็นได้ชัดว่าชายหนุ่มปรานีไว้ชีวิต ดังนั้นจึงต้องยอมถอยอีกสักหนึ่งก้าว เพื่อสะสางปัญหานี้
“บังเอิญว่าเขาในคำทำนายนั้นคือข้า…เจ้าคงนึกถึงหนี้ที่ติดค้างเอาไว้ออกแล้วใช่หรือไม่? ...เช่นนั้นก็จงจ่ายออกมา” มิเนอร์วาพูดเออออเอาตามใจ ไม่สนด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกหรือมีปฏิกิริยาเช่นใด เขาแบมือยื่นออกราวกับเป็นเรื่องที่ชอบธรรม เล่าตี้พยายามเค้นสมองคิด นึกยังไงก็นึกไม่ออก พวกเขาสองคนไม่เคยมีความแค้นหรือล่วงเกินต่อกันอย่างแน่นอน
“ได้! ข้ารับปากว่าจะจ่ายให้ตามที่ร้องขอ…แต่ช่วยบอกข้าก่อนว่าหนี้ก้อนนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร?” เล่าตี้เองก็จนปัญญา นึกถึงคำเตือนของสหายรักได้ก็รีบเปลี่ยนท่าที แต่ก่อนจะจ่ายออกไปตัวเขาก็อยากจะรู้ว่าอีกฝ่ายมีเหตุผลที่เพียงพอหรือไม่
“ขุนซ่าไม่ได้เล่าให้เจ้าฟังหรืออย่างไรกัน? หนี้ในการรุกรานอาณาจักรเมื่อครานั้น เหตุใดจึงลืมได้ลงคอ เห็นแก่ที่คุยกันง่าย…ข้าจะลดให้ก็แล้วกัน” มิเนอร์วาชะเง้อมองดูธันวาที่ยืนพิงต้นไม้รอดูเรื่องสนุก เขากวาดสายตามองไปยังผู้คนที่อยู่รอบด้าน เมื่อหันกลับมามองเล่าตี้ รอยยิ้มก็ถูกระบายอยู่เต็มใบหน้าของชายหนุ่ม
“อืม…สักครึ่งหนึ่งของสมบัติที่มีอยู่เป็นอย่างไร…ท่านเห็นดีด้วยหรือไม่?” มิเนอร์วาบิดปากยิ้มเพราะเห็นเล่าตี้เบิกตากว้างหายใจแรง ได้ฟังข้อเรียกร้องเช่นนี้อีกฝ่ายก็เกือบจะเผลอตัวหลุดปากด่า
“สามส่วนได้หรือไม่? คิดเสียว่าข้าให้เป็นของขวัญแรกพบหน้า” เล่าตี้เอ่ยเสียงเบายอมถอยหลายก้าวแล้ว มิเนอร์วาเองก็เห็นในส่วนนี้อยู่เช่นกัน ความอดทนของคนผู้หนึ่งนั้นมีจำกัด ผลลัพธ์ของสงครามก็ออกมาแล้ว นั่นจึงทำให้เขาคิดหยุดมือ
“ฮ่าๆ ๆ ๆ ช่างเป็นผู้มากมารยาท อยากต่อเหลือสามส่วนก็ไม่บอกกันตั้งแต่แรก เปิดหูเปิดตาแล้ว…ในเมื่อกล้าที่จะขอ ตัวข้าก็กล้าที่จะให้…จงส่งสมบัติสามส่วนนั้นออกมา” มิเนอร์วาหัวเราลั่น มองเล่าตี้ที่หอบหายใจจนตัวกระเพื่อม มันกัดฟันมอบแหวนเก็บของสามวงให้ในทันที
“ดี!...เช่นนั้นก็เป็นอันหายกัน โนตูรอนกลับ!” มิเนอร์วาตะโกนเสียงดัง จากนั้นนภาก็กังวานไปด้วยเสียงคำรามที่ดังตามขึ้นมา กะพริบร่างเพียงหนึ่งครั้ง ก็คว้าจับเอาศิษย์และบุตรชายได้พร้อมกัน ชายหนุ่มถีบเท้าแบกร่างทั้งสองกระโดดขึ้นไปยืนอยู่บนหลังของมังกร เขาก้มลงมองจากที่สูงด้วยรอยยิ้มยียวนกวนประสาท ธันวาที่ได้เห็นใบหน้าบูดเบี้ยวของเล่าตี้ก็พึงพอใจ ต้องยกยิ้มกว้าง
“ข้าลาแล้วไม่ต้องส่ง!” มิเนอร์วาตะโกนย้ำอีกครั้ง พร้อมกับส่งสัญญาณให้โนตูรอนบินจากไป มุ่งหน้าลงไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ แม้จะได้ยินเสียงตะโกนโวยวายไม่พอใจจากทางด้านหลัง แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้ให้ความสนใจอีก บินท่องราตรีใต้แสงทะเลดาว จนกระทั่งพ้นจากเขตแดนของอาณาจักรพุกาม…