ดาบพิฆาตสลับนภา

    บทที่116 จะรอดหรือไม่?

    กุบกับ! กุบกับ!


    เสียงฝีเท้าของอาชาพันธุ์ดีบดขยี้ลงบนผืนทรายและพงหญ้าแห้งกรอบระงมไปทั่วบริเวณชายฝั่งทะเลสาบซูหรง รถม้าโอ่อ่าประดับลวดลายไหมทองของตระกูลซูทะยานฝ่าม่านหมอกสีเทาทึบเข้ามาด้วยความเร็วสูง ก่อนจะหยุดนิ่งลงที่หน้าตำหนักยาหลังใหม่ริมชายหาดอย่างมั่นคง


    ที่หน้าประตูตำหนัก ร่างอ้วนท้วมของเถ้าแก่ฟ่านเจิ้นไห่ยังคงยืนเอามือไพล่หลัง ใบหน้าฉาบด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันในเงามืดพลางทอดสายตามองม่านหมอกอย่างสำราญใจ เขากำลังนับถอยหลังรอเวลาที่อวี้เหวินจะซมซานกลับมาพร้อมความสิ้นหวัง ทว่าเสียงล้อรถม้าที่สั่นสะเทือนปฐพีกลับทำให้คิ้วของเขาขมวดมุ่นด้วยความฉงน


    ‘รถม้าหรูหราปานนี้... มิใช่รถม้าทั่วไปในเมืองซูไห่แน่ หรือว่าจะเป็นแขกผู้ใหญ่ของตระกูลใด?’


    ยังไม่ทันที่ความสงสัยในใจของจิ้งจอกเฒ่าจะกระจ่าง บานประตูรถม้าก็ถูกผลักออกอย่างแรง เงาร่างสีดำขลับของอวี้เหวินทะยานลงสู่พื้นดินดั่งวิหคเหิน แววตาคมปลาบดุจกระบี่เทพเจ้าจ้องตรงมายังตำหนักยา ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของฟ่านเจิ้นไห่ต้องหยุดเต้นไปเสี้ยววินาที คือร่างบอบบางสง่างามในอาภรณ์สีเขียวมรกตที่ก้าวตามลงมา


    แม้ใบหน้าของนางจะถูกคลุมด้วยผ้าบางสีขาวขุ่น ทว่าตราประทับรูปกลีบบัวทองคำที่สลักอยู่บนรถม้า และกลิ่นอายโอสถอันสูงส่งที่แผ่ออกมารอบกายของนาง... กลับเป็นสิ่งยืนยันตัวตนอันยิ่งใหญ่ล้ำฟ้าที่คนในเมืองซูไห่ล้วนรู้จักดี


    ‘ซู... ซูเหยาเหยา! คุณหนูสายตรงแห่งตระกูลซู!’


    ความคิดนี้ประดุจสายฟ้าฟาดลงกลางกบาลของฟ่านเจิ้นไห่ ดวงตาที่เคยเรียวรีด้วยความเจ้าเล่ห์เบิกกว้างจนแทบฉีกขาด ร่างอ้วนท้วมสั่นสะท้านชั่วครู่ ลมหายใจสะดุดกึก ราวกับเห็นภูตผีกลางวันแสกๆ หน้ากากแห่งความสุขุมที่เขาเพียรสวมใส่มาทั้งชีวิตแทบจะหลุดลอกลงมากองกับพื้นในวินาทีกระทันหันนั้น!


    ‘เป็นไปได้อย่างไร?!’ จิตวิญญาณของฟ่านเจิ้นไห่กู่ร้องอย่างบ้าคลั่งในใจ ‘ข้าทุ่มเทเงินทองและใช้อำนาจของตระกูลเฉินกดดัน สั่งปิดปากนักหลอมยาระดับสูงขึ้นไปในเมืองซูไห่ไว้จนสิ้น! แม้กระทั่งผู้อาวุโสหลายท่านของตระกูลซู ข้าก็ยังส่งคนไปเจรจาตัดทางไว้หมดแล้ว! เหตุใด... เหตุใดเจ้าเด็กเหลือขอแซ่อวี้นั่น ถึงยังเชิญคุณหนูซูมาที่นี่ได้?!’


    ความตระหนกแล่นพล่านไปตามกระดูกสันหลัง ทว่าฟ่านเจิ้นไห่สมเป็นจิ้งจอกเฒ่าที่ผ่านคลื่นลมมาโชกโชน ในเสี้ยววินาทีที่อวี้เหวินกำลังจะสบสายตาตรงมา แววตาที่เต็มไปด้วยความริษยาและตื่นตระหนกพลันถูกลบหายไปอย่างไร้รอยตะเข็บ แทนที่ด้วยความปีติยินดีอันล้นพ้นอย่างแนบเนียน


    “โอ้! หลานอวี้! เจ้ากลับมาแล้ว! ขอบคุณพระเจ้า... ขอบคุณพระเจ้าจริงๆ!”


    ฟ่านเจิ้นไห่ถลาเข้าไปหาอวี้เหวินทันที ร่างอ้วนๆ ของเขาสั่นเทาด้วยความสะเทือนใจ มือทั้งสองข้างยกขึ้นกุมอก ใบหน้าอวบอัดบิดเบี้ยวคล้ายคนกำลังจะหลั่งน้ำตาด้วยความปลาบปลื้ม เขารีบทรุดตัวลงประสานมือคารวะซูเหยาเหยาอย่างนอบน้อมสูงสุดจนแทบจะก้มกราบลงกับพื้นทราย


    “ข้าน้อยฟ่านเจิ้นไห่ คารวะคุณหนูซู! เดิมคิดว่าเรื่องนี้คงหมดหนทางแล้ว คาดไม่ถึงว่าท่านจะยอมยื่นมือช่วยเหลือด้วยตนเอง น้ำใจของตระกูลซูในวันนี้ ข้าน้อยและน้องอวี้หลานจะไม่มีวันลืมขอรับ”


    น้ำเสียงของเขาสั่นเครือ ดวงตาแดงระเรื่อคล้ายมีหยาดน้ำตาคลอเบ้า ท่วงท่าพินอบพิเทาช่างดูเป็นผู้ใหญ่ใจดีที่ห่วงใยในความเป็นตายของมิตรสหายอย่างจริงใจยิ่งนัก หากมิใช่เพราะสายตาที่ลอบชำเลืองมองขวดหยกในมือของอวี้เหวินด้วยประกายเยือกเย็นชั่วแวบหนึ่ง... ก็คงไม่มีใครในใต้หล้าสงสัยในความบริสุทธิ์ใจของจิ้งจอกเฒ่าผู้นี้ได้เลย!


    อวี้เหวินขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทีที่กระตือรือร้นเกินพอดีของเถ้าแก่ฟ่าน ทว่ายามนี้จิตใจของเขามุ่งตรงไปที่ห้องพักของบิดาเพียงอย่างเดียว เขาประสานมือตอบรับแกนๆ “เถ้าแก่ฟ่าน เรื่องอื่นไว้ทีหลัง ข้าได้โอสถมาแล้ว ข้าจะเข้าไปหาท่านพ่อเดี๋ยวนี้!”


    “อ้อ! ใช่ๆ! รีบไปเถิด อาการของพ่อเจ้ายิ่งรั้งรอยิ่งอันตราย ข้าจะช่วยนำทางเอง!” ฟ่านเจิ้นไห่รีบหมุนกายก้าวเดินนำหน้าอย่างกระฉับกระเฉง ทว่าในเงามืดเบื้องหลังแผ่นหลังอันอวบอ้วนนั้น... ใบหน้าของเขากลับแปรเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวและเย็นเยียบประดุจน้ำแข็งขั้วโลก


    ‘หึ... แสร้งทำเป็นอวดดีไปเถอะอวี้เหวิน ต่อให้เจ้าได้ตัวคุณหนูซูมา แล้วอย่างไร? หากโอสถของพวกเจ้ามิอาจรักษาไอพิษมารระดับนี้ได้ พ่อของเจ้าก็ต้องกลายเป็นศพอยู่ดี! และถึงแม้โอสถนั้นจะมีปาฏิหาริย์... ข้าฟ่านเจิ้นไห่ก็ไม่มีวันปล่อยให้พวกเจ้าพ่อลูกรอดชีวิตไปจากชายฝั่งทะเลสาบแห่งนี้ได้หรอก!’


    กลิ่นอายแห่งกลลวงและการเข่นฆ่าอันเงียบเชียบ เริ่มก่อตัวขึ้นภายในโถงทางเดินอันมืดสลัวของตำหนักยา ท่ามกลางเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบของราชสีห์หนุ่มผู้กำลังมุ่งหน้าไปยื้อชีวิตบิดาจากเงื้อมมัจจุราช!


    ‘ปัง!’


    บานประตูห้องพักชั้นในถูกผลักออกอย่างแรง กลิ่นอายหยางอันร้อนแรงที่แผ่ออกมาจากขวดหยกในมืออวี้เหวิน ขับไล่ไอเย็นชื้นและกลิ่นอับของพิษมารที่ปกคลุมอยู่รอบเตียงให้สลายไปในพริบตา ท่านหมอโกวและอู๋ซวงที่เฝ้าอยู่ข้างเตียงต่างสะดุ้งสุดตัว ทันทีที่อู๋ซวงเห็นพี่ชายของตนกลับมาพร้อมกับหญิงสาวผู้สูงศักดิ์ในชุดเขียวมรกต ดวงตาของเด็กหนุ่มพลันเปล่งประกายความหวัง


    “พี่ใหญ่อวี้! คุณหนูซู!”


    อวี้เหวินมิได้เอ่ยคำใด เขาตรงดิ่งไปที่ข้างเตียง ทอดสายตามองบิดาที่ยามนี้ลมหายใจแผ่วเบาราวกับตะเกียงน้ำมันที่จวนเจียนจะมอดดับ เส้นเลือดสีดำขลั่กปูดโปนขึ้นมาถึงลำคอและดวงหน้า ซดทับไอพลังแห่งชีวิตจนแทบไม่เหลือหรอ อวี้เหวินไม่รอช้า สะบัดมือเปิดจุกขวดหยกมันแพะออกทันที


    ‘วูบ...’


    ลำแสงสีแดงเพลิงสว่างวาบขึ้นกลางห้อง พร้อมกับกลิ่นหอมบริสุทธิ์เข้มข้นที่ทำให้นักหลอมยาและหมอชราอย่างหมอโกวถึงกับดวงตาเบิกค้าง ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความอัศจรรย์ใจ “นี่มัน... กลิ่นอายของโอสถระดับโลก! ทั้งยังเปี่ยมด้วยปราณหยางบริสุทธิ์หนาแน่นปานนี้... หรือว่าจะเป็นโอสถหลอมด้วยมือของปรมาจารย์?!”


    อวี้เหวินประคองร่างอันไร้สติของอวี้หลานขึ้นมาอย่างทะนุถนอม ก่อนจะป้อนโอสถ ‘ตะวันดับเหมันต์’ เข้าสู่ปากของบิดา พร้อมกับโคจรพลังปพลังอสนีบางเบาช่วยส่งตัวยาให้ไหลลื่นลงสู่ลำคอ


    เพียงชั่วพริบตาที่โอสถละลายเข้าสู่ร่างกาย ปาฏิหาริย์แห่งศาสตร์โอสถตระกูลซูก็บังเกิดขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์!


    ‘ซู่... ฉ่า!’


    เสียงราวกับน้ำเย็นจัดราดลงบนถ่านไฟร้อนดังขึ้นจางๆ จากภายในร่างของอวี้หลาน คลื่นความร้อนสีทองแดงแผ่ซ่านออกจากหน้าอก พุ่งทะยานเข้าสู่เส้นชีพจรทั่วร่างประดุจกองทัพสุริยันที่กรีธาทัพเข้าบดขยี้กองทัพเหมันต์ เส้นเลือดสีดำขลั่กที่เคยปูดโปนน่าเกลียดน่ากลัวตามผิวหนัง พลันสั่นกระตุกก่อนจะค่อยๆ ถดถอยล่นและจางหายไปทีละคืบ ร่างกายที่เคยซีดเผือดราวกับศพเริ่มมีสีเลือดฝาดไออุ่นแห่งชีวิตหวนคืนมาอย่างรวดเร็ว


    “อึก...” อวี้หลานส่งเสียงครางเบาๆ ในลำคอ คิ้วที่ขมวดมุ่นด้วยความทรมานมาตลอดหลายวันเริ่มผ่อนคลาย ลมหายใจที่เคยขาดช่วงกลับมาสม่ำเสมอและหนักแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


    “ยอดเยี่ยมยิ่งนัก! พิษมารธาตุหยินที่กัดกินไขกระดูกถูกไออุ่นของโอสถระดับโลกสลายไปกว่าเจ็ดในสิบส่วนแล้ว! ชีพจรหวนคืน ลมปราณคงที่... บิดาของท่านรอดตายแล้วคุณชายอวี้!” ท่านหมอโกวอุทานลั่นด้วยความเลื่อมใสพลางลูบเคราตัวเองด้วยมือที่สั่นเทา


    ขณะที่อู๋ซวงและซูเหยาเหยาลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทว่าร่างอ้วนท้วมของเถ้าแก่ฟ่านที่ยืนคุมเชิงอยู่เบื้องหลังกลับแข็งค้างประดุจถูกสาป ดวงตาของเขาสั่นระริกด้วยความตื่นตระหนกแลความริษยาอันบ้าคลั่งที่ปะทุขึ้นในอกจนแทบจะทะลักออกมา


    ‘บัดซบ! บัดซบที่สุด!’ ฟ่านเจิ้นไห่ลอบกำหมัดแน่นในชายแขนเสื้อจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เลือดในกายเดือดพล่านด้วยความกดดันอันมหาศาล‘เป็นไปได้อย่างไร?! โอสถนั่นคืออะไรกันแน่?! พิษมารจากทะเลสาบซูหรง... พิษที่แม้แต่ยอดฝีมือระดับหลอมรวมกายยังจนปัญญา กลับถูกขับออกไปง่ายดายถึงเพียงนี้?!’


    สายตาของจิ้งจอกเฒ่าจับจ้องไปที่ใบหน้าที่มีเลือดฝาดขึ้นมาของอวี้หลาน ในใจของเขาเริ่มเย็นเยียบและหวาดกลัวต่อสิ่งที่จะตามมา แผนการ ‘ยืมมีดฆ่าคน’ ที่เขาคิดว่าสมบูรณ์แบบไร้รอยตะเข็บ บัดนี้กลับถูกทำลายลงด้วยขวดหยกเพียงขวดเดียว


    ‘หากปล่อยไว้เช่นนี้... อวี้หลานย่อมต้องหายดีเป็นปกติภายในไม่กี่วัน และเมื่อมันฟื้นขึ้นมา มันต้องรับรู้แน่ว่าสถานที่แห่งนี้มีบางอย่างผิดปกติ! อีกทั้งหากแผนการกำจัดสองพ่อลูกตระกูลอวี้พังพินาศลงเพราะความไร้สามารถของข้า... มีหรือที่ตระกูลเฉินจะปล่อยข้าไว้! อย่าว่าแต่ตำแหน่งใหญ่โตในสมาคมการค้าเลย แม้แต่หัวอ้วนๆ บนบ่าของข้าฟ่านเจิ้นไห่ ก็คงมิอาจรักษาไว้ได้!’


    ความกดดันที่ถาโถมทำเอาฟ่านเจิ้นไห่แทบคลั่ง ทว่าบนใบหน้าของเขากลับยังต้องฝืนแสดงท่าทีปีติยินดีอย่างสุดซึ้ง เขาแสร้งทำเป็นปาดน้ำตาพลางก้าวเข้ามาสะอึกสะอื้นข้างเตียง


     “โอ้... สวรรค์ยังเมตตา! น้องอวี้ หลานรอดแล้ว!” ฟ่านเจิ้นไห่หัวเราะออกมาทั้งที่ดวงตาแดงเรื่อ “อวี้เหวิน... ดีจริงๆ... ดีจริงๆ!”


    ทว่าในระหว่างที่เขากำลังก้มหน้าแสร้งรำพันอยู่นั้น แววตาของจิ้งจอกเฒ่ากลับทอประกายเหี้ยมเกรียมและเด็ดขาดชั่วแวบหนึ่งภายใต้เงาหัว... ‘ในเมื่อแผนเดิมล้มเหลว เช่นนั้นก็เปลี่ยนกระดานเสีย’


    ฟ่านเจิ้นไห่ยิ้มบาง ‘คนของตระกูลซูจะจากไป ส่วนอวี้เหวินจะถูกทิ้งไว้’


    ‘เมื่อถึงยามนั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น... ทุกคนก็จะเชื่อว่าเป็นฝีมือของอสูรมาร’


     เขาหลุบตาลง ‘เพราะคนที่พยายามช่วยเหลือที่สุด... ย่อมเป็นคนที่ถูกสงสัยน้อยที่สุด’


    กลิ่นอายแห่งความตายและแผนร้ายบทใหม่ ถูกขีดเขียนขึ้นในจิตใจอันโสมมของเถ้าแก่ฟ่าน ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความยินดีของคนในห้อง... หมากรบกระดานสุดท้ายในยามราตรีกำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า!

    คล้ายกับเรื่องดาบพิฆาตสลับนภา ที่คุณอ่าน