บทที่ 11 วาฬอ้วนกินอิ่มแล้วก็หลับ
เยี่ยนเสี่ยวจื่อถูกเจียงหลิงผลักออกมาเงียบ ๆ
เยี่ยนเสี่ยวจื่อพูดติดขัด
“พี่ชาย แต่ไหนแต่ไรมาพี่สาวเสี่ยวหรูและป้าเจียงหรุ่ยไม่ตีคน ต้องมีความเข้าใจผิดเกิดขึ้นที่นี่อย่างแน่นอน”
เธอและเยี่ยนเสี่ยวหรูเกิดห่างกันไม่ถึงสองเดือนและทั้งคู่ก็อายุห้าขวบกว่าแล้ว
แต่เมื่อเทียบกับเยี่ยนเสี่ยวหรู เยี่ยนเสี่ยวจื่อกลับดูผอมและบอบบางกว่ามาก
เยี่ยนลี่เฉิงมองน้องสาวของเขาด้วยสีหน้าเ็า
เ้าวาฬน้อยคลานออกจากอ้อมกอดของพ่อเข้าไปยังอ้อมกอดของพี่ชาย
เธอใช้ทั้งสองมือโอบรอบคอของเขาเพื่อแสดงความเป็เ้าของ
“งือ!”
คน ๆ นี้เป็พี่ชายของเธอ!
เยี่ยนเสี่ยวจื่อไม่เข้าใจแต่เยี่ยนลี่เฉิงกลับเข้าใจความหมายของอิงอิงน้อยดี
เขารับอิงอิงน้อยมาอยู่ในอ้อมกอด เสียงของเขาอ่อนโยนเป็พิเศษ
“อืม ฉันเป็พี่ชายของอิงอิงน้อย! แค่พี่ชายของอิงอิงน้อยเท่านั้น!”
เยี่ยนเสี่ยวจื่อเห็นว่าพี่ชายแท้ ๆ ของเธอมีสีหน้าที่เ็า แต่กลับหันไปปลอบเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ไม่แม้แต่จะพูดได้ว่าเขาเป็พี่ชายของเธอ จึงอดไม่ได้ที่จะร้องไห้ออกมา
ฉินอี้หานมองไปยังเยี่ยนลี่เฉิง “กลับบ้าน!”
เยี่ยนลี่เฉิงพยักหน้ารับและอุ้มอิงอิงน้อยเดินตามคุณอาฉินไป
เมื่อเจียงหรุ่ยกำลังจะพูดก็ถูกเจียงหลิงดึงมือไว้
“ไม่มีประโยชน์หรอก!”
เมื่อเจียงหรุ่ยนึกถึงคำพูดที่ฉินอี้หานบอกกับทนายก็รู้สึกอกสั่นขวัญหายไปหมด
ทีมกฎหมายของตระกูลฉินได้รับชัยชนะในทุกการว่าความและไม่เคยพ่ายแพ้
นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ!
ประเด็นสำคัญคือเธอไม่ได้ไปตีเด็กอ้วนนั่นเสียหน่อย?
เธอแค้นใจอย่างถึงที่สุด!
“เสี่ยวหลิง ฉันและเสี่ยวหรูต่างหากที่ถูกเด็กอ้วนนั่นตี! ฉันน่ะไม่เท่าไหร่ ฉันเป็ผู้ใหญ่แล้ว แต่เสี่ยวหรูเธอเพิ่งจะอายุแค่ห้าขวบครึ่งเท่านั้น”
เจียงหลิงเม้มปากและกัดฟัน “เสี่ยวหรูเป็ลูกสาวของฉัน เธอถูกตีฉันก็เป็เดือดเป็ร้อนมากกว่าใคร ๆ แต่ตระกูลฉินปกป้องเด็กนั่นขนาดนั้น แล้วฉันจะพูดอะไรได้?”
ทำได้เพียงยอมรับความพ่ายแพ้!
เจียงหลิงมองเยี่ยนเสี่ยวจื่อด้วยแววตาโศกเศร้า
เยี่ยนเสี่ยวจื่อที่กำลังร้องไห้จนตัวเกร็งจู่ ๆ ก็ชะงักไปทันที
“พวกเราไปโรงพยาบาลก่อน!”
“อีกสักพักฉันจะโทรไปถามเยี่ยนชิงดูว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นเป็ใคร!”
ถ้าไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับตระกูลฉิน แต่แค่ได้รับการปกป้องจากเยี่ยนลี่เฉิง...
สักวันเธอจะต้องทำให้เด็กผู้หญิงคนนั้นมาคุกเข่าขอโทษลูกสาวเธอให้จงได้
…
เมื่อมาถึงชั้นบนสุดของห้างสรรพสินค้า เยี่ยนลี่เฉิงก็ปล่อยมืออิงอิงน้อยที่เขาถูไปมาเพื่อบรรเทาความเจ็บ
“อิงอิงน้อย ยังเจ็บอยู่ไหม?”
“งือ”
ไม่เจ็บ ไม่เจ็บ!
แค่ยังไม่ชิน!
ร่างกายของเด็กยังอ่อนแอเกินไป
แค่ใช้พลังแบบลูกวาฬแปซิฟิกเพียงหนึ่งในสิบมือก็เป็สีแดงแล้ว
เธอเกลียดความอ่อนแอ!
เมื่อฉินอี้หานเห็นหน้าของอิงอิงน้อยไม่พอใจจึงคิดว่าเธอยังโกรธอยู่
“อิงอิงน้อยไม่ต้องห่วงนะ ถ้าพวกเขากล้าลงไม้ลงมือกับลูก พ่อจะทำให้พวกเขาได้เห็นถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา”
อิงอิงน้อยเงยหน้าขึ้น “อ๋า?”
เธอต้องโกรธเหรอ?
คนที่ควรจะโกรธน่าจะเป็สองคนนั้นที่ถูกเธอตีมากกว่ามั้ง?
อยากจะตีเธอแต่ก็ตีไม่ได้...
จุ๊ ๆ!
ไม่เป็ไร!
ฉินอี้หานมองใบหน้าเด็กน้อยที่กำลังสับสน เขากำลังพยายามอธิบายถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาหากเจียงหลิงกล้าที่จะลงไม้ลงมือกับลูกสาวอันเป็ที่รัก แต่เมื่อเห็นอิงอิงน้อยที่กำลังจ้องมองรูปภาพบนโต๊ะอาหารและดูเหมือนว่าจะน้ำลายไหล
ฉินอี้หานก็ชะงักไป “...”
ริมฝีปากของเยี่ยนลี่เฉิงโค้งขึ้น “อิงอิงน้อยอยากกินอะไรเหรอ”
ฉินอิงอิงกลืนน้ำลายขณะที่กำลังมองรูปภาพปลาแซลมอนบนโต๊ะอาหาร
ไม่ได้กินปลาแซลมอนมาตั้งนานแล้ว เธอยังคงคิดถึงมันอยู่
อย่าพูดถึงตับแมวน้ำกับฉลามเลย หากมีปลาแซลมอนอยู่ตรงหน้าแล้วไม่กินก็เสียชาติวาฬแล้ว!
ฉินอิงอิงยื่นมืออวบอ้วนของเธอออกมาและมองไปที่รูปภาพปลาแซลมอนตาเป็ประกาย
“งือ… อันนี้... ”
เยี่ยนลี่เฉิงรู้สึกประหลาดใจ “อิงอิงน้อยพูดได้อีกสองคำแล้ว”
ฉินอิงอิงยืดร่างที่อ้วนท้วนของเธอให้ตั้งตรง “งื้อ!”
นี่เธอพูดว่า ‘เอาอันนี้’ เหรอ!
เธอก็ฉลาดเหมือนกันนะเนี่ย!
เด็กน้อยจำได้ว่าตอนที่เธออยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เธอสามารถสื่อสารกับคนอื่น ๆ ได้แค่ อือ ๆ อา ๆ เท่านั้น ส่วนใหญ่ที่พูดออกไปก็เป็เพราะเธอหิว
การกินให้อิ่มที่นั่นเป็เื่ยาก
นี่เป็เื่ที่วาฬอ้วนทนไม่ได้!
วาฬเพชฌฆาตเป็าาแห่งท้องทะเลเชียวนะ!
ฉินอี้หานสั่งอาหารไปพลางพูดคุยกับลูกสาวไปพลาง
“อิงอิงน้อยนอกจากปลาแซลมอนยังอยากกินอะไรอีกไหม?ฟิเลมิยอง ฟัวกรา สปาเกตตี... ”
เขาร่ายต่อไปอีก ขณะเดียวกันเขาก็รับเมนูอาหารจากพนักงานมาให้ลูกสาวดู
ตับฉลามและฟัวกราก็กินได้!
สปาเกตตีก็ไม่เลว!
สเต๊กก็คือเนื้อ นั่นจำเป็ต้องมีบนโต๊ะ!
...
ทั้งสามคนสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะจนพ่อครัวรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก เพราะเป็ปริมาณอาหารขนาดนี้มันไม่ใช่สำหรับสองคนครึ่ง
นี่เกือบจะกินได้สิบคนแล้วไม่ใช่เหรอ?
อาหลานคิดเพียงอยากจะให้ฉินอิงอิงอิ่มท้อง พวกเขาจึงไม่ได้สนว่าคนอื่นจะมองอย่างไร!
กินข้าว ๆ!
ฉินอี้หานและเยี่ยนลี่เฉิงมองดูอิงอิงน้อย แม้เธอจะกินเร็วมาก แต่ก็ยังดูน่ารัก มันทั้งน่าเอ็นดูและน่ากังวลไปพร้อม ๆ กัน
ความอยากอาหารของอิงอิงน้อยมันดีมากเลย
ฉินอี้หานมองไปยังเยี่ยนลี่เฉิง “ทำไมนายไม่กินล่ะ?”
เยี่ยนลี่เฉิงมองใบหน้าอิงอิงน้อยอย่างอิ่มเอิบ “อาฉิน ผมยังไม่หิว อาฉินทานเถอะครับ”
ฉินอี้หานส่ายหัวปฏิเสธ “ฉันก็ยังไม่หิวเหมือนกัน”
ฉินอิงอิงที่กำลังหมกมุ่นกับการทานอาหารอยู่นั้น เจียดเวลามามองพวกเขาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัย
“งือ?”
มนุษย์อดทนกับความหิวได้ขนาดนี้เลยเหรอ?
เธอจำได้ ในหมู่มนุษย์มีคำกล่าวอยู่ว่า ‘มนุษย์ไม่กินอาหารไม่ได้ ถ้าไม่กินข้าวเพียงมื้อเดียวก็อาจจะเป็เื่ร้ายแรงถึงตาย’
เด็กน้อยจึงอดไม่ได้ที่จะคว้าข้อมือพ่อมาดูนาฬิกา
ฉินอี้หานแปลกใจ “อิงอิงน้อยดูนาฬิกาเป็เหรอ?”
ฉินอิงอิงแสดงสายตาดูถูกอีกครั้ง
เธอเป็ลูกวาฬแปซิฟิกตัวน้อยที่สามารถทำได้ทุกอย่าง!
เมื่อเธอเห็นเข็มเล็ก ๆ บนนาฬิกาของพ่อผู้ให้อาหาร แก้มของฉินอิงอิงก็เปลี่ยนเป็สีแดง เธอค่อย ๆ ปล่อยอุ้งมือเล็ก ๆ ของเธอ
“อิงอิงน้อยรู้วิธีดูตัวเลขบนนาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์แบบดิจิทัลเท่านั้นใช่ไหม?”
ฉินอิงอิงรู้สึกเขินอายเล็กน้อย เธอมองไปที่เยี่ยนลี่เฉิงและพยักหน้ารัว ๆ
“ซื่อ… งือ!”
ใช่!
ฉันดูนาฬิกาเด็กเป็
แต่จิตใต้สำนึกของเธอบอกว่าเธอน่าจะดูนาฬิกาผู้ใหญ่ของพ่อได้
ทว่าเมื่อครู่พอดูแล้วก็อ่านไม่ออกอยู่ดี
ฉินอิงอิงรู้สึกสับสนเล็กน้อย
เป็ไปได้ไหมว่าความอัจฉริยะของวาฬนมแปซิฟิกจะหยุดอยู่แค่นี้?
ฉินอี้หานหยิบทิชชูแล้วเช็ดคราบมันตรงมุมปากของลูกสาวตัวน้อยเบา ๆ เมื่อเหลือบมองนาฬิกาข้อมือก็พบว่าเป็เวลาสี่โมงครึ่งพอดี
“ยังมีเวลาอยู่ รอให้อิงอิงน้อยกินอิ่มแล้ว พ่อและพี่ชายลี่เฉิงจะพาลูกไปซื้อนาฬิกาเด็กด้วยกัน เอาแบบที่มีจีพีเอสด้วย ดีไหม?”
“งือออ!”
พ่อผู้ให้อาหารใจกว้างจริง ๆ!
เธอ้านาฬิกาเพื่อดูเวลา เพราะเธอยังไม่คุ้นเคยกับสิ่งมีชีวิตในหมู่มนุษย์มากนัก
เพราะวาฬอ้วนกินได้ทุกอย่างและนอนหลับได้ทุกเมื่อ!
ฉินอิงอิงมุ่งความสนใจไปที่การทานอาหาร โดยมีฉินอี้หานและเยี่ยนลี่เฉิงมองเธอด้วยความรักและอ่อนโยน
“อิงอิงน้อยฉลาดมาก! ” ฉินอี้หานพูดอย่างมั่นใจ
เยี่ยนลี่เฉิงพยักหน้าโดยไม่ลังเล “เธอรู้หลายสิ่งที่เด็กวัยสามขวบครึ่งไม่รู้จัก ส่วนเื่การพูดอาจเพราะไม่มีใครตั้งใจสอน เธอจึงพูดไม่ได้”
ฉินอี้หานพึมพำเล็กน้อย “กลับไปพวกเราค่อยผลัดกันสอนอิงอิงน้อยพูดก็แล้วกัน”
“อาฉิน ผมก็คิดอย่างนั้น!”
เมื่อเยี่ยนลี่เฉิงคิดถึงเสียงที่แสนจะนุ่มนวลของอิงอิงน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าของก็กว้างขึ้น
อิ่มเอมไปทั้งใจและดวงตา มีเพียงอิงอิงน้อยที่กำลังตั้งใจทานอาหารเท่านั้นที่ไม่รู้เื่รู้ราวอะไรเลย