[จบ]Psychokinesis พลังจิตเหนือเทพยุทธ์

    192 เทเลพอร์ต

    ปริบปริบ


    เปลือกตาค่อยๆเปิดขึ้นมาทีละน้อยก่อนจะพบเข้ากับภูเขาสองลูกซ่อนไว้ใต้เสื้อสีแดง มาพร้อมกับรอยยิ้มอันทรงเสน่ห์ส่งมาให้ตงฟางที่ลืมตาตื่นจากฝัน


    “ตื่นขึ้นมาก็เลือดกำเดาไหลเลยนะ”


    “ผมจำได้ว่าตัวเองนอนอยู่บนพื้นหนิ แล้วทำไมถึงมานอนหนุนตักพี่ซิงเยียนได้ล่ะ”


    “พี่สาวเห็นตงฟางนอนหลับอยู่ตรงนั้นจึงไปดึงมากอดและก็ทำหลายๆอย่าง สุดท้ายก็มาลงเอยที่ตัก” ตงฟางคิดภาพตามไปมากมาย แต่สุดท้ายเขาก็ลบภาพเหล่านั้นทิ้งเมื่อรู้ว่าพี่ซิงเยียนกำลังหลอกเขา เธอไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากนำหมอนออกแล้วเอาตักมาให้เขาหนุนแทน


    “ครั้งนี้หักโหมเหรอ ตงฟางสลบไปตั้ง 1 วันเต็มแหนะ”


    “เมื่อวานนี้ผมใช้พลังทั้งหมดกระแทกค่ายกลชั้นสุดท้ายเพื่อเข้าใจความซับซ้อนของมัน ทำให้ผมตกอยู่ภายใต้สภาพอย่างที่เห็น”


    ตงฟางนึกถึงเรื่องเมื่อวาน เขาจำได้ว่าตัวเองใช้พลังจิตกระแทกเส้นพลังวิญญาณ 100 เส้นสุดท้ายเพื่อทำความเข้าใจกับมัน ปรากฎว่าเขาถูกพลังจิตยุทธ์สีส้มสะท้อนกลับจนได้รับบาดเจ็บรุนแรงด้านสมอง จนต้องออกมาพักผ่อนด้วยการกระตุ้นร่างกายให้รักษาตัวเอง


    “ดีขึ้นหรือยังจ๊ะ หนุนตักต่ออีกสักวันก็ได้นะ”


    ตงฟางรีบลุกขึ้นนั่งพลางถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เขาที่กล้านอนสลบไปตั้ง 1 วันเต็มก็เพราะว่ามีอีกหนึ่งเหตุผลนั่นคือการพักฟื้นร่างกายให้กลับมาเป็นปกติ การพยายามทำความเข้าใจกับค่ายกลตลอด 14 เดือนของเขาได้ผลสำเร็จแล้ว แม้มันจะใช้เวลานานมากแต่ก็น้อยกว่าการทำความเข้าใจค่ายกล 13 เสาของมารกลืนสวรรค์ที่ใช้เวลาไป 15 เดือนกว่า


    “ดีขึ้นแล้วครับ พี่ซิงเยียนตอนนี้ด้านบนเป็นอย่างไรบ้าง”


    1 ปีผ่านมานี้ตงฟางได้รับข่าวสารด้านบนเป็นพักๆเกี่ยวกับปีศาจ แม้เขาจะดีใจที่กลุ่มคนพยายามสืบหาตัวของเขายกเลิกภารกิจเพราะยุ่งเกี่ยวกับปีศาจไปแล้วก็ตาม  เขากลับมีความวิตกเพราะการขนย้ายยาและค่ายกลของหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้า เริ่มเสี่ยงขึ้น


    การเดินทางภายใต้สถานการณ์สู้รบทุกหย่อมหญ้า พวกเขามีสิทธิสูญเสียยาและค่ายกลที่จะนำส่งเมืองต้วนอี้และเมืองลั่วหยางครั้งใหญ่ ยังดีที่ปีศาจไม่ได้แข็งแกร่งมากมาย พวกมันมีเพียงระดับจารึก ทำให้ 3 ครั้งที่พวกเขาถูกปีศาจปล้นกลางอากาศสามารถนำสินค้าส่งทั้ง 2 เมืองได้เป็นอย่างดี แต่ในอนาคตตงฟางคิดว่าพวกเขาจะต้องเสียทั้งคนและเสียทั้งยาแน่นอน หากการขนส่งของพวกเขายังใช้รูปแบบเดิม


    “พูดยากมากจ้ะ แต่จะสรุปในประโยคเดียวเลยแล้วกัน ตอนนี้ทุกคนมองปีศาจเป็นสัตว์อสูรไปแล้ว”


    ด้วยคำพูดนี้ของพี่ซิงเยียนทำให้ตงฟางรู้ว่าปีศาจหลบซ่อนตัวอยู่ทั่วจักรวรรดิเทียนหยวนแล้ว ตามป่าเขาล้วนแล้วมีพวกมันอาศัยอยู่ หากออกไปล่าหรือเก็บสมุนไพร โอกาสเจอปีศาจก็มากไม่ต่างจากเจอสัตว์อสูร


    “เอาล่ะ ผมพอจะสร้างวิธีการเคลื่อนย้ายบางอย่างที่พิเศษให้กับหอประมูลของเราได้ ไว้ผมขึ้นไปด้านบนผมจะวางค่ายกลเคลื่อนย้ายให้นะครับ”


    “เอ๊ะ มันไม่ใช่สิ่งที่จะเปิดใช้งานง่ายๆนะตงฟาง เราต้องเสียพลังงานไปมาก ยิ่งระยะไกลก็ยิ่งใช้พลังวิญญาณเยอะ”


    “ไม่ต้องห่วงครับ จากการทำความเข้าใจค่ายกล 13 เสา ทำให้ผมพบรูปแบบการทำงานของค่ายกลหนึ่งที่ทำให้สูญเสียพลังวิญญาณน้อยมาก การส่งสินค้าข้ามเมืองใช้พลังของระดับผันแปรวิญญาณ 100 คนก็เพียงพอแล้ว”


    “จ้ะ งั้นแสดงว่าตงฟางเข้าใจค่ายกลทั้งหมดแล้วใช่ไหม”


    “ใช่ครับ หากผมเข้าไปอีกครั้งจะเป็นการทำลายค่ายกล ผมส่งพี่ซิงเยียนขึ้นไปด้านบนเลยนะครับ ไม่อยากอยู่ข้างใต้แล้ว”


    “ขอดูด้วยได้ไหม” ตงฟางมองสายตาออดอ้อนของพี่สาวซิงเยียน เขากลับปฎิเสธเพราะกลัวว่าหากค่ายกลถูกทำลายพลังน้ำแข็งมหาศาลจะกระจายไปทั่วจนร่างของเธอถูกแช่แข็ง


    “เอาล่ะ กลับขึ้นไปรอด้านบนนะครับ อย่าดื้อ”

    “จ้า งั้นก็มาให้หอมซะดีๆ”


    ตงฟางยกมือขึ้นกุมขมับหลังจากถูกดึงเข้าไปหอมแก้มทั้งสองข้างจนเต็มไปด้วยลิปสีแดง


    “ผมจะส่งล่ะนะ”


    “จ้ะ”


    สิ้นเสียงซิงเยียนก็เริ่มเบิกตากว้างเพราะเธอสัมผัสพลังของตงฟางไม่ได้เลยสักนิด จู่ๆเธอก็ปรากฎภายในห้องทั้งๆที่อยู่ใต้ดินลึกหลายหมื่นเมตร เดิมทีตงฟางจะใช้พลังของเขาส่งเธอออกมาด้วยวิธีบิน ครั้งนี้กลับต่างออกไปเพราะจู่ๆร่างของเธอก็โผล่มายังห้อง


    “ตงฟาง เมื่อกี้มัน”


    “มันเป็นรูปแบบพลังที่ผมได้จากค่ายกล อย่าไปบอกใครนะครับ”


    “จ้ะ พี่สาวนึกว่าฝัน จู่ๆก็โผล่มาที่ห้องซะงั้น”


    “เอาล่ะ ยกเลิกการติดต่อกันสักหน่อยนะครับ ผมต้องใช้สมาธิ”


    “จ้ะ งั้นพี่สาวขอไปดูตึกสวรรค์นะ มีอะไรเรียกได้ตลอด”


    ตงฟางก้าวเดินผ่านค่ายกลสีฟ้ามุ่งหน้าไปยังค่ายกลผนึก 13 เสาที่เขาทนอยู่กับมันมาเป็นปี จนตอนนี้เขาอายุ 18 ปีแล้ว แม้พลังวิญญาณและร่างกายของเขาจะไม่ได้พัฒนาเลยสักนิด จิตยุทธ์ของเขากลับพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเขากลายเป็นนักเวทย์สีเทา จากเดิมที่เป็นเพียงแค่สีขาวเท่านั้น


    โดยการเป็นนักเวทย์สีเทาทำให้ตงฟางดีใจมาก แม้การมีพลังวิญญาณเพียงแค่ผันแปรวิญญาณขั้น 9 จิตยุทธ์ของเขาจะอ่อนแอ หากเขากลายเป็นระดับราชาหรือราชันวิญญาณ มันจะเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก


    เนื่องจากว่าจิตยุทธ์สีเทาสามารถทำให้เขาเพิ่มพลังวิญญาณได้ 2 ขั้นในการเรียกใช้งาน หากเขาเป็นระดับราชาวิญญาณขั้น 1 แล้วเรียกใช้จิตยุทธ์ พลังวิญญาณของเขาจะกลายเป็นระดับราชาวิญญาณขั้น 3


    นอกจากจิตยุทธ์ที่พัฒนาขึ้นมามากพลังจิตของเขาก็มีการพัฒนาขึ้นมาเช่นเดียวกัน แม้เขาจะยังคงเป็นเลเวล 7 อยู่ก็ตาม การทำความเข้าใจค่ายกลของเขาทำให้เขาเดินมาจนถึงครึ่งทางของเลเวล 7 หากเขาทำความเข้าใจกับผนึก 13 เสาของมารอีกสักตัว เขาคิดว่าตัวเองจะกลายเป็นเลเวล 8 ได้อย่างแน่นอน


    อย่างไรก็ตามแม้พลังจิตของเขาจะยังคงเป็นเลเวล 7 กลับมีเรื่องน่าตกใจเกิดขึ้น แม้ในโลกเดิมของเขาก็ไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาก่อนเลยสักครั้ง โดยสิ่งที่น่าตกใจของตงฟางคือการตื่นขึ้นของหนึ่งในรูปแบบพลังจิตที่เขาได้มาระหว่างทำความเข้าใจค่ายกลผนึก 13 เสา


    เดิมทีการจะตื่นขึ้นของรูปแบบพลังจิตมีน้อยมากๆ ระหว่างการพัฒนาพลังจิตจากเลเวล 1 ไปถึงเลเวล 10 ทุกครั้งแม้จะมีโอกาสการตื่นขึ้นของรูปแบบพลังจิตใหม่ๆมันกลับมีโอกาสน้อย  แต่การเดินทางมายังโลกใบนี้ของตงฟางกลับกลายเป็นว่าการพัฒนาพลังจิตของเขาตั้งแต่เลเวล 1 จนถึงเลเวล 7 เขาได้รูปแบบพลังจิตมาตลอดที่เลเวลเพิ่ม 


    ทว่าครั้งนี้มันกลับต่างออกไปอีกเพราะรูปแบบพลังจิตของเขาตื่นขึ้นมาตอนที่เขาพัฒนาพลังจิตเลเวล 7 มาได้ครึ่งทางเท่านั้น แม้ระยะทางและความทรงพลังของพลังจิตจะยังคงเท่าเดิม สิ่งที่เพิ่มเข้ามากลับน่าสนใจ


    โดยรูปแบบที่ตงฟางได้คือเทเลพอร์ตรูปแบบพลังจิตอันสุดแข็งแกร่งหากผู้ครอบครองมีสมองที่ทรงพลังสามารถคำนวนจุดที่สามารถส่งสสารไปได้อย่างแม่นยำ ยิ่งสมองสามารถคำนวณจุดที่ต้องการส่งสสารไปได้รวดเร็วเท่าไหร่มันก็ยิ่งเป็นการทำให้รูปแบบเทเลพอร์ตทรงพลังมากยิ่งขึ้น


    ซึ่งรูปแบบพลังจิตเทเลพอร์ตจะทำให้ผู้ครอบครองสามารถเคลื่อนย้ายมวลสารจากตำแหน่งหนึ่งไปยังอีกตำแหน่งหนึ่ง แต่มีข้อแม้คือของสิ่งนั้นจะต้องสัมผัสกับร่างกายของตงฟาง เขาสามารถส่งทุกอย่างที่สัมผัสไปยังจุดที่เขาต้องการได้เท่านั้น ไม่สามารถเทเลพอร์ตวัตถุที่อยู่ไกลมาหาตัวเองได้


    หากตงฟางประยุกต์ใช้กับการเคลื่อนไหวไม่ว่าเขาจะหนีหรือจะเคลื่อนตัวเข้าไปฆ่าศัตรูก็ยากจะมีคนขัดขวาง ความน่ากลัวของมันอีกอย่างที่ตงฟางค้นพบคือการส่งวัตถุให้แทรกเข้าไปในวัตถุอีกอย่าง โดยสิ่งนี้หากเขาส่งวัตถุเข้าไปในหัวของสิ่งมีชีวิตก็ยากจะมีใครสู้กับเขาได้


    แต่การส่งวัตถุเข้าไปฝังในหัวก็มีเงื่อนไขหลายอย่างเช่นกัน หากต้องการส่งวัตถุเข้าไปฝังในร่างกายใครสักคน รอบๆร่างกายของคนๆนั้นจะต้องไม่มีพลังวิญญาณห่อหุ้ม  ตงฟางได้ทดลองส่งวัตถุเข้าไปในค่ายกลผนึก 13 เสาปรากฎว่าค่ายกลเป็นสิ่งที่ป้องกันการเทเลพอร์ตของเขา 


    ไม่ว่าเขาจะพยายามส่งตัวเองเข้าไปในรูปแบบไหน ตัวของเขาจะปรากฎที่หน้าค่ายกลตลอด แม้จะลองส่งวัตถุเข้าไปก็ตาม วัตถุชิ้นนั้นจะหล่นอยู่หน้าค่ายกล 13 เสา ทำให้ตงฟางยืนยันได้ว่า การจะจัดการกับใครสักคน เขาจำเป็นต้องปลดพลังวิญญาณที่คุ้มกันร่างของมันออกก่อน ถึงจะฆ่ามันได้ด้วยการเทเลพอร์ตวัตถุฝังหัวของมันได้


    วิ๊ง~!


    ดวงตาของตงฟางเปล่งแสงสีฟ้าอ่อนหลังจากเขาเปิดใช้งานพลังจิตเต็มกำลังไม่เพียงแค่ดวงตาเท่านั้นที่เปลี่ยนไป กลางหน้าผากของเขาก็มีเตาสีเทาปรากฎจากการใช้จิตยุทธ์ เมื่อสองสิ่งที่ใช้ในการทำลายค่ายกลผนึก 13 เสาถูกกระตุ้นให้ทำงาน ตงฟางก็เริ่มยื่นมือทั้งสองข้างสัมผัสกับม่านพลังทันที


    แกล็ก~! ปิ๊ง~!


    เสียงกลไกภายในค่ายกลถูกปลดออก โดยที่ค่ายกลไม่ทำร้ายผู้ที่ทำการปลดหนึ่งในส่วนเล็กๆของค่ายกันอันซับซ้อน ตงฟางที่เริ่มต้นด้วยการปลดเส้นพลังวิญญาณออกได้หนึ่งเขาก็เริ่มส่งกระแสจิตไปยังเส้นพลังวิญญาณที่ 2 เพื่อตัดมัน เมื่อการตัดเส้นวิญญาณสำเร็จลงไปได้นั้นตงฟางก็เริ่มวิ่งเข้าไปตัดพลังวิญญาณเส้นที่สาม สี่ ห้า ตัดไปเรื่อยๆจนกว่าค่ายกลจะปิดตัวลง


    ทุกๆการตัดของตงฟางเขาทำด้วยความระมัดระวัง ถ้าเขาตัดผิดพลาดค่ายกลตรงหน้ามันจะเปลี่ยนรูปร่างจนเขาเริ่มต้นใหม่ ตลอดหนึ่งปีที่เขาอยู่กับมันทำให้เขาเข้าใจรูปแบบความซับซ้อนจนสามารถตัดเส้นพลังวิญญาณโดยไม่เกรงกลัว


    แกล็ก~! ปิ๊ง~!


    เสียงตัดเส้นพลังวิญญาณดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าท่ามกลางเวลาที่ล่วงเลยไปอย่างรวดเร็วโดยที่ตงฟางไม่ได้สนใจมัน หากเขาไม่ทุ่มสมาธิกับค่ายกลตรงหน้า เขาจะต้องเสียเวลาอีกวันในการเริ่มต้นใหม่ การดำเนินการปลดผลึกที่ทำได้เขาจะไม่ยอมทิ้งมันจึงทุ่มสมาธิทั้งหมดไปยังค่ายกล ต่อให้ด้านบนจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็ตาม


     ปิ๊ง~! ปิ๊ง~! ปิ๊ง~! ปิ๊ง~! ปิ๊ง~! ปิ๊ง~! ปิ๊ง~! ปิ๊ง~!


    ย๊าก~!


    เลือดสีแดงเริ่มไหลออกมาจากจมูกทั้งสองข้าง ดวงตาของเขาก็เริ่มมีเลือดสีแดงหลั่งไหลออกมา การที่เขาต้องแยกพลังจิตไปตัดเส้นพลังงานจำนวนมากทำให้เขาต้องใช้คลื่นสมองมหาศาลจนสมองใกล้จะรับไม่ไหว ถึงอย่างนั้นเขากลับไม่สนใจอีกเพียงแค่นิดเขาก็สามารถปลดผนึกได้ ตงฟางจึงทุ่มสมาธิทั้งหมดไปยังค่ายกลเพื่อปลดมันออกมา


    บรึ้ม~!


    เกิดเสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวไปทั่วเมืองโบราณหลังจากค่ายกลผนึก 13 เสาถูกปลดออกจนทำให้ความหนาวเย็นที่อยู่ข้างในค่ายกลระเบิดออกมา ตงฟางกลับไม่รอช้ายื่นมือไปข้างหน้าใช้พลังจิตของเขาดึงเลือดสีดำออกมาจากคริสตัลแล้วดูดซับมันเข้าไปในร่างกายของเขาทันที หากช้ากว่านี้เขากลัวว่าการระเบิดเมื่อครู่มันจะไปเปิดทางลับให้มีคนเข้ามาในเมืองโบราณได้


    อร๊ากกกกก


    เสียงร้องเจ็บปวดทรมานดังขึ้นสุดเสียง หลังจากร่างของตงฟางดูดกลืนเลือดมารเข้าไป เขาไม่รู้ว่ามันเป็นมารตัวไหน รู้เพียงแค่ว่ามันเป็นมารที่สามารถควบคุมความหนาวเย็น











    คล้ายกับเรื่อง[จบ]Psychokinesis พลังจิตเหนือเทพยุทธ์ ที่คุณอ่าน