เทพสงครามมังกรเทวะ

    แผนการของเฟยหรง

    ระยะเวลาผ่านไปสามวันด้านในห้องอันกว้างขวางของเฟิงเสวียนั้นชายหนุ่มยังคงโอบกอดภรรยาตัวน้อยของเขา แม้ด้านในห้องจะมีเจ้าตัวน้อยจริงๆอยู่สองคนก็ตามเฟยหรงและเฟิงเสวียก็ไม่ได้อายแต่อย่างใด ในระหว่างที่โอบกอดกันอยู่นี้เฟยหรงไม่ลืมที่จะเล่าถึงเรื่องราวต่างๆของตนเองให้กับหญิงสาวได้ฟังแม้จะไม่ได้เปิดเผยเรื่องบัลลังก์ราชันออกไปแต่ทุกอย่างที่เเฟิงเสวียสมควรจะรู้นางก็ได้รู้จากปากของเฟยหรงโดยไม่มีปิดบังแต่อย่างใด

     

    "สามีของข้าโตขนาดนี้แล้ว จนร้ายกาจถึงเพียงนี้แล้วเรื่ององค์หญิงของอาณาจักรระดับกลางและคุณหนูของตระกูลหมิงแห่งอาณาจักรระดับสูงข้ายังพอเข้าใจ แต่การที่เจ้าได้เจ้านิกายหิมะสวรรค์มาครองคู่ทั้งยังมีธิดาด้วยกันนี่ยังน่าแปลกใจไม่น้อย อีกหน่อยพอเจ้าแข็งแกร่งกว่านี้คงไม่รวบกลืนหญิงงามทั้งดินแดนเลยกระมั้ง"เฟิงเสวียกล่าวแซวสามีที่รักของนาง เฟยหรงถึงกับหัวเราะร่าอย่างชอบใจหากเป็นเช่นนั้นได้ก็ดีน่ะสิ การมีหญิงงามอยู่ข้างกายมีบุรุษคนไหนมากที่ไม่อยากมี

     

    แต่เฟยหรงก็ใช่ว่าจะหว่านสเน่ห์ไปทั่วเสียเมื่อไร หากจะเป็นภรรยาของเขาได้อย่างน้อยนิสัยของหญิงสาวคนนั้นต้องเข้ากับภรรยาสาวเขาเข้าได้เช่นกันไม่เช่นนั้นเฟยหรงเองก็คร้านจะปวดหัวกับการทะเลาะกันของบรรดาภรรยา

     

    "ที่รัก เจ้าเห็นข้าเป็นมารราคะงั้นหรือ อย่างน้อยหญิงสาวที่จะเข้ามาเป็นภรรยาของข้าแน่นอนต้องผ่านการรับรองจากพวกเจ้าก่อน ไม่เช่นนั้นไหนเลยข้าจะกล้านำพวกนางมาเป็นภรรยาได้"เฟยหรงกล่าว เฟิงเสวียทุกตีเขาด้วยความมั่นใส้ในทันที "เจ้าคนชั่วร้ายเห็นอยู่ว่าพวกข้าไหนเลยจะขัดใจเจ้าได้ในเรื่องนี้ เอาเถอะขอเพียงนางรักเจ้านั่นก็เพียงพอที่พวกเราจะยอมรับแล้ว"

     

    ทั้งสองหัวเราะกันอย่างขบขัน จนเด็กน้อยที่เล่นอยู่กับพยัคฆ์สายฟ้าต้องหันมามองพร้อมทำหน้าตาฉงนสงสัยแต่ไม่นานพวกนางก็ไม่ได้สนใจอะไรและยังคงเล่นกับพยัคฆ์สายฟ้าอย่างอารมณ์ดีต่อไปทั้งอย่างนั้น

     

    'เห้อ ตัวข้าจะมีวาสนาได้มีลูกอีกไหมนะ ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่าไรข้ายิ่งสัมผัสได้ว่าตัวเองมีลูกยากมากขึ้นไปทุกที'เฟยหรงถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ในใจอยากให้เหล่าภรรยามีเจ้าตัวน้อยให้กับเขาสักคนละหนึ่งคนพวกนางจะได้ไม่น้อยเนื้อต่ำใจและเหงาในเวลาที่เขาออกไปผจญภัยหรือไปภารกิจด่วนอะไร แต่ก็ทำได้แค่ให้มันเป็นเรื่องของวาสนาก็เท่านั้น

     

    เฟยหรงและเฟิงเสวียยังคงนั่งโอบกอดกันไม่นานเฟิงหลินเทียนและเฟิงจื่อเหมยก็เดินเข้ามาจากด้านหลังก่อนจะกระแอมเสียงดังให้สองสามีภรรยาได้รู้ตัว

     

    "อ้า ท่านพ่อตา ท่านแม่ยาย"เฟยหรงผสานมือคาราวะ เฟิงจื่อเหมยเอามือป้องปากพร้อมหัวเราะออกมาเบาๆอย่างพึงพอใจ นี่หรือคือชายที่ลูกสาวของนางเลือกดูเหมือนว่าสายตาของลูกสาวของนางจะเฉียบคมไม่น้อยเลยทีเดียว

     

    "ไม่ต้องมากพิธีไป ตามสบายเถอะ"เฟิงหลินเทียนกล่าวออกไป เฟยหรงที่ได้ยินก็ได้แต่เกาหัวอย่างเขินอายดูเหมือนเขาจะมากพิธีเกินไปเสียแล้ว

     

    "เฟยหรง เสวียเอ๋อ พวกเจ้าคงต้องรีบกลับไปที่หอกระบี่ดาวตกแล้ว พ่อของเจ้าติดต่อมาว่าตอนนี้ปู่ของเได้มาถึงแล้วและคิดถึงเจ้ามาก"เฟิงหลินเทียนกล่าวขึ้น เฟยหรงเผยรอยยิ้มที่ปิติดีใจออกมา ตัวเขาเองก็คิดถึงท่านปู่ของเขาเช่นกันไม่รู้ว่าตอนนี้จะเป็นอย่างไรบ้างดังนั้นเขาจึงผสานมือคาราวะและพาเฟิงเสวียออกไปพร้อมกับบุตรสาวทั้งสอง

     

    "เช่นนั้นเฟยหรงขอลานะขอรับ"ชายหนุ่มวิ่งออกไปหน้าชื่นตาบาน เต็มไปด้วยความสุข เมื่อเฟิงหลินเทียนและภรรยาได้เห็นก็อดยกยิ้มไม่ได้ ต่อให้มากพรสวรรค์สักเพียงใดก็ยังเป็นเด็กน้อยวัยยี่สิบปีอย่างแน่นอน

     

    เฟยหรงกระโดดขึ้นหลังของพยัคฆ์ขาวสามเนตรไปเนื่องจากจักรพรรดิมังกรทองหลงเสี่ยวหยากำลังพัฒนาไปถึงระดับของตนเองดังนั้นจึงขอกลับไปก่อน ซึ่งเฟยหรงก็เข้าใจเรื่องนั้นดี การพัฒนาระดับในครั้งนี้ของหลงเสี่ยวหยานับว่าเป็นการพัฒนาครั้งสำคัญเพราะว่ามันกำลังจะทำให้เขาเป็นมหาเทวะนั่นเองดังนั้นจึงจะให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้นไม่ได้ หากหลงเสี่ยวหยาพัฒนาระดับเสร้จเมื่อใดรับรองได้ว่าต่อให้เป็นตำหนักรัตติกาลยังต้องคิดหนักหากจะลงมือกับหอกระบี่ดาวตกและตระกูลเฟิง

     

    พยัคฆ์ขาวสามเนตรไป๋หู่พุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว ความเร็วของเขาเหนือกว่าหลงเสี่ยวหยาเสียอีกเนื่องจากเขามีปราณสังหารของพยัคฆ์ขาวทั้งยังมีปราณธาตุวายุอีกซึ่งมันส่งเสริมความเร็วของเขาเป็นอย่างดีและทำให้มาถึงที่หมายได้เพียงเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน

     

    เฟยหรงจับมือเฟิงเสวียลงจากหลังของไป๋หู่ส่วนเจ้าตัวน้อยสองคนนั้นไม่ทำเช่นนั้น นางพากันไถลลงมากจากขนอันนุ่มฟูของไป๋หู่อย่างสนุกสนานจนในที่สุดก็มาถึงพื้นและชนเข้ากับคนๆหนึ่ง

     

    "โอ้ย! ขออภัยเจ้าคะ"พวกนางกล่าวพร้อมกันพร้อมแหงนหน้าขึ้นไปมอง และเห็นชายสองคนที่หน้าตาคล้ายครึงกันอย่างมากกำลังจ้องมองพวกนางอยู่ด้วยรอยยิ้ม

     

    "ทำไมท่านปู่มีสองคน!!"พวกนางกล่าวพร้อมกันอีกครั้งพร้อมกับเอามือป้องปากพร้อมกันอีกต่างหาก อากัปกิริยาที่พวกนางแสดงออกมามันช่างน่ารักน่าชังมากเลยทีเดียว

     

    เฟยหรงที่ได้ยินลุกๆของเขากล่าวถึงกับกุมขมับ ลืมไปว่าร่างที่แท้จริงของท่านปู่นั้นยังคงหล่อเหล่าแม้เส้นผมจะขาวก็ตามทีแต่นั่นเป็นวิธีสังเกตุว่าใครเป็นใครสำหรับเฟยหรง "พวกท่านหยุดแกล้งลูกข้าได้แล้วดูสิพวกนางมึนงงไปมดแล้ว"เฟยหรงกล่าวขึ้น เฟยเทียนและเฟยหงหัวเราะร่า เขาค่อยๆนางลงและกล่าวว่า สวัสดีแม่หนูน้อยข้าคือท่านทวดของเจ้าเชื่อเฟยหง"

     

    "ท่านทวด?? ท่านพ่อท่านทวดคืออะไรเจ้าคะ"เฟิงหยุนเยว่หันไปกล่าวถามผู้เป็นบิดา เฟยหรงจึงกล่าวตอบ "ท่านทวดคือท่านพ่อของท่านปู่อย่างไรละ"

     

    "อ่อเป็นเช่นนี้เอง เฟิงหยุนเยว่คาราวะท่านทวดเจ้าค่ะ"เฟิงหยุนเยว่กล่าวก่อนจะนางจะยกมือไปสะกิดน้องสาวตัวน้อย

     

    "อ๊ะ ปิงลี่อินคาราวะท่านทวดเจ้าคะ"นางรีบทำตามพี่สาวในทันที เฟยหงมองพวกนางทั้งสองอย่างเอ็นดู ในใจของเขาอยากจะกอดเด็กน้อยทั้งสองคนนี้มากเหลือเกินแต่ต้องคงความอ่อนโยนเอาไว้ก่อน ไม่เช่นนั้นแล้วเหลนสาวตัวน้อยอาจจะแตกตื่นได้

     

    "เอาละไหนๆก็มาแล้วไปนั่งคุยกันเสียหน่อย"เฟยหรงพยักหน้ารับส่วนเฟิงเสวียนั้นระหว่างที่ชายหนุ่มกำลังคุยกันนางได้ไปทำความรู้จักหญิงสาวทั้งสองคนอย่างฮั่วหลิงหลิงและหมิงเย่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นหญิงสาวทั้งสามคนจึงพากันมาทำความเคารพเฟยหงและเดินไปนั่งศาลใกล้ๆเพื่อพูดคุยกันตามประสาผู้หญิง

     

    "ท่านปู่ในห้าปีมานี้เป็นอย่างไรบ้างขอรับ ทวีประดับต่ำคงไม่ได้ทำให้ระดับเทวะอย่างท่านตื่นเต้นได้อีกแล้วสินะขอรับ"เฟยหรงกล่าวถาม ใช่ เฟยหงในเวลานี้หลังจากยกระดับสายเลือดไปเขาก็พัฒนาอย่างรวดเร็วทั้งยังใช้เวลาเพียงห้าปีในการยกระดับจากประจักษ์แจ้งเป็นเทวะนี่คือสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิตของเขาเลยก็ว่าได้

     

    "เห้อ ข้าแก่แล้วไหนเลยจะต้องหาความตื่นเต้น เพียงแค่คิดถึงพวกเจ้าเท่านั้นเมื่อเทียนเอ๋อส่งคนไปรับข้าจึงได้มากับพวกเขาและมอบตระกูลเฟยที่ทวีประดับต่ำให้เฟยหลินกับเฟยเหลียงดูแล"

     

    "เฟยหลินเฟยเหลี่ยง??เจ้าสองคนนั้นเป็นอย่างไรบ้างขอรับ"เฟยหรงกล่าวถาม

     

    "นับว่าพัฒนาได้เร็วมากพวกเขามาอยู่ในระดับจักรพรรดิแล้ว ส่วนจ้าวหยางลูกศิษย์ของข้าเองก็ได้รับตำแหน่งจักรพรรดิและกลายเป็นระดับนักบุญแล้ว และดูเหมือนว่ากำลังคิดจะยกระดับทวีปอยู่"เฟยหงกล่าวอธิบาย อย่างภาคภูมิใจ แต่เขาก็แอบตกตะลึงไม่น้อยที่เฟยหรงจะพัฒนาได้เทียบเท่าเขาในเวลาเท่านี้แม้จะรู้ว่าหลานชายคนนี้มากด้วยพรสวรรค์ก็ตาม

     

    "เช่นนั้นก็เอาเถอะขอรับ ท่านก็ถึงเวลาพักผ่อนและคิดถึงเรื่องตัวเองแล้วนะขอรับท่านพ่ออ พวกเราพ่อลูกสามารถดูแลตัวเองได้แล้วทั้งยังดูแลท่านได้อีกด้วยดังนั้นท่านไม่ต้องกังวลและใช้ชีวิตเล่นกับหลานๆจะดีกว่า"เฟยเทียนกล่าวออกไป หลายปีมานี้เฟยเทียนรู้สึกทรมานใจทุกครั้งที่เห็นว่าพ่อของตัวเองต้องแบกหน้าออกจากตระกูลเพราะเขาเป็นต้นเหตุและหวังว่าสักวันจะดูแลให้พ่อของเขาได้สุขสบายบ้างนั่นเอง

     

    "เจ้าเด็กคนนี้ โตบโตมาได้ดีทีเดียว ไม่เสียแรง ไม่เสียแรงจริงๆ"เฟยหงกล่าวแววตาของเขาเจือไปด้วยความเศร้าเล็กน้อยก่อนจะมันจะหายไป แต่ถึงกระนั้นมีหรือที่เฟยเทียนและเฟยหรงจะสัมผัสมันไม่ได้ ดังนั้นเฟยหรงจึงคิดแผนการของเขาขึ้นมาในทันทีพร้อมกับกระซิบบอกพ่อของเขา

     

    "ท่านพ่อสุราหมื่นบุผผาน่ะ นำมาให้ท่านปู่ดื่มสักจอกรับรองเขาได้คลายซึ่งความทุกข์ในใจออกมาอย่างแน่นอน"

     

    "มันจะดีหรือ นั่นมันเรื่องของปู่เจ้านะ"

     

    "เอาน่า พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันไหนเลยจะมีความลับต่อกันได้จริงไหม"

     

    "เอางั้นก็ได้แต่ถ้าปู่เจ้าตำหนิขึ้นมาเป็นความผิดของเจ้านะลูกชาย"เฟยเทียนหยิบสุราหมื่นบุผผาออกมาในทันทีก่อนที่จะรินให้กับเฟยหงไปหนึ่งจอก

     

    "ท่านพ่อข้าอยากให้ท่านลองสุราหมื่นบุผผาที่สกัดจากบุผผานับหมื่นเข้าด้วยกันทั้งยังบ่มมานานนับร้อยปีรสชาติดีทีเดียว"เฟยเทียนกล่าวสรรพคุณ

     

    "โอ้ เช่นนั้นหรือ งั้นขอลองหน่อยก็แล้วกันว่ามันจะเป็นอย่างที่เจ้าพูดหรือเปล่า"เฟยหงแย้มยิ้มยกสุราดื่มหมดจอกในคราเดียว เฟยหรงและเฟยเทียนตีมือกันเป็นสัญญาณว่าแผนการของเขาสำเร็จไปได้ด้วยดี 'ไหนดูสิว่าท่านกำลังทุกข์ใจเรื่องอะไร'