เมื่อราตรีมาถึงอาทิตย์ก็ลับไป จันทร์ฉายดวงกมลทอประกายงามนักในค่ำคืนนี้
บ้านสกุลฟู่วันนี้ช่างมีเรื่องมงคลนัก สตรีฟู่เหยียนและคนในบ้านหลายคนที่ต่างได้กราบกรานท่านย่ำฟ้า นอบน้อมถวายตัวเป็นศิษย์บ้าง ขอเป็นทาสบ่าวจนวันตายบ้าง ต่างได้รับชุดบำเพ็ญนอกจากนั้นยังมีเคล็ดฝึกฝนจากท่านย่ำฟ้า
เสื้อผ้าที่ท่านเซียนมอบให้ก็ช่างไม่ธรรมดา ฟันต้า ฟันจิน ฟันไท่ ซึ่งเป็นผู้บำเพ็ญต่างรับรู้ด้วยกันทั้งนั้นว่าชุดบำเพ็ญชุดนี้นั้นไม่ธรรมดาเลย ตัวมันสามารถบำเพ็ญได้รวดเร็วยิ่งยวดกว่าปกติหลายเท่านัก จากที่เคยคิดว่าชีวิตนี้คงหมดโอกาสได้เป็นผู้โบยบิน หากแต่ตอนนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น
หนึ่งได้เคล็ดวิชาจากท่านเซียน สองได้ชุดบำเพ็ญแสนวิเศษ ด้วยสองเงื่อนไขนี้ผู้แซ่ฟันสามพี่น้องก็มั่นใจ ในสิบปีต่อจากนี้ ไม่ช้าพวกมันก็จะได้เป็นผู้โบยบินแน่นอน
ไม่ช้าก็ถึงเวลาร่ำลา ท่านเซียนย่ำฟ้าต้องตีจาก
ฟู่เหยียนเดินก้าวไปส่งท่านเซียนถึงหน้าประตู
และเป็นอีกครั้ง เมื่อก้าวผ่านพ้นประตูบ้าน ท่านเซียนย่ำฟ้าก็หายไป โดยเงียบงัน ไม่มีใครรู้ว่าท่านทำได้อย่างไร ท่านหายไปไหน
หากแต่คนบ้านสกุลฟู่หากได้มีความแปลกใจไม่ เคยชินกับอิทธิฤทธิ์เช่นนี้ของท่านเซียนแล้ว
หากแต่ว่า...
ในมุมที่ไกลออก หนึ่งตรอก
และหนึ่งบ้านเรือนเหล่าผู้บำเพ็ญระดับตราสัญลักษณ์วิญญาณสีส้มที่ได้ปลอมตัวเป็นคนสามัญ จดจ้องเฝ้าจับตาผู้เฒ่าชราผู้ลึกลับ เมื่อเห็นภาพเช่นนี้ก็ได้แต่งงงัน จะว่าตัวเองตาฝาดฝาก็มิใช่ ผู้เฒ่าชราลึกลับอยู่ดีๆ ก็หายตัวไป
เคลื่อนจิตวิญญาณกระเพื่อมใดๆ ก็มิปรากฏ
มือวาดอิทธิฤทธิ์ก็มิมี
สิ่งเหล่านี้หมายความว่าอะไร... ภายใต้เหล่ากึ่งตำนานผู้ชำนาญอิทธิฤทธิ์ หากแต่ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่ผู้ชรานั้นทำคืออะไร เมื่องงงันอยู่ครู่ใหญ่ไม่ช้าพวกมันก็รู้ตัว รีบทำการร่ายอิทธิฤทธิ์ ส่งสารถึงใครบางคนผู้เป็นนายของมัน ไม่ช้าจิตวิญญาณสายหนึ่งก็ล่องลอยออกไปจากตรอกมืดอย่างรวดเร็ว
และก็เช่นเดียวกันในบ้านหลังหนึ่งที่มีผู้บำเพ็ญระดับกึ่งตำนานตราสัญลักษณ์วิญญาณสีส้ม ก็มีผู้ร่ายฤทธิ์ส่งสารบอกกล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้เป็นนายอีกเช่นกัน
.
.
.
----- ณ เรือท่องนภาอันตระการ ของปราชญ์บัวมณีผู้ยิ่งใหญ่ -----
"ลี่อิ่งนิเจ้าเป็นอะไรรึ ข้ามักเห็นเจ้านั่งจ้องกระจกรับรู้ เจ้ากำลังคอยสารจากใครรึ สหายเจ้าก็มิได้มีมากมาย สิ่งที่ติดค้างในแดนดินนี้ก็แลดูจะมิมี เจ้าจดจ้องมันเพื่ออะไร หรือว่า..."
"ไม่มีอะไรเจ้าค่ะพี่หญิง ลี่อิ่งแค่อยากจะนำมันมาเช็ดถู ดูว่ายังใช้การได้ดีอยู่หรือไม่"
ปราชญ์บัวมณีหัวเราะ ของวิเศษนั้นมีเสียหายได้ง่ายๆ ด้วยรึ หากมิโดนทำลาย มิถูกฤทธาของผู้สูงส่ง มันอยู่อย่างไร มันก็อยู่อย่างนั้น ปราชญ์บัวมณีส่ายหัวให้กับสตรีตัวน้อยของนาง แม้นางจะวัยร่วมแปดร้อยกว่าปีแล้ว หากแต่สำหรับปราชญ์บัวมณีเวลาเท่านี้ช่างเยาว์วัยเหลือเกิน
"ช่างเถอะ ช่างเถอะ ข้าไม่ถามเรื่องนี้แล้ว หากแต่ข้าอยากรู้ว่าเจ้าพร้อมออกเดินทางได้หรือยัง สิ่งติดค้างในใจเจ้าจัดการเรียบร้อยแล้วใช้ไหม"
ไม่ช้าลี่อิ่งนางก็คล้ายนัยน์ตาเหม่อลอยอยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นมองกระจกรับรู้ นางมองจ้องมันมาหนึ่งปีแล้ว... หากแต่ว่าสิ่งที่นางหวังกลับ...
ไม่เป็นดังหวัง
ไม่ช้าเมื่อลี่อิ่งนางสตรีได้ยินเสียงรบเร้าขอคำตอบจากปราชญ์บัวมณีอีกครั้งนางก็ได้สติ ไม่ช้าก็พูดกล่าว
"พี่หญิงข้าพร้อมแล้วเจ้าค่ะ ไม่มีอะไรติดค้างในใจข้าอีกแล้ว"
ปราชญ์บัวมณีเดินวนกายนางสตรีตัวน้อยของนางอยู่รอบสองรอบ จากนั้นก็หยุดอยู่ตรงหน้าแล้วพยายามมองจ้องไปในดวงตาของนาง "เด็กน้อยเจ้าแน่ใจนะ การไปครั้งนี้โอกาสได้กลับมาคงยากแล้ว ข้ารออีกสัก 3 4 10 ปีได้นะ"
"ไม่เจ้าค่ะ ข้าจะไปทันที"
"!!!ดี" ปราชญ์บัวมณีกล่าวคำเสียงดัง ก่อนจะพูดกล่าวต่อ "เช่นนั้นเราไปอาณาจักรฟ้าอนันตร์กันก่อน มีเรื่องที่ข้าต้องพูดกล่าวฝากฝังกับเจ้าเด็กน้อยแซ่ติงเสียหน่อย ข้ามีเรื่องต้องฝากฝั่งมันให้เป็นผู้กระทำ เพราะเบาะแสของผู้ต่ำช้าจากการตรวจของข้า ที่อาณาจักรฟ้าอนันตร์ถ้าจะมีลับลมคมในอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ ข้าจำต้องบอกให้มันระวัง มิเช่นนั้นหากข้าไม่กล่าวเตือนมันบ้าง เกรงว่าเหตุการณ์เมื่อ 800 ปีก่อนจะเกิดขึ้นอีกครั้ง"
ไม่ช้านางมารลี่อิ่งก็นิ่งเงียบ คำว่า 800 ปีก่อน ย่อมทำให้นางนึกถึงอดีตของตัวเอง
ไม่ช้าปราชญ์บัวมณีก็พูดกล่าวต่อ "จัดการเรื่องนี้เสร็จสิ้นพวกเราจะไปจากดาราดวงนี้ทันที ได้เวลาที่เจ้าต้องรับรู้ความจริงของมหาจักรวาลนี้แล้วลี่อิ่ง"
.
.
.
ณ ศาลเทพสวรรค์ ตอนนี้เป็นยามเช้าตรู่ อาทิตย์กำลังจะฉายแสง ซึ่งต่างกับมหานครฟ้าอนันตร์ สิ่งนี้บอกกล่าวได้ว่า ความห่างไกลของมหานครฟ้าอนันตร์กับศาลเทพสวรรค์นั้นมากถึงเพียงไหน เรียกได้ว่าอยู่กันคนละมุมโลกก็ว่าได้
ฉินเทียนสูดหายใจลึก ในที่สุดก็ได้เวลาพักผ่อนของตัวมันเสียที มันมองไปโดยรอบบริเวณคิดถึงเจ้าตัวน้อยทั้งสองของมันนัก ตอนแรกมันคิดว่าทั้งสองคงกำลังหลับนอนอยู่ เพราะตอนนี้ยังเช้าตรู่นัก หากดูจากห่วงเวลาของศาลเทพสวรรค์
หากแต่ไม่ช้ามันก็ได้ยินเสียงของการสัประยุทธ์ ดังออกมาจากที่ตั้งของตำหนักศิษย์ศาลเทพสวรรค์ และเมื่อมันทอดสายตาออกไป มันก็เห็นสองตัวน้อยกำลังฝึกฝนซึ่งฤทธา
หนึ่งโบกไม้โบกมือร่ายคาถาเรียกจิ้งจอก สร้างภาพมายาที่ราวกับความจริง
อีกหนึ่งก็คล้ายมีดวงสุริยันติดกาย ทำลายฤทธิ์แห่งภาพมายาภาพแล้วภาพเล่าอย่างไม่หวั่นเกรง
และในขณะนั้นเอง "หึ ฉินผิง นินับวันเจ้าร้ายกาจขึ้นทุกวัน ครั้งนี้เจ้าสร้างภาพมายาเป็นท่านพ่ออีกแล้วใช่ไหม อย่าคิดว่าจะหลอกพี่ได้ " พูดจบฉินจวิ้นเจี๋ยเจ้าลูกชายหุ่นล่ำของฉินเทียนก็ร่ายฤทธิ์เรียกดวงสรุยันขนาดสามคนโอบออกมาก่อนร่ายฤทธิ์บังคับมันแผ่พุ่งมาทางฉินเทียน
บัดนี้ฉินเทียนรอบร้องในใจ เหตุใดเพียงมาถึงความฉิบหายก็ปรากฏในทันที
หากเป็นผู้อื่นมันจะกำป้ายหยกตั้งมั่น แล้วปล่อยให้ไอ้ลูกไฟบ้าๆ นี่สะท้อนกลับไปยังผู้ร่ายฤทธิ์ใส่มันทันที หากแต่นี่กลับเป็นบุตรของตัวมันเอง ฉินเทียนจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร โชคดีที่ตอนนี้มันเป็นผู้บำเพ็ญระดับตราสัญลักษณ์วิญญาณระดับสีเหลืองห้าจุดแต้มแล้วและนอกจากนั้นที่นี่ก็คือศาลเทพสวรรค์ มิเช่นนั้นไอ้เจ้าดวงไฟนี้คงนำความฉิบหายมาให้มันจริงๆ ไม่มากก็น้อย
ฉินเทียนใช้เคล็ด [ควบคุมห้าธาตุระดับต้น] ควบคุมลูกไฟแหวกมันเป็นทาง ผ่านกายไปได้อย่างง่ายดาย
ไม่ช้าเจ้าเด็กน้อยร่างล่ำบึ้กที่เห็นเช่นนั้นก็พูดกล่าว "ยอดเยี่ยมฉินผิง เจ้าช่างก้าวหน้านัก ใช้ภาพมายาหลอกพี่อีกแล้วใช้ไหม ถ้าอย่างนั้นเจอนี่" ฉินจวิ้นเจี๋ยกระโดดสูงโบยบินก่อนร่ายฤทธิ์เรียกแสงสว่าง ตอนนี้ร่างของมันราวกับดวงตะวันที่ลุกไหม้ไปด้วยเพลิงสีทอง จากนั้นมันก็ง้างหมัด แสงสีทองและเปลวเพลิงราวกับกำลังถูกรวมไปที่มือข้างเดียว
ฉินเทียนตอนนี้ใบหน้ามึนงง มันสับสนนักบุตรวัยเยาว์ของมันฝึกฝนกันเช่นไร พอบิดากลับมาถึงกลับจำกันมิได้ มิแต่พูดว่าภาพมายา ภาพมายาอยู่หลายคำ
ฉินเทียนไม่ช้าก็ได้แต่ส่ายหัว ความสามารถของจิ้งจอกสวรรค์มันรู้ดี หากแต่ไม่คิดเลยว่า มันไม่อยู่เพียงไม่นาน เจ้าตัวน้อยของมันถึงกับกล้าปลอมตัวสร้างภาพมายาว่าเป็นตัวมัน เอาไปหลอกพี่ชาย ทำจนเจ้าบุตรชายล่ำบึ้กจำบิดาตัวมันไม่ได้แล้ว
ไม่ช้าสตรีตัวน้อยที่อยู่ไกล นางจำแลงกายเป็นพุ่มไม้หลบซ่อนตัว นางก็พูดกล่าวร้องตะโกนด้วยความดีใจ "ท่านพ่อ ท่านพ่อจริงๆ ด้วย ท่านพ่อกลับมาแล้ว"
หากแต่เจ้าฉินจวิ้นเจี๋ย ลูกชายตัวดีของฉินเทียนเมื่อได้ยินน้องสาวของมันกล่าววาจาเช่นนี้ มันกลับร้อง "หึหึ" ในลำคอ ไม่ช้าก็พูดกล่าว "ฉินผิงนับวันเจ้าช่างร้ายกาจมากอุบายขึ้นทุกวัน วันนี้คิดว่าจะใช้แผ่นซ่อนแผ่นกับพี่ได้รึ ท่านพี่ผู้นี้มิใช่คนโง่งมที่จะให้เจ้าหลอกซ้ำได้ พี่จะทำลายภาพลวงตาของเจ้าให้ได้ในวันนี้ พี่จะไม่แพ้เจ้าเป็นครั้งที่ 1,892 อีกเด็ดขาด"
ไม่ช้าราชสีห์สีทอง แรงอิทธิฤทธิ์จากฉินจวิ้นเจี๋ยเจ้าลูกชายร่างล่ำบึ้กของฉินเทียนก็กรีดร้อง ก่อนจะวิ่งตะกุยอากาศเข้ามาทางฉินเทียนอย่างรวดเร็ว
ฉินเทียนร้องเหอๆ ในลำคอ ไม่รู้จะต่อว่าหรือสงสารบุตรชายของมันดี มันทำยังไงจึงแพ้น้องสาวตัวน้อยของตัวเองไปถึง 1,892 ครั้ง ไอ้เวร เอ็งเป็นพี่ชายจะแพ้น้องสาวได้อย่างไร ฉินเทียนใช้ [เคลื่อนย้ายพริบตา] ก่อนจะใช้ [หุ่นเชิดวิญญาณ] ควบคุมร่างของเจ้าตัวน้อย
ไม่ช้าเจ้าบุตรชายตัวดีก็พูดกล่าวน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเศร้า "ฉินผิงเจ้าชนะพี่อีกแล้ว เจ้าสำเร็จวิชาใหม่อีกแล้วรึ เหตุใดพี่จึงไม่เคยเห็นเจ้าใช้วิชานี้เลย วิชานี้คืออะไรรึ" ฉินจวิ้นเจี๋ยตอนนี้ถูกหุ่นเชิดวิญญาณควบคุมโดยสมบูรณ์แล้ว
ไม่ช้าสตรีตัวน้อยก็บินมาก่อนพุ่งเข้ากอดฉินเทียน ซบลงบนอ้อมอกอุ่นๆ ของตัวมัน "ท่านพ่อเจ้าค่ะฉินผิงคิดถึงท่านพ่อจังเลยเจ้าค่ะ"
"หาาา นิคือท่านพ่อจริงๆ รึ" ฉินจวิ้นเจี๋ยพูดกล่าวพร้อมใบหน้ามึนงง
ไม่ช้าฉินเทียนก็ทำทีชี้ไปที่เจ้าลูกชายร่างล่ำบึ้กของตัวมัน พร้อมขยับนิ้วไปมา "ลูกจวิ้นเจี๋ย อย่าบอกนะว่าเจ้าแยกแยะบิดาตัวจริงกับตัวปลอมมิได้"
ฉินจวิ้นเจี๋ยหัวเราะเหอะๆ สองสามทีก่อนจะเกาหัวของมัน "ท่านพ่อ ลูกจำไม่ได้จริงๆ ขอรับ หลายเดือนมานี้น้องผิงเก่งเหลือเกินกลั่นแกล้งลูกตลอดเวลาทุกครั้งที่ต้องฝึกฝนสัประยุทธ์ร่วมกัน เคล็ดวิชาฝึกฝนของนางก็มากมายนัก ลูกสู้มิได้เลยขอรับ โดยเฉพาะเคล็ดมายาและจำแลงกาย ท่านพ่อว่าลูกควรทำอย่างไรดีจึงจะชนะน้องได้ขอรับ"
ไม่ช้าฉินเทียนก็หัวเราะ "ฉินผิงตัวน้อยของบิดา นิเจ้าโตจนรังแกพี่ชายได้แล้วรึ"
ฉินผิงตัวน้อย นางยิ้มกว้างฟันเรียงงาม ไม่พบเจอกันปีกว่าตอนนี้ฟันซี่หน้าของสตรีตัวน้อยกลับมาแล้ว ตาตี่ๆ เล็กๆ ยังเหมือนเดิม ดั่งมิมีก็เป็นเหมือนเดิม หากแต่ผิวกายแลดูสะอาดสะอ้านและดูดีขึ้นอยู่หลายส่วน นางสตรีตัวน้อยหัวเราะชอบใจ ก่อนจะเอามือโอบไปคล้องคอของฉินเทียน เอาใบหน้าแนบซบลงไปที่ไหล่ พร้อมกล่าววาจาน้ำเสียงออดอ้อนเหลือเกิน "ก็ฉินผิงคิดถึงท่านพ่อมากเลยเจ้าค่ะ ฉินผิงก็เลยชอบร่ายฤทธิ์สร้างท่านพ่อมาค่อยอยู่เป็นเพื่อนฉินผิง ส่วนท่านพี่ คิกคิก ท่านพี่ก็จับฉินผิงไม่ได้เลยสักครั้งเจ้าค่ะ ท่านพ่อว่าฉินผิงเก่งไหมเจ้าค่ะ"
ฉินเทียนหัวเราะเบาๆ ก่อนเอามือลูบหัว "เก่งๆ เจ้าเก่งมากตัวน้อยของบิดา เจ้าก็ด้วยลูกจวิ้นเจี๋ย เจ้าทำถูกแล้ว"
ฉินจวิ้นเจี๋ยได้ยินเช่นนี้ก็เก่าหัว เหตุใดท่านพ่อจึงชมว่ามันเก่ง มันจึงกล่าวถาม "ท่านพ่อข้าแพ้น้องฉินผิง เหตุใดท่านพ่อจึงว่าข้าเก่งได้ละ" น้ำเสียงพูดกล่าวของมันช่างบื้อทึบและโง่งมเป็นที่สุดฉินเทียนหัวเราะขบขัน ก่อนส่ายหัว
"บุรุษนั้นมีสิ่งที่ไม่ควรชนะอยู่ หากแพ้ก็จะเป็นการดี และสิ่งที่บุรุษมิใคร่จะชนะก็คือสตรี โดยเฉพาะสตรีที่ใกล้ตัว มารดาหนึ่ง ภรรยาหนึ่ง พี่สาวน้องสาวอีกหนึ่ง ส่วนเหตุผลที่แพ้แล้วเป็นการดีก็ง่ายนัก เจ้าชอบเห็นนางตัวน้อย น้องสาวของเจ้าร้องไห้หรือไม่"
"ไม่ขอรับท่านพ่อจวิ้นเจี๋ยไม่ชอบที่เห็นน้องร้องไห้"
"เช่นนั้นก็ถูกแล้ว หากเจ้าชนะนาง เกิดนางร้องไห้ขึ้นมาเจ้าจะไม่ปวดหัวรึ กว่าจะกล่อมนางให้หยุดร้องได้ แค่คิดก็เหนื่อยใจลำบากใจแล้วใช่หรือไม่"
"จริงๆ ด้วยท่านพ่อ ท่านพ่อพูดถูก"
"นั่นแหละลูกจวิ้นเจี๋ยเพราะแบบนั้นพ่อจึงพูดว่าเจ้าทำได้ดี ปล่อยตัวน้อยชนะไปเถอะ นางจะได้ไม่ต้องมาร้องไห้ ให้พวกเราเห็นจริงไหม ฮะฮาฮา"
"ฮะฮาฮา จริง จริงขอรับท่านพ่อ ชนะนางไปก็ไม่มีประโยชน์"
ฉินผิงสตรีตัวน้อยคล้ายทำจมูกบู้บี้ มองฉินเทียนด้วยความแง่งอน ไม่ช้าฉินเทียนก็นำอมยิ้มสวรรค์ออกมา มอบให้เจ้าตัวน้อยทั้งสองของมัน ก่อนที่ไม่ช้าครอบครัวจะพร้อมหน้านั่งกินดื่มไปด้วยกัน เสียงหัวเราะและรอยยิ้มก็มาล้นเต็มโต๊ะอาหารไปหมด จากไปหนึ่งปีฉินผิงตัวน้อย นางพูดเก่งขึ้นเยอะ ถามนู่นถามนี่อยู่ตลอด ไม่ช้านางก็ออดอ้อนขอให้ฉินเทียนพานางไปเที่ยวนอกเขตศาลเทพสวรรค์บ้าง
แม้ที่แห่งนี้จะงดงาม หากแต่อยู่มาปีกว่าแล้ว จะให้สวยอย่างไรก็ต้องมีเบื่อหน่ายกันบ้าง ฉินเทียนพยักหน้ารับ เจ้าตัวน้อยกอดคอก่อนจะมาจุมพิตที่แก้มของมัน
ฉินจวิ้นเจี๋ยเห็นเช่นนั้นก็อยากทำบ้าง
ฉินเทียนก็ได้แต่อื้ออึง สุดท้ายก็นึกได้ แม้เจ้าบุตรชายล่ำบึ้กของมันจะใบหน้าหนาหยาบกร้านราวกับบุรุษวัยกลางคน หากแต่มันก็พึงอายุ 13 ขวบปี ยังเด็กนัก ต้องการความรักจากบิดามารดา ตัวมันก็ไม่ควรเหินห่าง ไม่ช้ามันก็พยักหน้ารับ ให้เจ้าฉินจวิ้นเจี๋ยมากอดมาหอมมันได้เช่นกัน
ภาพเช่นนี้ช่างแปลกตาเหลือเกิน
ไม่ช้าฉินเทียนก็ต้องยอมรับกับตัวเองในใจ มันยังมีความลำเอียงอย่างเห็นได้ชัด
ไม่รู้ทำไมเวลาถูกฉินจวิ้นเจี๋ยจูบสัมผัสที่แก้มตัวมันฉินเทียนถึงสั่นสะท้านขนลุกสู้ซ่าเป็นที่สุด แอบหวาดกลัวในใจลึกๆ ว่าบุตรชายของมันจะไม่เป็นอย่างสหายลี่หลง เป็นพวกรักร่วมเพศ
.
.
.
ในมุมไกลๆ เซียนซุนมองไปที่ฉินเทียนมัน พร้อมพยักหน้าแล้วยิ้มเบาสบาย มีความสุขอิสระตามประสาเทพเซียน