ตอนที่ 144
งานอภิเษกสมรสครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้น เริ่มมีการเข้ามาของขุมกำลังอันยิ่งใหญ่จากทั่วสารทิศ...เมืองหลวงพยัคฆ์มรรคาแห่งนี้ ราวกับเกิดปรากฏการณ์ที่ตื่นตะลึงนับครั้งไม่ถ้วนท้องฟ้าทั้งแปดทิศล้วนเต็มไปด้วยวัตถุขนาดมหึมาเคลื่อนย้าย เป็นภาพที่ชวนให้รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ไร้สิ้นสุด
ทิศตะวันออกมีนาวาอักขระ อันเป็นเรือเหาะขนาดมหึมา ซึ่งขับเคลื่อนด้วยพลังลมปราณจากยอดฝีมือนับร้อยภายในนาวาอักขระลำนั้นตลอดทั้งลำยังมองเห็นอักษรโบราณมากมายที่ถูกกำกับเอาไว้มันมิใช่สิ่งที่ขุมกำลังสามัญจะมีได้ ไม่ต้องประเมินด้วยราคา เพียงแค่วัสดุในการสร้างก็มีค่าที่ตีเป็นตัวเลขออกมามิได้...
ด้านบนคือธงผืนใหญ่ ที่แสดงสัญลักษณ์... สมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพ
ทิศใต้ปรากฏเงาร่างของสัตว์อสูรนกยูงแดงขนาดมหึมาปีกจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่งคาดว่ากว้างขวางไม่น้อยกว่า 300 จั้ง แผ่ไอร้อนจนชั้นบรรยากาศบิดเบือนรอบด้าน หมู่เมฆายังถูกหลอมละลายทว่ากลับมียอดฝีมือจำนวนหลายสิบคนสร้างม่านพลังป้องกันความร้อน อยู่บนด้านหลังของนกยูงแดงตนนี้
ซึ่งนกยูงแดงตนนี้ก็คือสัตว์อสูรผู้พิทักษ์ของ ราชวงศ์จูเชว่
ท้องฟ้าทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ปรากฏฝูงวิหคหลากสีนับร้อยตนแน่นอนว่าวิหคพาหนะแต่ละตนนั้นราคาย่อมมิใช่สามัญ อีกทั้งฝูงวิหคนับร้อยเหล่านี้ ยังมิได้เป็นวิหคระดับต่ำดังเช่นที่ซุน ครอบครอง แต่ทั้งหมดล้วนเป็นวิหคระดับสูงที่มีแม้แต่พลังในการสู้รบเทียบเท่ายอดฝีมือหากสังเกตดี ๆ จะพบว่าฝูงวิหคเหล่านี้กำลังลากจูงเก๋งเกี้ยวขนาดใหญ่ เทียบเท่ากับตำหนักหลังหนึ่งให้ลอยบนท้องฟ้า
ด้านในเต็มไปด้วยยอดฝีมือสั่นคลอนใต้หล้า โบกสะบัดธง... ราชวงศ์เสวียนอู่
บนท้องฟ้าทิศเหนือ มีกระบี่ขนาดใหญ่โตเล่มยาวสองร้อยจั้ง โผล่ออกมาจากประตูแห่งความว่างเปล่าประหนึ่งว่าทะลุผ่านมาจากมิติที่แตกต่าง เมื่อปรากฏขึ้นยังแผ่ขยายพลานุภาพสยบไร้เทียมทานสั่นคลอนหมู่เมฆแหวกออกเปิดเป็นเส้นทางตรงยาวยิ่งใหญ่ เพียงมองดูยังรู้ว่าไร้คู่เปรียบบนตัวกระบี่ยังมียอดฝีมือเกือบร้อยคนยืนสง่าก้มมองใต้หล้า
อักษรบนกระบี่ยักษ์ บ่งบอกนาม... พรรคมังกรฟ้า สาขาทวีปพยัคฆ์ขาว
การมาของทั้ง 4 ขุมกำลังว่าน่าตื่นตระหนกแล้ว...หากแต่ในอีกทิศทางกลับมีปรากฏการณ์ที่บิดเบือนฟ้าดิน ธรรมชาติผกผัน จนราวกับมิใช่พลังอำนาจของแดนมนุษย์...เป็นการรวมตัวของอีก 3 ขุมกำลังที่เดินทางมาพร้อม ๆ กัน...
เงาร่างของมังกรโปร่งแสงไม่ชัดเจน ที่เกิดจากอักขระอาคมที่ร้อยเรียงต่อจนก่อรูปเป็นเรือนกายของสัตว์เทพโดยที่ด้านหลังของมังกรโปร่งแสง ยังมีผู้ชราชายหญิงรวม 6 คน แววตาเผยความโชกโชนจากประสบการณ์ที่เทียบเคียงชนชั้นปรมาจารย์ความน่าเกรงขามมิอาจอธิบาย... แม้จะไม่มีสัญลักษณ์ของขุมกำลังที่เด่นชัด แต่ทุกคนในยุทธภพล้วนทราบดี
ว่านี่คือ 6 ผู้อำนวยการจาก สถาบันเทพมังกรศักดิ์สิทธิ์!!
อีกด้านหนึ่งเป็นกลุ่มเมฆดำที่ส่งเสียงกัมปนาทฟ้าดินครั่นครืนอัสนีโอบอุ้มราวกับเป็นภัยพิบัติแห่งท้องฟ้า น่าตกใจที่บนเมฆดำอัสนีเหล่านี้กลับมีเงาร่างของยอดฝีมือจำนวนหนึ่งที่แผ่ล้นปราณอัสนีน่ากลัวน่าเกรงขาม
นี่คือขุมกำลังอันยิ่งใหญ่ ซึ่งเคยประกาศขอแยกตัวออกจากยุทธภพ 4ทวีปเมื่อหลายพันปีก่อน สืบเนื่องด้วยเหตุผลการล่าสัตว์อสูรในยุทธภพที่รุกรานน่านน้ำจึงตั้งตนเป็นเอกเทศปกครองตนเอง อยู่ภายในน่านน้ำมหาสมุทรกิเลนอัสนี ทั้งยังกล่าวได้ว่าเป็นขุมกำลังซึ่งมีความแข็งแกร่งที่สุดจากทั้ง5 หน่วยงานราชการแผ่นดิน ที่ปกครองแดนมนุษย์...
เหนือกว่า 3 ราชวงศ์
เหนือกว่า สมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพ
และนั่นคือ...สมาพันธ์แห่งท้องทะเล!!
ขุมกำลังสุดท้ายที่ปรากฏบนท้องฟ้า เป็นการมาที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ขุมกำลังอื่นๆ ทั้งยังมีจำนวนสมาชิกที่มาเพียงแค่ 3 คนเท่านั้น!! ซึ่งตำแหน่งการยืนที่มั่นคงบนท้องฟ้าใต้ฝ่าเท้าของทั้งสามมิได้มีวัตถุใดชัดเจนนัก แต่เป็นเพียงตัวอักษรขนาดใหญ่แค่ตัวเดียวที่แผ่ล้นพลังอำนาจลึกลับ แฝงไว้ด้วยความโบราณเก่าแก่
ตระกูลเล้ง!!
ทั้ง 7 ขุมกำลังที่มา เมื่อรวมกับ ราชวงศ์ไป๋หู่ กลายเป็น 8ขุมกำลังที่สะท้านแผ่นดิน... นี่คือขุมกำลังที่เรียกได้ว่ามีอำนาจสูงสุดในโลกมนุษย์ณ ยุคสมัยนี้ มีอิทธิพลต่อทุก ๆ ด้านภายในยุทธภพทั้ง 4 ทวีป อย่างที่มิอาจคาดเดา...จริงอยู่ที่ 5 หน่วยราชการแผ่นดินจะถือว่ามีอำนาจควบคุม หากแต่อีก 3 ขุมกำลังที่เหลืออย่างพรรคมังกรฟ้า สาขาทวีปพยัคฆ์ขาว สถาบันเทพมังกรศักดิ์สิทธิ์ หรือแม้แต่กลุ่มคนจากตระกูลเล้งก็มีพลังสู้รบที่ทัดเทียมเช่นเดียวกัน
ซึ่งด้านของตระกูลเล้งนั้น ทั้ง 3 คนที่มาร่วมงานถือเป็นเพียงบางส่วนเท่านั้นยังมีสมาชิกที่กระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ อยู่อีกไม่น้อย ถึงแม้ว่าพรรคมังกรฟ้าทุกสาขาที่ตระกูลเล้งเคยดูแลก่อนหน้านี้จะล่มสลายไปหมดแล้ว ทว่าเหตุผลหลักของการล่มสลายล้วนมาจากความขัดแย้งภายในจึงเกิดการแตกต่างกระจัดกระจาย น้อยครั้งยิ่งนักที่จะกลับมารวมตัวกัน...
ซึ่งต่อให้ในปัจจุบันคงเหลือสมาชิกทั้งหมดไม่มากมายแล้วอีกทั้งความสัมพันธ์ของคนในตระกูลก็ยังคล้ายจะไม่ลงรอยระหว่างคนในตระกูลเดียวกันแต่ตระกูลเล้งก็ยังครอบครองพลังอันเป็นความลับยิ่งใหญ่ และศาสตราโบราณไร้เทียมทานบางอย่างที่ทุกขุมกำลังไม่กล้าที่จะตั้งตนเป็นศัตรู กับสมาชิกสายเลือดตระกูลเล้ง...
การที่ขุมกำลังอันยิ่งใหญ่ทั้งหมดจากทุกทวีป ต้องมาร่วมงานอภิเษกครั้งนี้มิใช่เพราะความเกรงอกเกรงใจหรือมาแสดงความยินดีกับ ราชวงศ์ไป๋หู่ และ ราชวงศ์เสวียนอู่เพียงอย่างเดียว... แต่เป็นเพราะงานอภิเษกครั้งนี้ อาจเกิดระลอกคลื่นมีความสำคัญมากกับโลกมนุษย์แห่งนี้ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์ไป๋หู่ และราชวงศ์เสวียนอู่ สองหน่วยงานราชการแห่งแผ่นดินจะต้องมีความแนบแน่นต่อกันมากยิ่งขึ้นอย่างมหาศาลหลังจากพิธีอภิเษก
ดังนั้นทุกขุมกำลังใหญ่ ย่อมต้องเกิดความหวาดหวั่นอย่างช่วยไม่ได้...เพราะหากว่าราชวงศ์ไป๋หู่ และราชวงศ์เสวียนอู่ เกิดคิดไม่ซื่อ ร่วมมือกันเข้าห้ำหั่นล้มล้างขุมอำนาจอื่นที่คานอำนาจกันอยู่ณ เวลานี้ คงยากที่ขุมกำลังใดจะรับมือตรง ๆ จากพลังของทั้งสองราชวงศ์ได้
นั่นคือเหตุผลที่การมาเยือนจากขุมกำลังต่าง ๆล้วนแสดงศักยภาพในการเดินทางออกมาอย่างไม่นึกเสียดายทรัพยากร เผยแสนยานุภาพในการรบด้วยรูปแบบของการเดินทางมาบนท้องฟ้า... ส่วนหนึ่งก็เพื่อเป็นการข่มทับแสดงพลังความแข็งแกร่งสร้างจุดยืนและรากฐานที่มั่นคง ไม่เผยความอ่อนแอออกมาให้ขุมกำลังอื่น ๆ ได้เห็นประหนึ่งเป็นการส่งคำเตือนมายัง ราชวงศ์ไป๋หู่ และ ราชวงศ์เสวียนอู่ว่าอย่าคิดล้มล้างการปกครองแดนมนุษย์ในเวลานี้...
……………………………………
การปรากฏของขุมกำลังอันยิ่งใหญ่เหล่านั้นเกิดขึ้นที่ท้องฟ้าด้านนอกซึ่งเรื่องราวเกี่ยวกับอำนาจชั้นเบื้องบนของโลกมนุษย์ ยังเป็นเรื่องที่ใหญ่โตเกินกว่าซุน จะสามารถเข้าไปเกี่ยวข้องพัวพัน หรือมองเห็นความสำคัญใด ๆ ได้...
เวลานี้ตัวของ ซุน ควรจะทำตามหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดเท่านั้น เด็กหนุ่มกำลังนั่งขัดสมาธิเข้าฌานเพื่อทบทวนการฝึกที่ผ่าน ๆ มา เพื่อที่เมื่อถึงเวลาประลอง จะได้ระเบิดความสามารถทั้งหมดออกมาได้อย่างไม่ติดขัด
การประลองในครั้งนี้ ใช่ว่าจะชี้วัดแค่ความแข็งแกร่งเท่านั้น หากคิดจะไปให้ถึงตำแหน่งชนะเลิศก็ต้องจัดการกับรอบต่อสู้ในช่วงแรกให้ดีที่สุด ป้องกันมิให้เกิดอาการบาดเจ็บเรื้อรังจนไปกระทบในรอบต่อสู้ช่วงหลัง นี่คืออีกหนึ่งในปัจจัยแห่งชัยชนะที่ทุกคนล้วนตระหนักดี
ภายในสถานที่ปิดทึบแห่งนี้ ยังมีภาพฉายของการประลองบนเวทีใหญ่ปรากฏให้ทุกคนได้เห็นดังนั้นในการประลองทุก ๆ รอบ ยังสามารถศึกษาข้อมูลของคู่ต่อสู้ในสายอื่น ๆได้อีกด้วย...
ในการประลองวันแรกนี้ ผู้ชมจะยังมีไม่มากนักโดยเฉพาะขุมกำลังใหญ่ล้วนไม่ค่อยจะให้ความสนใจ หากมิใช่รอบที่ศิษย์ในขุมกำลังของตนเองขึ้นประลองก็จะไม่มีค่อยมีใครมาเฝ้าดู ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในงานอภิเษกครั้งนี้ใหญ่โตมาก จึงยังมีความบันเทิงในอีกหลายๆ ด้านที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่าการประลอง และทุกคนก็คาดหวังที่จะเฝ้ารอดูรอบลึก ๆเสียมากกว่ารอบแรกอย่างวันนี้
ทว่าถึงแม้จะบอกว่าผู้ชมยังมีไม่มาก... แต่มันก็มีถึงหลายพันคน!! แขกที่มาร่วมยินดีในงานอภิเษกครั้งนี้มีหลายหมื่นหรืออาจจะเกินแสนคนด้วยซ้ำดังนั้นต่อให้มีผู้ชมแค่เพียงส่วนเดียวที่สนใจการประลอง จึงมีมากถึงหลายพันคน...
เวลานี้ สายประลองที่ 1 ใน รอบแรกขึ้นประลองแล้ว... ซุน ลืมตาขึ้นมองไปยังนิมิตภาพฉายที่แสดงการต่อสู้บนเวทีเพื่อศึกษา...ในคู่แรกนั้นเป็นการต่อสู้ของศิษย์หลักพรรคมังกรฟ้า เผชิญหน้ากับศิษย์หลักสำนักสายลมประจิม
พลังในการต่อสู้แม้จะคล้ายสูสี ทว่าก็ยังพอมองออกว่าศิษย์พรรคมังกรฟ้าเหนือกว่าอยู่ขั้นหนึ่งจากเคล็ดวิชาที่เหนือชั้นและเฉียบคมยิ่งกว่าสุดท้ายจึงเอาชนะไปได้ในที่สุด... คู่ประลองที่สองเป็น ไป๋หู่จิวหรง ที่เผชิญหน้ากับคนของพรรคราชสีห์สวรรค์ดังนั้นผลการต่อสู้จึงปรากฏอย่างรวดเร็ว คู่ที่สามยังไม่น่าสนใจนัก และเมื่อไปถึงคู่ที่สี่ซวงฉวี่ ก็เผด็จศึกโดยที่อีกฝ่ายมิได้โต้ตอบใด ๆ เลย
เรียกได้ว่าในสายประลองที่ 1 นี้ คงเป็นการชิงชัยระหว่างหญิงสาวทั้งสอง...
ในสายประลองที่ 2 พลังการรบของ เจี่ยโย่วเทียน ศิษย์อันดับ 1 สำนักสายลมประจิมย่อมไม่ทำให้ผิดหวังไม่จำเป็นต้องหยิบเอากระบี่ประจำการออกมาด้วยซ้ำ เพียงแค่ระเบิดจิตวิญญาณแห่งกระบี่ปลดปล่อยรังสีกระบี่ ก็เพียงพอในการพิชิตชัย
ซุน กดคิ้วต่ำลงทันที เห็นได้ชัดว่า เจี่ยโย่วเทียนก็เคยไปที่สุสานแห่งศาสตรามาแล้วเช่นกัน ทั้งยังได้รับจิตวิญญาณแห่งกระบี่ที่แข็งแกร่งกลับออกมาอีกด้วยแม้จิตวิญญาณแห่งกระบี่ของ เจี่ยโย่วเทียน จะเทียบไม่ได้กับ กระบี่ทองไร้เอกลักษณ์ทว่าด้วยความสัมพันธ์ที่ยาวนานกว่า ทำให้ เจี่ยโย่วเทียน หลอมรวมเป็นหนึ่งกับจิตวิญญาณแห่งกระบี่ได้แน่นแฟ้นกว่าซุน หลายเท่านัก...
ในรอบการประลองของ อี้เหวินเจีย และ อี้เหวินจิน ก็คว้าชัยชนะได้โดยไม่ยากเย็น...ซึ่งหากไม่มีการพลิกผันใด ๆ ในวันพรุ่งนี้ เจี่ยโย่วเทียน จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับฝาแฝดอัจฉริยะสองคนนี้ติดต่อกันถึง 2 รอบประลอง ย่อมเป็นภาระที่หนักอึ้งสำหรับเจี่ยโย่วเทียน อยู่ไม่น้อย...
สายประลองที่ 3 ตัวของ ลั่วชิงเหอ ระเบิดปราณอัคคีอย่างมหาศาล ปลดปล่อยความสามารถอย่างที่ไม่ต้องกักเก็บเอาชนะคู่ต่อสู้อย่างขาดลอย และสร้างเสียงฮือฮาให้กับผู้ชมบนอัฒจันทร์โดยรอบอย่างมาก...ซึ่งสาเหตุที่ ลั่วชิงเหอ แสดงฝีมือเต็มที่เช่นนี้ เพราะรู้ดีว่ายังไงพรุ่งนี้ตนก็ต้องเผชิญหน้ากับเฉียงตงฟาง ตัวเต็งอันดับ 1 โอกาสชนะดูริบหรี่อย่างยิ่ง ดังนั้นจึงรีบแสดงความสามารถออกมาให้เป็นที่ประจักษ์เสียตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนจะไม่มีโอกาส...
และในที่สุดก็มาถึงสายประลองที่ 4 ซึ่งผู้ที่ได้ขึ้นเวทีเป็นคู่แรกของสายนี้ก็คือคู่ของ ซุน และ เต้าหมิงเยี่ย เมื่อคนของสมาพันฯ ประกาศรายนาม ซุน จากที่นั่งขัดสมาธิอยู่ก็ค่อย ๆ ลุกยืน ก้าวเดินออกไปด้วยท่าทีสง่า...
ระหว่างที่กำลังจะออกจากประตู ก็พบเจอ เกาทงหลิน ยืนรออยู่ที่ทางออก...สายตาที่อีกฝ่ายจ้องมองมาเต็มไปด้วยความคับข้องใจ คล้ายพยายามอยู่ไม่น้อยในการสะกดจิตคุกคามไม่ให้แผ่ซ่านออกมา...
“อย่ารีบพ่ายแพ้ซะล่ะ... เพราะสิ่งนั้นข้าจะเป็นผู้มอบมันให้เจ้า!!” เกาทงหลิน เค้นเสียงขึ้น
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะเสียงเย็น แต่เลือกที่จะไม่กล่าวตอบโต้ใดๆ รู้ดีว่าต่อให้กล่าวตอบโต้ออกมา อย่างมากก็ทำได้เพียงยั่วยุกระตุ้นโทสะซึ่งนั่นมันไม่สาสมกับความคับแค้น... มีเพียงกำปั้นและคมศาสตราเท่านั้น ถึงจะกระตุ้นวิญญาณและโลหิตมันจะสาสม!!
………………………………