บัลลังก์นี้ ข้าขอพิชิต

    ตอนที่32

    นายท้ายขบวนยังไม่ทันรู้ตัว เหล็กแหลมเย็นเยียบเสียบจากแผ่นหลังทะลุขึ้นไปถึงลำคอ ตายตกโดยยังไม่ทันได้กรีดร้อง พวกมันทั้งสองถูกปลิดชีพลงในพริบตา เลือดสดๆ ฉีดกระเซ็นเปื้อนล้อเกวียน เหล่าพ่อค้าที่เห็นหน้าซีดเผือดลงดั่งคนตาย ก่อนจะกลายเป็นความชุลมุน


    ที่ด้านหน้าขบวนบัดนี้กลับกลายเป็นลานประหารกลางป่าเขียวขจี กองโจรในคราบพ่อค้าปลอมสำแดงเขี้ยวเล็บ พวกมันพุ่งเข้าจู่โจมด้วยท่วงท่าดุดันอำมหิต ผิดกับเหล่าทหารคุ้มกันกำมะลอที่หลี่ซีส่งมาให้ มันสั่นกลัวจนมือที่กุมหอกสั่นระริก คมหอกโย้เย้ไปมา พวกทหารคุ้มกันภัยถอยกรูดไปจนหลังชนขอบรถม้า แววตาสิ้นหวังคล้ายรอความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา


    “อ๊ากกก!” เสียงร้องโหยหวนดังระงมสลับที่ไปมาน่าสยดสยอง ตัดกับเสียงหัวเราะร่าของเหล่าโจรดั่งมัจจุราชที่พึงพอใจยามได้สังหารผู้คน

    เหล่าพ่อค้าเริ่มเหลือน้อยลง ดวงอาทิตย์กำลังตกขอบ ความมืดค่อยๆ คืบคลาน ซีเกียงและจางฟู่ต่างตกอยู่ในวงล้อม แม้ทั้งสองไม่ใช่ยอดฝีมือฝ่ายบู๊ แต่ประวัติการเดินทางค้าขายเหนือใต้ออกตกมาครึ่งค่อนชีวิต ย่อมเคยผ่านคมดาบมาไม่น้อย ซีเกียงวาดดาบกว้างขวางเน้นความหนักแน่นเพื่อป้องกันตัว

    ส่วนจางฟู่ใช้ความคล่องแคล่วหลบหลีก ทว่าน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ เมื่อต้องรับศึกกับมือสังหารที่ฝึกปรือมาอย่างดี พละกำลังของชายวัยกลางคนย่อมถึงขีดจำกัด

    “จางฟู่... วันนี้เห็นทีข้ากับท่านคงต้องฝากกระดูกไว้ที่ป่าแห่งนี้แล้ว!”

    ซีเกียงตะโกนพลางหอบหายใจรัว เสื้อผ้าของเขาถูกกรีดจนขาดวิ่น มีแผลยาวที่หัวไหล่ เลือดไหลซึมออกมาไม่ขาดสาย จางฟู่กัดฟันกรอด หลบคมดาบที่ฟาดเฉี่ยวจมูกไปเพียงเส้นยาแดง


    “หากต้องตาย ข้าก็จะลากพวกมันไปลงนรกด้วยสักคน!” จางฟู่คำรามลั่น


    เหล่าโจรรวมทั้งหมดแปดนายเริ่มกระชับพื้นที่ พวกพ่อค้าลิ่วล้อถูกสังหารสิ้น เหลือเพียงทหารกลัวตายสี่นาย และเหล่าพ่อค้าผู้มีประสบการณ์อยู่เพียงหยิบมือที่ยังไม่ยอมตายลงง่ายๆ


    “ออกมาสู้! หากมัวมุดหัวอยู่เช่นนี้จะตายกันหมด!” ซีเกียงตะโกนเรียกเหล่าทหาร พวกมันกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ มีผู้หนึ่งทนไม่ไหวอาเจียนออกมา มือทิ้งอาวุธวิ่งเข้าไปก้มหัวให้เหล่าโจร ยังไม่ทันที่เข่ามันจะถึงพื้น หัวมันก็หลุดจากบ่าดวงตายังคงเบิกโพรง


    “ใครจะวิ่งมาให้เราฟันอีก” เหล่าโจรเย้ยหยันหัวร่อชอบใจกันยกใหญ่ ทหารที่เหลือสามนายจำต้องจับอาวุธร่วมสู้ รอฟังคำสั่งของซีเกียง


    “พวกเรามีทหารสามนาย กับพ่อค้ามือดีอีกสิบห้านาย อย่างไรเราจำนวนเยอะกว่า ขอสู้เป็นตายกับพวกมัน!”

    ซีเกียงตะโกนลั่น มือกำดาบกระชับแน่นจนเส้นเลือดปูด เสียงหัวเราะของเหล่าโจรชะงักไป ชายร่างสูงที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้าโจรรู้สึกโดนดูถูกยิ่ง ตวาดคำสั่ง “ฆ่า” ออกไป ลานประหารกลางป่าเริ่มขึ้นอีกครั้ง


    ความมืดมิดภายในรถม้าคันสุดท้ายกลับมีความเคลื่อนไหวที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ซูหมิงที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนกองฟาง พยายามยันกายที่บอบช้ำขึ้นอย่างสุดกำลัง ความเจ็บปวดแปลบปลาบดั่งถูกเข็มพันเล่มทิ่มแทงไปทั่วร่าง สายตาของเขาเหลือบไปเห็นถุงผ้าใบหนึ่งที่ขาดรั่ว ภายในบรรจุ “หินกลม” ที่เตรียมไว้ทำเป็นกำไลจำนวนหลายเม็ดอัดแน่นอยู่ สติซูหมิงกลายเป็นแจ่มใส ภาพของฉีซิ่นที่ดีดก้อนกรวดกำราบเหล่าจอมยุทธ์ผุดขึ้นมาในหัว


    ซูหมิงมือข้างหนึ่งหัก มีไม้ดามแขนและผ้าพันไปมา จำต้องใช้มืออีกข้างที่ยังมีเลือดซึมผ่านแผ่นผ้า คว้าหยิบก้อนหินกลมจำนวนหนึ่ง มันกวาดตามองผ่านรอยแยกของม่านรถม้า เห็นโจรผู้หนึ่งกำลังจะฟาดฟันดาบลงบนศีรษะของซีเกียง


    ฟึ่บ!

    นิ้วโป้งและนิ้วกลางของซูหมิงดีดออกอย่างรวดเร็ว ก้อนกรวดพุ่งแหวกอากาศไปด้วยความเร็วที่มองด้วยตาเปล่าแทบไม่ทัน แม้ซูหมิงยังไม่ถึงขั้นมุ่งเป้าไปที่จุดตายได้แม่นยำ แต่เพียงขอให้ก้อนหินกระทบถูกโจรก็เป็นพอ


    ปึ่ก! ก้อนหินที่แฝงพลังพุ่งเข้าท้องน้อยโจรผู้นั้น การฟาดดาบชะงักลง ความเจ็บปวดสายหนึ่งแล่นพล่านซีเกียงเห็นโอกาสจึงรีบถีบโจรผู้นั้นจนกระเด็นออกไป

    เหตุการณ์ประหลาดเริ่มเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า โจรอีกนายที่กำลังจะรุกฆาตจางฟู่ กลับถูกก้อนหินนิรนามดีดเข้าใส่โหนกแก้มจนหน้าหัน เลือดกำเดาไหลทะลัก อีกคนหนึ่งถูกดีดเข้าที่ “ปลายดาบ” ในจังหวะที่กำลังจะแทงออก ส่งผลให้วิถีดาบเบี่ยงเบนไปปักลงบนพื้นดินอย่างน่าอัศจรรย์ เหล่าโจรทั้งแปดเริ่มขวัญเสีย พวกมันสู้ไปพลางระแวงไป ทุกครั้งที่พวกมันจะได้เปรียบ จะต้องมีวัตถุสีดำเล็กๆ พุ่งเข้าใส่พวกมันเสมอ บ้างก็เข้าตา บ้างก็กระแทกถูกเส้นประสาทจนแขนขาอ่อนแรง ผิดกับเหล่าคาราวานที่กำลังใจเพิ่มขึ้นคึกคักอักโข


    หัวหน้าเหล่าโจรรับรู้ถึงความผิดปกติ มันมองไปรอบป่าพบแต่ความมืดมิด แต่กลับรู้สึกเหมือนมีตานับพันคู่กำลังจ้องมองมา

    “ถอย!!” พวกโจรที่เหลือคล้ายรอคำสั่งนี้มานาน เสียงตวาดสั่งยังไม่ทันสิ้นลง  ทั้งหมดก็หนีหายเข้าไปในป่า



    “คิดจะยุ่งกับสำนักคุ้มกันฟ้า ยังเร็วไปสิบปี!” เสียงเหล่าทหารด่าทอเอะอะไล่ตามหลัง


    ภายในรถม้าซูหมิงหอบหายใจถี่ เหงื่อกาฬไหลชุ่มโชกไปทั้งตัว มือที่ใช้ดีดหินกลมสั่นเทาจนควบคุมไม่ได้ แต่ที่มุมปากยังมีรอยยิ้มจางๆ

    ที่เบื้องนอกซีเกียงกับจางฟู่พยักหน้าให้กัน มันเห็นตรงกันว่ามีผู้รอบช่วยเหลืออยู่ในบริเวณนี้ แต่ไม่รู้เจตนาของยอดฝีมือผู้นั้น ซีเกียงจึงทำได้เพียงตะโกนขอบคุณจนลั่นป่า ก่อนจะเรียกเหล่าทหารสามนายที่ทำท่าจะวิ่งตามไปฟาดฟันโจรต่อให้กลับมาประจำที่


    “จางฟู่! เข้าไปดูซูหมิง พวกเราล้วนบาดเจ็บ ข้าจะนำขบวนเอง” จางฟู่รับคำสั่ง มันไม่พิรี้พิไรมากความ ทำตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว


    เพียะ! เสียงหวดม้าดังลั่นอีกครา สัมภาระไม่จำเป็นล้วนถูกทิ้งไว้ข้างทาง คาราวานกลุ่มนี้ต้องถึงมือหมอให้ไวที่สุด ไม่มีเวลาแวะพักเชื้อเชิญให้โจรกลุ่มใหม่มารังควาญ ขบวนรถวิ่งแหวกความมืดแข่งกับเวลา จางฟู่กระชับร่างซูหมิงแน่นไม่ให้ถูกแรงกระแทกจากการเร่งความเร็วมากนัก ขบวนควบตะบึงหลุดพ้นจากป่าทึบ มองเห็นกำแพงเมืองฉินตั้วรำไร ทุกคนต่างโห่ร้องด้วยความดีใจ  


    เลือดไหลซึมออกจากบาดแผลของซีเกียงทะลุผืนผ้าที่พันไว้ ดวงตาเริ่มกลายเป็นพร่ามัว กองคาราวานสินค้าที่ครั้งหนึ่งเคยดูภูมิฐาน บัดนี้สภาพไม่ต่างจากเกวียนส่งศพ เลือดสีเข้มเจือปนกับฝุ่นดินฉาบไปทั้งตัวรถ และม้าศึกที่หอบหายใจจนตัวโยน ซีเกียงที่ฝืนสังขารมาตลอดทาง มันหยุดขบวนที่หน้าประตูเมือง ร่วงลงจากหลังม้าดัง ตุบ! สติของเขาดับวูบลง


    “ท่านซีเกียง!” จางฟู่ร้องลั่น พยายามจะกระโดดลงไปช่วย แต่กลับต้องชะงักเมื่อเสียงโลหะปะทะกันดังกึกก้อง


    “หยุดอยู่ตรงนั้น! อย่าขยับ!” นายทหารบนกำแพงเมืองตวาดกร้าว พร้อมกับพลธนูอีกนับสิบที่ง้างคันศรจนตึงเปรี๊ยะ เล็งเป้ามายังกลุ่มคนที่สะบักสะบอมเบื้องล่าง ประตูเมืองฉินตั้วที่ควรจะเปิดต้อนรับเหล่าพ่อค้ากลับปิดสนิทราวกับป้อมปราการไร้หัวใจ


    “พวกท่านดูให้ดี! พวกเราคือพ่อค้าขบวนสินค้าของจางฟู่ และนี่สำนักคุ้มกันฟ้า!”


    จางฟู่ชูตราประทับที่เปื้อนเลือดขึ้นเหนือหัว

    “พวกเราถูกดักปล้นกลางป่า มีคนเจ็บหนักต้องการหมอโดยด่วน เปิดประตูเถิด!”


    เหล่าทหารในตัวเมืองไม่สนใจใยดี

    “กฎอัยการศึกประกาศชัด ห้ามผู้ใดเข้าออกหลังตะวันตกดิน!” เสียงนายประตูตวาดก้อง


    “กฎอัยการศึกหรือ?” จางฟู่ตะโกนอย่างเหลือเชื่อ “แต่พวกเราจะตายกันหมดอยู่ที่หน้าประตูเมืองเนี่ยนะ! ดูนี่... นี่คือสหายข้า เขากำลังจะตาย!”


    “ข้าไม่สนว่าพวกเจ้าเป็นใคร” นายทหารคนเดิมสั่งเสียงเฉียบขาด “รอจนกว่ารุ่งเช้า หากพวกเจ้ารอดถึงตอนนั้น ข้าจะพิจารณาอีกที! ใครกล้าล้ำเส้นเขตคูเมือง... ยิงทิ้งทันที!”


    ฉึก! ลูกธนูหนึ่งดอกพุ่งมาปักลงตรงหน้าเท้าของจางฟู่เพื่อเป็นการขู่ขวัญ เหล่าทหารคุ้มกันที่เหลือรอดอีกสามนายทรุดตัวลงคุกเข่าอย่างหมดสิ้นหวัง ซีเกียงนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นดินเย็นเฉียบ เลือดไหลนองเป็นวงกว้าง จางฟู่ได้แต่ยืนกำหมัดสั่นเทิ้มด้วยความแค้นเคืองและสิ้นหวัง



    ในขณะที่ทุกคนกำลังสิ้นหวัง เสียงกงล้อรถม้าที่ดูหนักแน่นและมั่นคงก็ดังแว่วมาจากเส้นทางด้านหลัง เป็นรถม้าที่ตกแต่งอย่างหรูหราสง่างามควบตรงมาอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางความมืดมิดที่โอบล้อม แสงตะเกียงที่ห้อยอยู่หน้ารถส่องให้เห็นบุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่บนหลังม้าลากรถ บุรุษผู้นี้สวมใส่ชุดดำทั้งตัวกลืนกินกับความมืด สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือ "หมวกปีกกว้างทรงประหลาด" ที่ลาดต่ำลงมาบดบังใบหน้าส่วนบนไว้จนมิด  ภายใต้เงาหมวกนั้นปรากฏเพียงใบหน้าส่วนล่างที่ขาวซีดประดุจหิมะตัดกับริมฝีปากสีแดงสดดุจโลหิต บุรุษผู้นั้นไม่ได้เอ่ยสัจจะวาจาแม้แต่คำเดียว มันเพียงแต่ล้วงเอาป้ายหยกสีนิลออกมาแล้วชูขึ้นให้นายทหารดูเพียงครู่เดียว ทันทีที่เห็นป้ายนั้น นายทหารที่เคยแข็งกร้าวกลับหน้าซีดเผือดประดุจล้างด้วยปูนขาว เขาลนลานสั่งการเสียงหลง


    “เปิดประตู! เปิดประตูเดี๋ยวนี้! เร็วเข้า อย่าให้ท่านผู้สูงศักดิ์ต้องรอนาน!”


    ประตูเมืองฉินตั้วที่เคยปิดสนิท ค่อยๆ เลื่อนเปิดออกด้วยเสียงครืดคราด จางฟู่เห็นเช่นนั้นก็เดือดดาลจนแทบกระอักเลือด

    “นั่นมันความยุติธรรมประสาอะไร! ขบวนรถนั่นเข้าได้ แต่พวกข้าที่รอความตายอย่างบัดซบ!”

    เหล่าพ่อค้าและทหารคุ้มกันที่เหลือต่างตะโกนด่าทอสาปแช่งระงมไปทั่วหน้าประตูเมือง


    ขบวนรถม้าหรูเริ่มเคลื่อนตัวผ่านหน้าจางฟู่และร่างที่นอนสงบนิ่งของซีเกียงไปอย่างช้าๆ ทว่าในจังหวะที่ตัวรถกำลังจะผ่านพ้นประตูเมืองไปนั้น เสียงตะโกนสาปแช่งหนึ่งของจางฟู่กลับทำให้ทุกอย่างหยุดชะงัก

    “ได้โปรด หากซีเกียงสหายข้า และ ‘ซูหมิง’ น้องข้ายังไม่ได้รับการรักษา พวกเขาอยู่ได้ไม่เกินราตรีนี้เป็นแน่!”


    คำว่า “ซูหมิง” แว่วเข้าสู่โสตประสาทของบุคคลที่อยู่ภายในรถม้าหรูนั่น ม่านหน้าต่างรถที่ถูกปิดสนิทพลันสั่นไหวเล็กน้อย หญิงสาวที่นั่งอยู่ภายในถึงกับใจกระตุกวูบ มือที่เรียวบางสั่นระริกจนแทบจะรวบชายเสื้อไว้ไม่อยู่ เป็นหยินชิง นางรีบเลิกผ้าม่านออกเพียงเสี้ยวหนึ่ง สายตาที่เต็มไปด้วยความกังวลลึกล้ำกวาดมองไปยังซากรถม้าสัมภาระที่แทบพังพินาศเบื้องหลัง พยายามมองหาบุคคลหนึ่ง แววตาของนางสั่นไหว ปากพึมพำชื่อนั้นแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน “ซูหมิง…..”

    คล้ายกับเรื่องบัลลังก์นี้ ข้าขอพิชิต ที่คุณอ่าน