หลังสนทนาจบชายหนุ่มอาภรณ์ฟ้าก็ได้เข้าสู่ลานทดสอบ นั่นทำให้ไม่มีผู้ใดหาญกล้าที่จะเข้ารับร่วมการทดสอบเลย แต่ถ้าหากไม่มีใครเข้าร่วมทดสอบการทดสอบนี้ก็จะยืดเยื้อต่อไป ฉะนั้นแล้วหนิงเฟยหลงจึงทำบางสิ่งบางอย่าง
ปั่ก!
“เหวย! ช่วยข้าด้วย!!” เสียงชายหนุ่มผู้หนึ่งแผดเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจ ที่อยู่ดีๆตัวมันก็บินได้แล้วลอยลู่ลมลงมากระแทกพื้นลานทดสอบอย่างรวดเร็ว “ใครเป็นใครกันที่...” ไม่ทันที่มันจะกล่าวจบก็พบว่ามีอาวุธชนิดหนึ่งพุ่งทะยานมาหามันด้วยความรวดเร็ว
ฟิ้ว ฟิ้ว!!
นั่นคือลูกธนูที่พากันพุ่งทะยานเข้าหาชายหนุ่มผู้นั้นและชายอาภรณ์ฟ้าด้วยความรวดเร็ว ชายผู้นั้นร้องออกมาด้วยเสียงหลงทีหนึ่ง แล้วจึงระเบิดพลังหยวนออกมาต้านรับลูกธนูนั้นไว้! พลังของสองสิ่งปะทะกันอยู่ส่วนใหญ่ถูกต้านทานไว้ได้ ทว่ามันมีเยอะเกินไปไหนเลยที่ชายธรรมดาสามัญไม่ได้เก่งกาจอะไรอย่างคนผู้นี้จะต้านรับได้
ฟุบ ฟุบ!!
เมื่อห่าฝนธนูนั้นหยุดลงก็พบกับเงาร่างหนึ่งยืนตระหง่านไม่ไหวติงอยู่ และอีกผู้หนึ่งนอนฟุบลงกับพื้นตามตัวเต็มไปด้วยลูกธนู ลองนับดูแล้วมีมากกว่าสิบดอกที่เสียบทะลุร่างมันไป ทำให้การทดสอบในรอบนี้นั้นเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว ชายอาภรณ์ฟ้าเป็นผู้รับชัยชนะในที่สุด!
ชายอาภรณ์ฟ้านั้นรับรู้ได้ว่ามีคนช่วยมันไว้ และนั่นจะเป็นใครไม่ได้นอกจากชายหนุ่มอาภรณ์ขาวที่ยืนเคียงสตรีผู้งดงามอยู่ มันหันมามองคล้ายจะกล่าวคำขอบคุณ แต่สายตาของมันก็ไม่ได้บ่งบอกเพียงเท่านี้
หนิงเฟยหลงรับรู้ได้ว่านอกจากขอบคุณแล้ว มันยังกล่าวตำหนิ และมีความไม่พอใจในการสอดมือเข้าไปยุ่งในการทดสอบนี้อยู่หลายส่วน หนิงเฟยหลงจึงก้มหัวเล็กน้อยเป็นการขออภัย
หลังการทดสอบนี้จบซ่งจิ่นติ้งนั้นทนไม่ไหวแล้วอยากเข้าประลองโดยเร็วไว เมื่อสบโอกาสมีคนก้าวเข้าลานประลองมันจึงรีบกระโจนเข้าไป ครั้นเข้าไปถึงแล้วลูกธนูก็ถูกปลดปล่อยเหมือนทุกครา ซ่งจิ่นติ้งไม่ได้มีความกังวลแต่อย่างใด มันปัดป้องลูกธนูไว้อย่างง่ายดายพลางมองดูคู่ต่อสู้ของตนที่กำลังหลบหลีกลูกธนูอย่างทุลักทุเล
ธนูถูกยิงออกได้ไม่นานก็หยุดลง ซ่งจิ่นติ้งรอโอกาสนี้อยู่แล้ว ทันทีที่ลูกธนูดอกสุดท้ายถูกยิงออก มันก็พุ่งพรวดเข้าใจกลางลานทดสอบคว้าเอาป้ายไม้ไผ่มาถือครอง พร้อมกับปล่อยพลังฝ่ามือเข้าใส่คู่ต่อสู้
“วิชาหอกทะลวงสวรรค์!”
ซ่งจิ่นติ้งหยิบเอาหอกหนึ่งเล่มออกมา ลักษณะสามัญไม่มีรัศมีหรือดุดันสมเป็นหอกที่ดีเลย หอกนี้สมควรนับว่าเป็นหอกชั้นเลวทั้งบิ่นทั้งผุพัง ทว่าเมื่อซ่งจิ่นติ้งปลดปล่อยพลังของมันออกมา! ใช้เคล็ดวิชาหอกที่มันมี! แรงปะทุชั่วอึดใจของหอกกลับมีความรุนแรงมากเสียจนน่าตกใจ!
หอกนั้นเคลื่อนที่ฉับไวคล้ายมีพลังแห่งอัสนีเจือปน พุ่งแทงเข้าไปยังชายผู้เข้าร่วมทดสอบ ในเวลานี้ชายผู้นั้นได้รู้สึกถึงความหนาวเย็นที่คืบคลานเข้ามากัดกินหัวใจของมันที่ละเล็กทีละน้อย และความหนาวเย็นนี้ทำให้มันต้องสั่นสะท้าน! มันไม่เคยได้พบเจอใครที่น่ากลัวเท่านี้มาก่อน มันมองดูชายหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้าก็คล้ายว่ามันได้ยืนอยู่ต่อหน้าพญามัจจุราช! จนทำสิ่งใดไม่ได้ได้แต่ยอมแพ้ไป...
ทว่าความจริงแล้วซ่งจิ่นติ้งไม่ได้น่ากลัวถึงเพียงนั้น หนิงเฟยหลงขบคิดแล้ว “ที่น่ากลัวไม่ใช่เขาแต่เป็นวิชาหอกนั่น! รวดเร็วถึงเพียงนั้น ทรงพลังถึงเพียงนั้น หาญกล้าทะลวงสวรรค์ได้ ไหนเลยจะเป็นวิชากระจอก คนผู้นี้ไม่สมควรเป็นคนบ้านนอกโดยเนื้อแท้ สมควรเป็นทายาทปรมาจารย์หอกผู้มีชื่อเสียมากกว่า...”
ในตอนนี้ซ่งจิ่นติ้งมีพลังยุทธ์อยู่ขั้นที่แปดเท่านั้น แต่การทดสอบเมื่อสักครู่มันแสดงออกถึงพลังที่มากล้น มากจนสามารถเทียบเท่าขั้นที่สิบได้ หากมันและชายอาภรณ์ฟ้าได้สู้กันเมื่อสักครู่คงจะสนุกไม่น้อย โอกาสนั้นยังมีอยู่ในด่านทดสอบที่สาม หนิงเฟยหลงยังคงรอคอย!
“ไปเราไปทดสอบด่านที่สามกันได้แล้ว..” หนิงเฟยหลงกล่าวจบทั้งสามก็ร่วมกันจับมือเดินไปยังด่านทดสอบต่อไปด้วยใจที่เบิกบาน
..........
“คิดไม่ถึงเลยจริงๆว่าเจ้าเด็กนี่จะมีฝีมือเพียงนี้ได้ ทั้งตัวมันทั้งสหายล้วนสมควรตาย! ดีล่ะข้าจะไม่ปล่อยมันไว้ เป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ก่อนที่มันทั้งสามจะแข็งแกร่งไปมากกว่านี้” นายทหารผู้หนึ่งกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก ตรงข้ามมันคือชายผู้สวมอาภรณ์สีครามเป็นผู้อาวุโสของสำนักฝ่ายนอกนั่นไม่ใช่ใครอื่นนอกจากถูลู่หลิ่ง
“ท่านแม่ทัพไม่ต้องเป็นกังวลไป ด่านทดสอบที่สามข้าได้เตรียมของขวัญอันประเสริฐให้กับพวกมันแล้ว” ถูลู่หลิ่งกล่าวพลางมองไปทางทางด่านทดสอบที่สาม นัยน์ตาเผยประกายความโหดเหี้ยมขึ้นมา! “มันไม่รอดแน่!”
“เช่นนั้นก็ดี งานข้าจะได้เสร็จสิ้นสักที รอก็แต่วันที่ท่านเสนาจะ...” แม่ทัพผู้นั้นกำลังจะกล่าวต่อก็ถูกขัดเอาไว้ด้วยถูลู่หลิ่ง
“การนี้สำคัญนักท่านสมควรต้องระวังให้ดี อย่าแพร่งพรายออกไป ท่านรออยู่ที่นี่อย่างสงบใจเถอะ” ถูลู่หลิ่งใช้วิชาตัวสืบเท้าไปทางด่านทดสอบที่สาม ทว่าร่างของมันได้หายไปแล้ว เพียงไม่กี่อึดใจก็มาปรากฏตัวที่ด่านทดสอบที่สาม
..........
หนิงเฟยหลงและพรรคพวกไม่ได้เร่งรีบเท่าใดนักค่อยๆก้าวเดินไปตามทาง ระหว่างนั้นก็สอดส่องไปทั่วบริเวณสำรวจสถานที่ไว้ ทว่าแม้มันจะไม่รีบเดินทางไปเดินชมนกชมไม้อยู่ แต่ในตอนนี้มันก็ได้มาถึงแล้ว
ระยะทางระหว่างทั้งสามด่านไม่ห่างกันเท่าไหร่นัก เดินถึงกันได้สบายโดยไม่ลำบาก ด่านที่หนึ่งได้ทดสอบพลังยุทธ์ไปแล้ว ด่านที่สองทดสอบความแข็งแกร่งของร่างกายและวิชาพื้นฐานของตนเอง ส่วนด่านที่สามนั้นยังไม่ปรากฏว่าทดสอบสิ่งใด แต่ว่ามันสมควรที่จะต้องเป็นสิ่งที่ยากที่สุดในการทดสอบนี้!
สายลมพัดผ่านหน้าของหนิงเฟยหลงไปก็ปรากฏผู้อาวุโสสำนักที่คุ้นเคยจากด่านที่หนึ่งมาปรากฏตัวอยู่บนต้นไม้ต้นหนึ่ง “พวกเจ้าทั้งสี่เก่งมากที่ผ่านมาได้ โดยเฉพาะ...” ถูลู่หลิ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบคล้ายไม่ได้เจาะจงผู้ใดเป็นพิเศษ แต่หางตาของมันก็ได้ลอบมองมาทางหนิงเฟยหลงนั่นย่อมหมายถึงชายหนุ่มเป็นแน่!
ดวงตาถูลู่หลิ่งเปลี่ยนจากราบเรียบขึ้นเป็นแข็งกร้าวก่อนที่จะแสดงความดุดันออกอย่างต่อเนื่อง! และท้ายที่สุดก็ผ่อนคลายลง “ข้าคาดว่าจะมีคนตามพวกเจ้ามาอีกสิบหกคนเท่านั้น เมื่อถึงเวลานั้นข้าจะดำเนินการทดสอบต่อไปทันที!” กล่าวจบมันก็หลับตาลงแล้วนิ่งเงียบไป
รออยู่หนึ่งชั่วยามการทดสอบด่านที่สองจบลง เป็นดั่งที่ผู้อาวุโสถูคาดมีผู้เข้ารอบมาเพิ่มจำนวนสิบหกคนจริงๆ “เอาล่ะ เมื่อพวกเจ้ามากันครบแล้วข้าจะเริ่มทดสอบด่านต่อไปเลย ด่านนี้จะทดสอบไหวพริบปัญญาการเอาตัวรอดของพวกเจ้า มันไม่ง่ายหรอกนะข้าขอเตือน!
พวกเจ้าต้องจับกลุ่มกันสี่คนก่อนที่จะถูกส่งตัวไปยังสถานที่ลับของสำนัก ภารกิจคือสังหารสัตว์อสูรระดับสอง ห้าตัว ระดับสาม หนึ่งตัว ที่สำคัญที่สุดพวกเจ้าจะต้องนำแก่นสัตว์อสูรกลับมาให้ได้อย่างน้อยสามลูกเป็นอย่างต่ำ คะแนนจะเพิ่มตามระดับสัตว์อสูรและแก่นสัตว์อสูร กฎไม่ได้บอกไว้ว่าห้ามฆ่าสัตว์อสูรที่สูงกว่าจำไว้ และข้อห้ามอย่างอื่นนั้นไม่มี ถึงเวลาแล้ว ไปได้!”
ถูลู่หลิ่งสะบัดมือออกถุงมิติจำนวนหลายใบได้ลอยไปยังผู้เข้ารอบ กลุ่มละหนึ่งใบ จากนั้นมันก็เปิดเขตอาคมเคลื่อนย้ายผู้เข้ารอบไปยังสถานที่ต่างๆภายในสถานที่ลับหรือก็คือป่าสัตว์อสูรดีๆนี่เอง กลุ่มคนต่างกระจัดกระจายไปคนละทิศทาง เพื่อไม่ให้เกิดการต่อสู้กันเองแต่แรกเริ่ม
“เหตุใดสถานที่นี้ดูคุ้นตายิ่งนัก?” หนิงเฟยหลงพึมพำออกมา และหลับตาลงอยู่ชั่วครู่ ในตอนนี้กลุ่มของมันได้มาปรากฏตัวในส่วนลึกของป่าที่ใดก็ไม่ทราบได้
แต่ความรู้สึกนี้นั้นชายหนุ่มรับรู้ได้เป็นอย่างดี หลังจากที่ได้ฝึกฝนขัดเกลาตัวเองต่อสู้กับสัตว์อสูรเผชิญหน้ากับอันตราย ที่สำคัญคือมันได้ขัดเกลานิสัยที่อ่อนโยนของมันให้มีความมั่นคงเยือกเย็นมากยิ่งขึ้น ซึ่งมันส่งผลต่อการตัดสินใจของชายหนุ่มอย่างยิ่ง และค่อนข้างไปในทางที่ดี “กลิ่นอายที่คุ้นเคยนี่มัน...ไม่ผิดแน่! ป่าสมบัติแห่งโชคชะตา!”