ชะตาฟ้า ข้าลิขิต

    ตอนที่ 35 : เมล็ดพันธุ์แห่งความแค้น (2)

    เมื่อเห็นว่าจางหยินเซียวกำลังประสบปัญหาที่เกิดจากจิตวิญญาณยุทธ์กิเลนเพลิง ร่างของหยุนเหวินก็ปรากฏขึ้นด้านหลังของเขาในชั่วพริบตา


    เขาวางมือลงบนไหล่จางหยินเซียว ก่อนจะมีพลังปราณสีทองไหลผ่านฝ่ามือเข้าสู่เส้นลมปราณของจางหยินเซียวอย่างฉับพลัน โดยที่พลังปราณอันแข็งแกร่งของเขาพยายามที่จะผลักดันเพลิงจากกิเลนเพลิงให้ออกจากร่างของจางหยินเซียวทั้งหมด


    เมื่อตระหนักได้ว่ามีพลังงานอันบริสุทธิ์แทรกแซงเข้าสู่เส้นลมปราณของตน คราวนี้จางหยินเซียวจึงรีบใช้พละกำลังทั้งหมดที่มีเพื่อผลักเพลิงจากกิเลนเพลิงออกจากร่างในคราวเดียว!


    “พ๊วก!”


    ในคราวนี้เขากระอักเลือดออกมาคำใหญ่ ปราณเพลิงของกิเลนเพลิงก็ถูกขับออกมาจนหมดสิ้นด้วยความช่วยเหลือจากพลังปราณที่แข็งแกร่งของหยุนเหวิน


    เมื่อรู้สึกได้ว่าอาการแผดเผาในร่างกายหายเป็นปลิดทิ้ง จางหยินเซียวก็ค่อยๆลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ ดวงตาของเขาเผยให้เห็นถึงความสดใสเฉกเช่นเดิม


    เขาผ่อนลมหายใจยาวและรีบลุกขึ้นอย่างยากลำบาก และรีบประสานมือโค้งคำนับให้แก่หยุนเหวินโดยทันที “ผู้น้อยจางหยินเซียวขอขอบคุณผู้อาวุโสที่ให้ความช่วยเหลือ”


    “ไม่จำเป็นต้องมากพิธี พวกเจ้าถูกรังแกโดยคนจากสำนักจักรพรรดิพิรุณ เป็นเรื่องปกติที่สำนักจักรพรรดิดาราต้องมีส่วนช่วยเหลือ…” หยุนเหวินเพียงแค่ยิ้มและโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ ก่อนที่มือทั้งสองของเขาจะกลับไปไพล่หลังตามเดิม “และอีกอย่างเจ้าเป็นถึงวีรบุรุษแห่งเมืองหยางโจว ข้าไม่มีทางปล่อยให้คนที่สร้างความดีความชอบครั้งใหญ่อย่างเจ้าต้องตายเพียงเพราะความขัดแย้งเล็กๆน้อยๆนี้อย่างแน่นอน”


    เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงเย็นเยียบ “เจ้าซูหยานช่างโหดเหี้ยมเสียจริง หากในวันนี้ข้าไม่อยู่ที่นี่ เกรงว่าปราณเพลิงของซูหยานอาจจะทำให้เจ้ากลายเป็นคนพิการที่ไม่สามารถฝึกฝนพลังปราณได้อีกตลอดชีวิต”


    “อะไร!?” เมื่อได้ยินดังนั้นจางหลินเองก็รู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมาก


    เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าปรมาจารย์ซูหยานคิดจะสังหารจางหยินเซียวจริงๆ โดยไร้ซึ่งความไร้ปรานีแม้จะอยู่ต่อหน้าใครหลายๆคน!


    การกระทำของปรมาจารย์ซูหยานไม่ต่างจากการย้อนเกล็ดมังกรของจางหลิน!


    ดวงตาสีดำดุจน้ำหมึกของเขาค่อยๆเผยให้เห็นถึงความเย็นชา นี่เป็นครั้งแรกที่ใครหลายๆคนได้เห็นใบหน้าที่โกรธจัดของเขา!


    [ความแข็งแกร่ง!]


    [ขอแค่ข้ามีความแข็งแกร่งที่เพียงพอ]


    [ท่านพ่ออาจจะไม่ต้องมาพบเจอกับสถานการณ์ที่เลวร้ายเฉกเช่นในวันนี้!]


    จิตสังหารที่จางหลินแผ่ออกมาจางๆทำให้ประสาทสัมผัสของหยุนเหวินชะงักไปคู่หนึ่ง จนเขาเหลือบมองไปยังทิศทางของจางหลินโดยไม่ได้ตั้งใจ


    ทันใดนั้นเขากลับรู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่าอีกไม่ช้าอาจจะเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นกับปรมาจารย์ซูหยานก็เป็นได้


    แต่เขาก็รีบส่ายหน้าเบาๆและปฏิเสธแนวคิดนั้นไป เพราะท้ายที่สุดจางหลินเป็นเพียงคนไร้ประโยชน์ ต่อให้เขาจะรู้สึกโกรธเคืองหรือแผ่ซ่านจิตสังหารประเภทใดออกมา เขาก็ไม่มีทางที่จะสังหารหรือลบล้างความโกรธแค้นนี้ได้ด้วยตัวของเขาเอง


    จางหลินพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อสงบสติอารมณ์ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ตั้งมั่นไว้แล้วว่า ไม่ว่าอย่างไรเขาจะต้องคิดหาวิธีสังหารปรมาจารย์ซูหยานและหยางเซี่ยให้ได้!


    เขามองไปยังหยุนเหวินและโค้งคำนับในลักษณะเดียวกัน “ผู้อาวุโสหยุน ขอขอบคุณที่ช่วยเหลือบิดาของข้า”


    หยุนเหวินเพียงแค่โบกมือเบาๆอย่างไม่ใส่ใจ


    เมื่อเห็นว่าพิธีแต่งงานสิ้นสุดลงในลักษณะนี้ แขกผู้มีเกียรติอย่างฉีเหิงเทียน หลินเมิ่งเยี่ยนและหัวหน้าตระกูลอื่นๆต่างก็เข้ามาบอกลาเจ้าเมืองมู่และผู้อาวุโสหยุนเหวินพร้อมกับจากไปในทันที


    พวกเขาไม่มีเหตุผลที่จะอยู่ที่นี่อีกต่อไป และอีกอย่างพวกเขาเองก็รับรู้ว่าการที่หยุนเหวินมาที่นี่ก็อาจจะเป็นเพราะการคัดเลือกลูกศิษย์ที่จะเกิดขึ้นในอีกสามวันข้างหน้า ฉะนั้นแล้วสิ่งที่พวกเขาต้องทำโดยเร็วที่สุดคือพัฒนาความแข็งแกร่งของเยาวชนในตระกูลของพวกเขา


    แม้จะมีการคัดเลือกลูกศิษย์ทุกๆสิบปี แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะมีบางอย่างแตกต่างออกไป


    การที่บุคคลระดับสูงอย่างหยุนเหวินมาปรากฏตัวขึ้นในสถานการณ์นี้ย่อมหมายความว่า การประเมินก็อาจจะมีมาตรฐานสูงขึ้นกว่าครั้งก่อนๆ


    ในขณะเดียวกันนั้นด้านบนของคฤหาสน์เจ้าเมืองปรากฏให้เห็นร่างของชายชราในชุดสีเทาซอมซ่อราวกับขอทานกำลังนอนราบไปกับหลังคา โดยมีก้านพืชกัดอยู่ในปาก 


    หากจางหลินพบเจอกับชายชราผู้นี้เขาจะจดจำได้ในทันทีว่าเขาคือชายชราที่เป็นหมอดูที่นั่งอยู่ข้างทางเมื่อคืนนั้น


    ชายชราถ่มก้านพืชออกจากปากพร้อมกับเอ่ยพึมพำด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา “สำนักจักรพรรดิพิรุณ ช่วงนี้มันชักจะเหิมเกริมเกินไปจริงๆ เห็นทีการแข่งขันสามสำนักในปีนี้อาจจะต้องเพิ่มความดุเดือดของกฎกติกาให้มากกว่าเดิมสักเล็กน้อย”


    . . .


    หลังจากจัดแจงทุกอย่าง จางหลินก็บอกลาเจ้าเมืองมู่และขออภัยแขกทุกคนที่ทำให้เกิดสถานการณ์ที่วุ่นวายขึ้น


    แน่นอนว่าเจ้าเมืองมู่ไม่ได้ใส่ใจแต่อย่างใด และเขากลับรู้สึกสงสารจางหลินด้วยซ้ำที่ต้องมาพบเจอกับเหตุการณ์ที่เลวร้ายเช่นนี้


    ไม่ว่าอย่างไรหากหยุนเหวินยังคงอยู่ที่นี่ ปรมาจารย์ซูหยานคงไม่กล้าที่จะลงมือกับตระกูลจางอย่างแน่นอน นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เจ้าเมืองมู่ไม่รู้สึกกังวลเท่าที่ควร


    แม้ว่าสถานการณ์จะจบลงด้วยความขัดแย้งและผิดคาดไปจากที่จางหลินคิดเล็กน้อย แต่ท้ายที่สุดด้วยการช่วยเหลือจากหยุนเหวิน เขาก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกังวลเกี่ยวกับปรมาจารย์ซูหยานและตระกูลชิงอีกต่อไป


    ไม่ว่าอย่างไรทั้งสองคงไม่กล้าที่จะเคลื่อนไหวอีกเป็นครั้งที่สองหากหยุนเหวินยังคงอยู่ที่นี่ ตามการอนุมานเขาคิดว่าปรมาจารย์ซูหยานคงจะถอยกลับไปแต่โดยดี และตระกูลชิงทั้งหมดก็คงจำเป็นต้องอพยพไปยังเมืองชิงโจวตามคำสั่งของหยุนเหวิน 


    นี่ถือได้ว่าเป็นการตัดความสัมพันธ์ทั้งหมดกับตระกูลชิงออกไปอย่างเด็ดขาด


    และไม่มีทางที่ทั้งสองฝ่ายจะคืนดีกันได้อีกต่อไป...


    เมื่อแขกทุกคนกลับไปทั้งหมดและหลงเหลือเพียงแค่สมาชิกของคฤหาสน์เจ้าเมือง เจ้าเมืองมู่ก็รีบเข้าไปหาหยุนเหวินและโค้งคำนับถาม “ผู้อาวุโส ไม่ทราบว่าท่านเป็นคณะกรรมการที่จะทำหน้าที่คัดเลือกศิษย์เข้าสู่สำนักจักรพรรดิดาราในปีนี้หรือไม่?”


    หยุนเหวินแคะขี้หูอย่างสบายๆโดยไม่ได้รักษาภาพลักษณ์แต่อย่างใด เขาเลื่อนนิ้วออกมาและเป่าขี้หูออกจากนิ้วก้อยอย่างสบายๆ “ข้าเป็นถึงผู้อาวุโสระดับสูงของสำนักจักรพรรดิดารา จะลดตัวลงมาเพื่อคัดเลือกลูกศิษย์ภายนอกในเมืองอันห่างไกลเช่นนี้ได้อย่างไร?”


    “เอ่อ…” เจ้าเมืองมู่รู้สึกแปลกใจ เขาจึงถามเหตุผลของการมาเยือนในครั้งนี้ “แล้วท่าน…”


    หยุนเหวินยืดแขนทั้งสองราวกับกำลังบิดขี้เกียจ เขากล่าวพร้อมกับหาวเสียงดัง “ฮ่าว~ มีสายรายงานมาว่ามีใครบางคนพบเจอกับสิ่งผิดปกติภายในป่าอสูรร่ำไห้ ข้ามาที่นี่เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ผิดปกติที่เกิดขึ้นในป่าเท่านั้น ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ”


    “ป่าอสูรร่ำไห้!” ดวงตาของเจ้าเมืองมู่เคยให้เห็นถึงความตกใจเมื่อมีการกล่าวถึง ’ป่าอสูรร่ำไห้’