Dead Area: ล่าข้ามเขตอันตราย

    ตอนที่ 36 - แคลงใจ

    ตอนที่ 36 – แคลงใจ

     

                มื้อเย็นที่บ้านของณปภามีอาหารเต็มโต๊ะไปหมด พันธกรที่เดินลงมาพร้อมพสุกับปฏิคมได้กลิ่นอาหารอันหอมกรุ่น ท้องของตัวพันธกรเองก็ร้องออกมาอย่างหิวข้าว เสียงมันดังพอสมควร ทำเอาเขาอายเพื่อนทั้งสองของเขาเหมือนกัน พสุกับปฏิคมมองพันธกรแล้วก็ต่างพากันหัวเราะออกมา

                “ไอ้พัน หิวข้าวขนาดนี้เลยเหรอวะ?” ปฏิคมล้อเลียนเพื่อน “ท้องร้องดังชะมัดเลย”

                “เออสิ หิว” พันธกรยอมรับออกมาอย่างอายๆ “วันนี้จะมีอะไรกินนะ?”

                แล้วกลุ่มเด็กทหารม.ปลายทั้งหมดก็ลงมาทานข้าวที่ณปภาทำไว้ให้ด้านล่าง กมล ทวินนาและวรรณสาต่างก็ลงมาด้วย ขาดแต่อัมพรคนเดียว พันธกรที่เห็นดังนั้นก็ถอนหายใจออกมา อัมพรรู้สึกจะสำนึกผิดแล้วจึงมาพูดดีกับเขา แต่ทำไมเธอยังทำตัวห่างเหินกับคนอื่นอีกล่ะ?

                “พี่พรน่าจะลงมานะ” พันธกรเปรยขึ้นมา ทำเอากมลได้ยินแล้วก็ต้องพูดออกมาทันทีทันใด

                “ปล่อยมันไปเถอะ ถ้ามันหิวมันก็ลงมากินเองแหละ” กมลบอกน้ำเสียงไม่ดี ทำเอาพันธกรถอนหายใจอีกเฮือก ก่อนจะเริ่มลงมือกินข้าว เขาใช้ช้อนกลางตักแกงอะไรก็ไม่รู้ เขาเองก็ไม่เคยเห็นเหมือนกัน มาใส่ในจานข้าวแล้วก็กินเข้าไป รสชาติยังอร่อยเหมือนเดิม

                แล้วอัมพรก็เดินลงมาด้านล่างบ้าง กมลที่นั่งหันหน้าเข้าบันไดเห็นอัมพร เธอก็ทำสีหน้าไม่ดีใส่ ฝ่ายอัมพรเห็นดังนั้น เธอก็ตัดสินใจไม่สนใจ ก่อนจะลงมานั่งข้างๆ ปราชญาด้วย ณปภาเห็นดังนั้นก็ยินดี เลยคดข้าวสวยใส่จานให้อัมพร

                “ไม่ต้องมากนักหรอกค่ะ หนูเกรงใจ” อัมพรบอกออกมา ทำเอากมลอดทนไม่ไหว เธอแขวะอัมพรออกมาทันที

                “อย่างเธอเหรอ เกรงใจคนอื่นเป็น?” กมลเตรียมพร้อมจะรับศึกแล้ว แต่ผิดคาด ฝ่ายอัมพรนิ่งเงียบ ไม่โต้ตอบ ไม่แสดงความโกรธออกมาแต่อย่างใด ทำเอาทุกคนบนโต๊ะมองเธออย่างสงสัย

                แล้วอัมพรก็กินข้าวเข้าไป เธอใช้ช้อนกลางตักต้มข่าไก่ อาหารที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน เธอใช้ช้อนกลางตักเห็ดนางฟ้าออกมาแล้วลงมาใส่ข้าว ก่อนจะกิน พบว่ามันอร่อยมาก เธอถึงกับถามณปภาว่านี่มันคือแกงอะไร?

                “เรียกว่าต้มข่าไก่จ้ะ” ณปภาตอบออกมา อัมพรเลยชมว่ามันอร่อยมาก เล่นเอาณปภาเขินไปเลย แล้วเธอก็บอกให้กลุ่มเด็กทหารม.ปลายกินเข้าไปเยอะๆ กมลที่สงสัยมานานแล้ว เธอถามอัมพรออกไป

                “เกิดอะไรขึ้นกับแก? ทำไมแกไม่โมโหฉันล่ะ?” กมลถามอย่างสงสัยจริงๆ ฝ่ายอัมพรก็ถอนหายใจออกมา แล้วก็ไม่ตอบคำถามอะไรออกมา

                เมื่อกินมื้อเที่ยงกันจนเรียบแล้ว ทรัพย์สินก็ขออนุญาตไปเข้าห้องน้ำ วรรณสาช่วยกันกับณปภาเก็บจานไปล้างที่อ่างล้างจาน พอเธอล้างเสร็จ เธอก็ใช้ผ้าเช็ดมือจนสะอาด และขึ้นบันไดไปบนชั้นสองบ้าง เธอเข้าไปในห้องของพวกหนุ่มๆ ที่อาศัยกันอัดแน่นไปหมด พอพสุมาอยู่ด้วย

                “ใครอยากกินคุกกี้บ้าง?” วรรณสาเอ่ยขึ้นท่ามกลางพวกหนุ่มๆ ภายในห้อง “เดี๋ยวสาทำให้ เอาไหม?”

                “โห พอก่อนเถอะสา เรากินเข้าไปมากแล้ว มากเกินกว่าจะยัดอะไรลงแล้ว” ปฏิคมบอกออกมาพลางเอามือลูบท้องที่ป่องออกมานิดหน่อย วรรณสาเห็นดังนั้นก็ขำออกมา

                “ถ้าอยากกินเมื่อไหร่ก็บอก สาจะไปทำให้” วรรณสาบอกขึ้นก่อนจะเดินไปยังห้องของกมลกับทวินนา ปฏิคมมองตามวรรณสาไปด้วยพร้อมกับบอกออกมา

                “ใครได้สาเป็นแฟนคงโชคดีมากเลยสินะ” ปฏิคมจู่ๆ ก็กล่าวออกมาอย่างไม่มีความหมาย ทำเอาพันธกรต้องหันมามองอย่างสงสัย

                “เป็นแม่บ้านแม่เรือน ทำความสะอาดก็เก่ง ทำอาหารทำขนมก็เก่ง” ปฏิคมยังพูดต่อ พสุที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรก็บอกว่าจริงเหมือนกัน ใครที่ได้วรรณสาเป็นแฟนคงโชคดีมาก ปฏิคมหันไปมองทางพสุที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย ก่อนจะหลบสายตาเขาออกไป

                ไม่นานก็ถึงเวลามืดค่ำ พสุออกมาจากห้องน้ำหลังจากอาบน้ำกับพวกพันธกรไปแล้ว เขาเปลี่ยนมาใส่ชุดเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้น ก่อนจะเข้ามาในห้องของพวกหนุ่มๆ ซึ่งแออัดมากเพราะจำนวนคนเยอะจริงๆ แล้วพวกเขาก็มาทบทวนแผนโจมตีตอบโต้อีกรอบ

                “ผมตื่นเต้นจัง” พสุพูดออกมา ขณะที่ทุกคนกำลังตรวจสอบแผนโจมตีกลับอยู่ “ที่จะได้ออกไปรบพวกพวกพี่ๆ”

                “ตื่นเต้นที่ไหน? น่ากลัวจะตาย” ปราชญาบอกออกมา “น้องว่ามันน่าตื่นเต้นเหรอ?”      

                “ครับ พี่ปราช” พสุว่าออกมาแล้วก็บอก “พอรู้ว่าแผนไม่มีอะไรผิดพลาด มันก็คิดว่าน่าสนุกน่ะ ผมรู้ว่าแปลกที่คิดแบบนี้ แต่ผมรู้สึกสนุกจริงๆ ที่จะได้ปกป้องอาณาเขตของตัวเอง”

                “น้องดินกล้าหาญมากนะ” ทรัพย์สินเอ่ยชม “น้องพันบอกว่าน้องดินอาสามาออกรบด้วยงั้นเหรอ?”            

                “ครับ ผมเป็น ‘พลธนูของอาณาเขต’” พสุกล่าวออกมาอย่างภูมิใจ “ผมสามารถยิงธนูได้ แล้วก็แม่นมากด้วย ต้องขอบใจไอ้พันที่ช่วยเตียวเข็ญให้จนสามารถยิงเป็น”

                “ก็บอกแล้ว นายเก่งกว่าฉันอีก” พันธกรว่าขึ้นมา “ฉันกว่าจะยิงเข้าเป้า ใช้เวลาร่วมอาทิตย์ แต่นายใช้เวลาแค่สิบกว่านาทีเอง ก็ยิงเป็นแล้ว แบบนี้เขาเรียกฝีมือ”

                “จริงเหรอ?” ทรัพย์สินถามพสุ “โห น้องเก่งมากเลยนะ พี่เองก็ยังยิงธนูไม่เป็นเลย”

                พสุเกาศีรษะอย่างเขินอายที่ทรัพย์สินชื่นชมเขา แล้ววาสุกรีก็ถามถึงเรื่องราวก่อนหน้านี้กับพสุ ว่าเขาเติบโตมาอย่างไร? อาศัยอยู่ในอาณาเขตมานานหรือยัง? พสุก็ตอบออกไปตามคำถามที่วาสุกรีถาม

                “ผมเกิดมา พ่อผมก็ตายไปแล้ว เหลือแต่แม่” พสุว่าเสียงอ่อนลงนิดหน่อยอย่างเสียใจ แต่เขาก็กลับมาเป็นปกติโดยรวดเร็ว “พ่อผมเป็นทหาร ออกรบกับไอ้พวกเอไอนั่นจนเสียชีวิต ผมเลยอยากเป็นเหมือนพ่อไง ที่กล้าหาญออกไปรบกับพวกเอไอ ผมเองก็อยากเป็นทหารบ้าง”

                “โห น้องกล้าจริงๆ นะ” ปราชญาย้ำอีกที “พ่อของน้องที่จากไปแล้ว คงภูมิใจในตัวน้องน่ะ”

                “ขอบคุณมากครับ พี่ปราช” พสุขอบคุณเขาขึ้นมา “ผมเองเกิดมาก็อยู่ภายในอาณาเขต บนโลกที่ล่มสลายไปแล้ว ผมยังไม่เคยออกไปนอกอาณาเขตแม้แต่ครั้งเดียว คุณนนท์บอกว่ามันอันตราย และไม่ให้ชาวบ้านคนไหนออกไปเลย นอกจากพวกเขาเท่านั้น”

                “ดีแล้วล่ะ” วาสุกรีเอ่ยขึ้นมา “การออกไปนอกอาณาเขตมันอันตรายมาก ความเสี่ยงสูง น้องดินไม่ควรออกไปนอกอาณาเขตนะ อยูแต่ในนี้น่ะดีแล้ว”

                “แต่พวกพี่ๆ ก็ออกมานอกอาณาเขตนี่ครับ ผมเองก็อยากออกไปบ้าง” พสุเอ่ยขึ้นมา “เกิดมาผมยังไม่เคยเห็นเลยว่าโลกภายนอกมันเป็นยังไง? พวกพี่ๆ คงเคยเห็นมาแล้ว บอกหน่อยสิครับว่ามันเป็นยังไงบ้าง?”

                แล้ววาสุกรีก็อธิบายโลกภายนอกอาณาเขตออกไปว่ามีแต่ซากปรักหักพัง บนถนนก็มีแต่อุบัติเหตุรถยนต์เต็มไปหมด เมืองเป็นเมืองร้าง ไม่มีใครสักคนนอกจากพวกเอไอที่อยู่นอกอาณาเขตนั่น ทุกอย่างพังทลายและล่มสลาย เมื่อพสุได้ยินดังนั้น เขาก็เอามือทุบพื้นห้องอย่างโมโห

                “ไอ้พวกเอไอ มันไม่ปราณีใครจริงๆ” พสุเอ่ยออกมาอย่างโมโห แล้ววาสุกรีก็ถามว่าอาณาเขตนี้ก็ต้องส่ง ‘เครื่องสังเวย’ ด้วยใช่หรือเปล่า?

                “ครับ เราส่งกันทุกวันศุกร์ ผมกับแม่ต้องตกอยู่ในความกลัวทุกครั้งที่วันศุกร์มาเยือน ว่าจะโดนพวกเราหรือเปล่า?” พสุบอกความจริงออกมา “แต่พอมันเริ่มโจมตีเรา เราก็ไม่ส่งใครไปอีกแล้ว”

                “เออ ก็ดีเหมือนกัน ไม่สิ...” วาสุกรีพูดออกมา “มันเลยเปลี่ยนแผนมาถล่มอาณาเขตเลย เป็นเพราะพวกพี่เอง อาณาเขตแปดที่คิดต่อต้าน...”

                “พวกพี่ไม่ใช่คนผิดหรอกครับ” พสุพูดออกมาก่อนที่วาสุกรีจะพูดจบ “ก็พวกพี่บอกแล้วไม่ใช่เหรอ? ว่าพวกผู้นำอาณาเขตนั่นแหละที่คิดต่อต้าน และยังเห็นแก่ตัวบังคับให้ชาวบ้านออกไปสู้รบด้วย จนในที่สุด หน้าที่ก็ตกเป็นของพวกพี่ๆ” เขาว่ายาว “เพราะฉะนั้น พวกพี่ๆ ไม่ใช่คนผิดหรอก”

                “ขอบใจมากนะที่เข้าใจ” วาสุกรีว่ากับพสุอย่างเป็นมิตร เขาดีใจที่มีคนพอเข้าใจพวกเขาบ้าง แต่ในตอนนั้นเอง ทรัพย์สินก็พูดออกมา

                “ไม่หรอก เป็นความผิดของพี่เองแหละที่คุมลูกน้องไม่ดี” ทรัพย์สินกล่าวออกมาเสียงเศร้าพลางนึกถึงเอกราชที่ไม่ยอมฟังคำสั่งของเขา พสุเลยหันไปมองทรัพย์สินที่เพิ่งพูดออกมา

                “พี่สินเป็นหัวหน้ากลุ่มทหารหรือครับ?” พสุถามออกมาอย่างสงสัย เขาไม่เคยรู้มาก่อน ทรัพย์สินจึงพยักหน้า ยอมรับว่าเขาเป็นผู้นำทั้งหมดในจำนวนเด็กม.ปลายทั้งยี่สิบคนพอดี

                “ยี่สิบคน?” พสุว่าออกมาอย่างทึ่งๆ “แต่พวกพี่มีไม่ถึงยี่สิบคนนี่ครับ แล้วพวกเขาหายไปไหนกัน?”

                “พี่ก็อยากรู้เหมือนกันนั่นแหละ ไม่รู้พวกเขาจะเป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่รู้?” ทรัพย์สินถอนหายใจออกมาแล้วก็รู้สึกเสียใจ ที่ไม่สามารถคุมลูกน้องของตัวเองได้ “พี่ก็ได้แต่หวังว่าพวกเขาคงจะรอดชีวิตที่ไหนสักแห่ง แต่เปอร์เซ็นต์การรอดมัน...”

                ทรัพย์สินพูดไม่จบ พวกหนุ่มๆ ทั้งห้องก็พอจะเข้าใจว่าทรัพย์สินหมายถึงอะไร? ข้างนอกอาณาเขตนั่นมันนรกชัดๆ การที่จะมีชีวิตรอดนอกอาณาเขตเป็นเรื่องที่ยากมาก ปราชญานึกไปถึงโสรยา เด็กผู้หญิงที่เขาแอบชอบก่อนจะถอนหายใจออกมา ไม่รู้ว่าตอนนี้เธอจะเป็นหรือตายไปแล้ว?

                “เอาน่า เราต้องเชื่อว่าทุกคนยังไม่ตาย” ภัทรโบกมือต่อหน้าทุกคน พลางหันไปหาพสุ “แล้วนี่นายไม่กลับบ้านเหรอ? มืดค่ำแล้วนะ”

                “หึ” พสุปฏิเสธออกมา “ไม่กลับไปหรอก กลับไปก็เจอแต่แม่ที่ไม่เข้าใจ”

                ภัทรเลยถามว่าเกิดอะไรขึ้นที่บ้านของพสุหรือ? พสุก็อธิบายไปว่าแม่ของเขาโกรธพันธกรที่มาชักชวนเขาให้ร่วมในสงครามด้วย ทั้งที่จริงๆ เป็นเขาเองที่ยอมอาสาเข้ามาด้วยตัวเองแท้ๆ แต่แม่ก็ไม่เข้าใจ ภัทรได้ยินดังนั้นก็เลยบอกออกมา

                “แม่นายคงเป็นห่วงนายน่ะ เพราะนายก็บอกเองนี่ว่าพ่อนายก็เสียไปแล้วจากสงคราม” ภัทรบอก “แม่นายคงไม่อยากเสียใครไปอีกแล้ว”

                “แต่ฉันอยากเป็นทหารออกรบด้วย เข้าใจไหม?” พสุบอกความตั้งใจจริงของเขาออกมา “ฉันเองก็อยากปกป้องคนอื่นเหมือนกัน เหมือนที่พวกพี่ๆ ปกป้องพวกเราจากพวกเอไอ”

                ภัทรได้ยินดังนั้น เขาก็นึกไปถึงพี่เบิ้มกับกลุ่มเพื่อนๆ ของเขา พี่เบิ้มก็มาขอร้องภัทรเหมือนกันว่าจะอยากจะออกสมรภูมิรบด้วย แต่เขาไม่มีวันอนุญาตแน่ๆ มันอันตรายเกินไป เขาไม่ยอมปล่อยให้คนที่เขารักต้องออกไปเสี่ยงหรอก และเขาก็คิดว่าพันธกรก็คงคิดเหมือนกับเขา ที่ไม่อยากให้พสุออกไปร่วมรบด้วย

                “เฮ้อ เอาเถอะ” ชัชชัยที่ไม่ได้พูดออกมานานหาวออกมาอย่างง่วงนอน “ง่วงนอนละ หลับดีกว่า”

                “อะไรกันน้องชัย?” ปราชญามองนาฬิกาข้อมือ ก่อนจะบอก “นี่เพิ่งจะหนึ่งทุ่มเอง ง่วงซะแล้วเหรอ?”

                “ครับ ง่วง สงสัยกินข้าวเยอะไปหน่อย หน้าท้องตึง หนังตาก็เลยหย่อน” ชัชชัยพูดออกมาอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะปีนขึ้นเตียงนอนไป แล้วเขาก็หลับไปอย่างรวดเร็ว ทรัพย์สินหันมามองพสุ สมาชิกใหม่ที่เพิ่งเข้ามา แล้วก็บอก

                “เดี๋ยวน้องดินไปนอนบนเตียงซะนะ พวกพี่ๆ จะนอนข้างล่างเอง” ทรัพย์สินว่าออกมา ทำเอาพสุต้องบอกออกมาอย่างเกรงใจ

                “ไม่ได้ ผมเป็นแค่ผู้มาอยู่อาศัย แล้วก็คืนเดียวด้วย” พสุบอกออกมา “พวกพี่นั่นแหละ นอนบนเตียงซะ เตียงออกกว้างขนาดนั้น นอนได้สี่ห้าคนมั้ง? ผมจะนอนพื้นเอง”

                แต่ทรัพย์สินก็ไม่ยอม เขาอาสาจะนอนที่พื้นแข็งๆ เอง แต่ฝ่ายพสุก็ไม่ยอมเช่นกัน ทั้งสองเถียงกันไปมา จนในที่สุด ทรัพย์สินก็ต้องยอมแพ้ต่อพสุ

                “เอ้า ก็ได้ น้องบอกเองนะว่าจะนอนบนพื้น” ทรัพย์สินถามย้ำกับพสุ พสุก็พยักหน้าพลางยิ้มออกมา

                “ไอ้พัน แกก็นอนบนพื้นใช่ไหม?” พสุหันไปหาพันธกร “ดีเลย จะได้นอนคุยกันทั้งคืน”

                “โห ทั้งคืนเลยเหรอ? ไม่ไหวมั้ง?” พันธกรว่าออกมา ทำเอาพสุหัวเราะ

                “ล้อเล่น ใครจะบ้าคุยกันได้ทั้งคืน?” พสุพูดออกมา แล้วเวลาก็ผ่านไปสองชั่วโมง เวลาสามทุ่มพอดี ข้างนอกก็มืดสนิทแล้ว ทรัพย์สินเห็นทีว่าควรจะนอนเสียที พวกเขาจำเป็นต้องเก็บเรี่ยวแรงเอาไว้ เผื่อพวกเอไออาจจะบุกเข้ามาเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะฉะนั้น พวกเขาต้องเตรียมตัวให้พร้อม ทรัพย์สินจึงเข้าไปแปรงฟันในห้องน้ำ แล้วปราชญาก็เข้าไปต่อ หลังจากทุกคนแปรงฟันกันเสร็จหมดแล้วก็หาที่พักที่นอนกัน

                พสุนอนลงไปบนพื้นแข็งๆ ข้างพันธกร ปฏิคมเองก็นอนลงไปเหมือนกัน ส่วนทรัพย์สิน ปราชญากับวาสุกรีก็ปีนขึ้นเตียงนอน แล้วก็พยายามข่มตาหลับ ภัทรเดินไปปิดไฟในห้องนอนจนทั้งห้องมืดไปหมด ก่อนจะลงมานอนบนพื้นข้างๆ เตียงด้วย ภายในความมืด พสุก็แอบกระซิบกับพันธกรที่ยังไม่ได้นอน

                “คนที่ชื่อสาน่ะ” พสุคุยเบาๆ กับพันธกร แต่ปฏิคมที่นอนใกล้ๆ กลับได้ยิน “ชอบแกใช่หรือเปล่า?”

                “หา?” พันธกรที่ส่งเสียงดังออกมา พอรู้ตัวจึงเบาเสียงลง “จะบ้าเหรอ? จะเป็นไปได้ยังไง?”

                “แต่สายตาที่เธอมองนายมันร้อนแรงมากนะ” พสุเอามือประสานกันและหนุนท้ายทอยเอาไว้ “เธอต้องมีใจให้นายแน่ๆ ถึงได้มองนายแบบนั้น”

                ปฏิคมเองก็ได้ยินบทสนทนาระหว่างพสุกับพันธกรเหมือนกัน แต่เขาก็ตัดสินใจจะไม่สนใจ และรีบๆ หลับไปเสีย ขณะที่พันธกรก็ยังคงปฏิเสธอยู่ดี “เป็นไปไม่ได้ สาเห็นฉันเป็นแค่เพื่อนสนิทเท่านั้นเอง”

                “นี่ ฉันดูรู้นะว่าใครชอบใคร” พสุพูดกระซิบออกมาเบาๆ “สายตาของเธอที่มองนาย มันแสดงออกให้เห็นถึงความห่วงใยชัดๆ เธอต้องมีใจให้นายแน่ๆ เลย”

                “เปลี่ยนเรื่องคุยเถอะ” พันธกรบอกออกมา แต่พสุก็ยังไม่ยอมหยุด เขาถามต่อออกไปว่า

                “แล้วนายชอบสาหรือเปล่า?”

                พันธกรได้ยินคำถามก็ถึงกับอึ้งไป แล้วเขาก็สำรวจภายในใจตัวเอง เขาชอบวรรณสาหรือเปล่า? ใจของเขาบอกว่า ‘ไม่’ ไม่ได้ชอบ เขาเลยบอกพสุออกไป

                “ไม่ได้ชอบขนาดเป็นแฟน แต่ว่า...” พันธกรพูดออกมาอย่างยอมรับ “แต่ว่าก็ไม่อยากให้หายไปไหน”

                “แหม นายก็มีใจให้เธอเหมือนกันล่ะสิ” พสุกล่าวล้อเลียนเพื่อนของเขาออกมา ในความมืดที่มองไม่เห็นใบหน้าใครเลย พสุก็มองไม่เห็นว่าพันธกรทำสีหน้าไม่ดี

                “ฉันไม่ได้ชอบเธอ” เขาบอก “ฉันเห็นเธอเป็นแค่เพื่อนสนิทเท่านั้น”

                ปฏิคมได้ยินอย่างนั้น เขาก็รู้สึกโมโหพันธกรขึ้นมา โมโหที่เขาพูดแบบนั้นออกมา ทั้งๆ ที่วรรณสาชอบพันธกรอยู่มากแท้ๆ แต่พันธกรกลับไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกันเลย ถ้าวรรณสารู้เข้าเธอจะเสียใจขนาดไหน? เขาเลยโมโหที่พันธกรอาจจะทำให้วรรณสาต้องเสียใจ แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ แกล้งทำเป็นหลับไป

                “แหม ขอให้มันจริงเถอะ” พสุบอกออกมาอีกรอบ พันธกรก็ถอนหายใจออกมา ก่อนจะบอกว่า

                “จริงๆ ฉันเห็นเธอเป็นแค่เพื่อนสนิทเท่านั้น”

                “ไอ้พัน แกซื่อบื้อหรือเป็นอะไรวะ?” ปฏิคมในที่สุดก็ทนไม่ไหว เขาเอ่ยขึ้นท่ามกลางความมืด ในตอนนั้นเอง วาสุกรี ปราชญา และทรัพย์สินที่ยังไม่ได้หลับก็แอบฟังบทสนทนาของพวกพันธกรด้วย

                “หมายความว่าไง ไอ้คม?” พันธกรถามอย่างแปลกใจ “ฉันซื่อบื้อตรงไหน?”

                “ขนาดสาบอกขนาดนี้ แกยังไม่เห็นอีกเหรอ?” ปฏิคมพูดออกมาอย่างเหลืออด เขารู้สึกสงสารวรรณสา “สาเขาชอบแกนะเว้ย ถึงได้พยายามทำดีกับแกขนาดนั้น”

                “นี่แกก็เป็นไปกับไอ้ดินอีกคนแล้วเหรอ?” พันธกรว่าออกมา “สาไม่ได้ชอบฉันหรอก”

                ปฏิคมเองก็เหนื่อยใจแล้วที่จะพูดต่อไป เขาเลยบอกออกมา “เออ ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าแกทำให้สาเสียใจ ฉันจะไม่ยกโทษให้แกแน่”

                พันธกรได้ยินอย่างนั้นก็สงสัย เป็นเรื่องจริงหรือที่วรรณสาชอบเขา? ตัวเขาเองก็ไม่เห็นว่าจะมีวี่แววเลย แต่ความจริงนั้น วรรณสาพยายามบอกเขาอ้อมๆ หลายรอบแล้ว แต่เขาไม่รู้สึกเอง เขาซื่อบื้อเรื่องความรัก

                “นอนดีกว่า” พันธกรบอกกับพสุและปฏิคม “เออ พรุ่งนี้นายจะออกไปกี่โมง? กลับบ้านกี่โมง?”

                “ประมาณแปดโมงเช้าก็ได้ กินอาหารก่อน” พสุบอกออกมา “แต่ฉันบอกตรงๆ นะ ว่าฉันไม่อยากกลับบ้านเลย กลับไปก็เจอแต่แม่ที่ไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น”

                “ป่านนี้ แม่นายคงออกตามหานายไปทั่วแล้วล่ะว่านายหายไปไหน?” พันธกรพูดขึ้นมา “นายไม่กลัวแม่นายเป็นห่วงมั่งเหรอ?”

                “เฮอะ” พสุส่งเสียงปฏิเสธออกมา “ไม่ต้องไปสนใจแม่หรอก หลับดีกว่า พรุ่งนี้จะได้ตื่นเช้าได้”

                พสุเลยเอามือรองท้ายทอยก่อนจะพยายามข่มตาหลับไป ไม่นานเขาก็หลับไป พันธกรได้ยินเสียงพสุกรนออกมา เขาก็เลยนอนหลับลงไปบ้าง ไม่นานก็ถึงรุ่งเช้า ทรัพย์สินตื่นขึ้นมาก่อนคนแรกเวลาประมาณหกโมงเช้า เขาเดินโซเซเข้าไปในห้องน้ำก่อนจะลงมือล้างหน้าแปรงฟัน แล้วก็อาบน้ำเสียเลย พอเขาออกมาจากห้องน้ำ ปราชญาก็ตื่นขึ้นมาพอดี

                “อ้าว? พี่สิน” ปราชญาหาวออกมา “ตื่นเช้าจังเลยนะครับ”

                “น้องปราชก็ตื่นเช้าเหมือนกันนั่นแหละ” ทรัพย์สินที่เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วบอกออกมา “ไปแปรงฟันอาบน้ำสิ เดี๋ยวตัวเหม็นเอานะ”

                ปราชญาเลยถือผ้าเช็ดตัวเข้าไปในห้องน้ำด้วย แล้วสมาชิกคนอื่นๆ ก็เริ่มตื่น พันธกรตื่นขึ้นมาจากพื้นนอนแข็งๆ แล้วก็ยืดตัวบิดขี้เกียจ ปฏิคมเองก็ทำเช่นนั้นเหมือนกัน

                หลังจากพวกหนุ่มๆ อาบน้ำแปรงฟันกันเสร็จหมดแล้ว พวกเขาก็เปลี่ยนชุดและลงมาทานอาหารด้านล่าง ซึ่งณปภาเตรียมเอาไว้แล้วเหมือนเคย พันธกรเดินลงมาก็เจอะกับทวินนา วรรณสา กมลแล้วก็อัมพรที่มานั่งเตรียมรอกินข้าวอยู่แล้ว ทวินนามองไปที่พันธกรก่อนจะส่งยิ้มให้ พันธกรก็ส่งยิ้มให้เธอกลับเช่นกัน

                “ว่าไง พัน?” วรรณสาเอ่ยทักเขาขึ้นมาแค่คนเดียวเท่านั้น “เมื่อคืนหลับฝันดีไหม?”

                พันธกรนึกไปถึงคำพูดของพสุกับปฏิคม เรื่องที่ว่าวรรณสาชอบเขานั้น เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า? เขาไม่อยากจะเชื่อเลย เพราะวรรณสาไม่เคยพูดมันออกมาเลย เป็นปกติตลอด วรรณสาที่เห็นสีหน้าของพันธกรที่มองเธออย่างสงสัย เธอก็เลยถามออกมา

                “พันเป็นอะไรไปเหรอ? จ้องหน้าสาแบบนั้น?”

                “อ้อ” พันธกรยกมือเกาเส้นผมสีดำที่เริ่มยาวแล้ว “ไม่มีอะไรหรอก คุณน้าภาครับ วันนี้มีอาหารอะไรมั่งครับ?”

                แล้วทุกคนรวมถึงพสุก็จัดการกับข้าวเช้ากันจนหมด มื้อเช้านี้มีขนมปังอบ เบคอน ไข่ดาวแล้วก็ไส้กรอก ทั้งหมดรับปริมาณอาหารในจำนวนที่เท่าๆ กัน แต่ก็ยังเยอะอยู่ดี ณปภาวางขวดซอสมะเขือเทศเอาไว้ให้ทุกคน เผื่อว่าจะมีใครใช้อยากจิ้มไส้กรอกหรือไม่ก็เบคอน พออาหารมื้อเช้าผ่านไปแล้ว พสุที่อาบน้ำแล้วก็ลุกขึ้น จริงๆ เขาไม่อยากลุกเลย ไม่อยากกลับบ้าน

                “กลับไปเถอะนะ นี่ไม่ได้ไล่นะ” พันธกรบอกออกมาก่อนที่เพื่อนจะเข้าใจผิด “แต่ฉันกลัวแม่นายจะเป็นห่วงนาย นายเล่นหายไปทั้งคืนแบบนี้ แม่นายต้องเป็นห่วงแน่”

                “อืม” พสุเองก็พยักหน้าก่อนจะบอกลาณปภาและเพื่อนๆ ของพันธกร “งั้นผมไปก่อนนะครับ” เขามองดูนาฬิกาข้อมือของตัวเอง เป็นเวลาเจ็ดโมงแล้ว แล้วเขาก็วิ่งออกไปจากบ้านของณปภาไป พันธกรมองตามก่อนจะถอนหายใจออกมา

                ฝ่ายภัทร วันนี้เขาไม่อยากไปเล่นบอลกับพวกพี่เบิ้มอีกเลย เพราะกลัวพวกพี่เบิ้มจะขอร้องให้เข้าร่วมสมรภูมิรบด้วย วันนี้เขาเลยตัดสินใจจะอยู่กับบ้านทั้งวัน แต่ชัชชัยบอกว่าจะไปโรงเรียน ภัทรเลยถามว่าจะไปหาน้องสุคนธาหรือ?

                “ไอ้ภัทร” ชัชชัยยืนเท้าเอว “อย่าให้ฉันได้ยินแกพูดแบบนี้อีกนะ”

                “เออ ไม่พูดละ” ภัทรเองก็ไม่สบอารมณ์เหมือนกัน เขาเลยพูดออกมาแบบนั้น แล้วชัชชัยก็เดินออกจากบ้านของณปภาไปยังโรงเรียน พันธกรก็ถามภัทรว่าวันนี้ไม่ไปเล่นฟุตบอลกับพวกพี่เบิ้มหรือ?

                “คือ...” ภัทรเลยเล่าให้ฟังว่าพี่เบิ้มอยากจะเข้ามาร่วมรบกับพวกเขาด้วย พันธกรได้ยินอย่างนั้นเขาก็ตกใจ และบอกกับภัทรว่าอย่าอนุญาตเด็ดขาด การออกไปสงครามมันอันตรายมาก

                “ใช่ไหม?” ภัทรส่ายหน้าออกมา “แต่พวกพี่เบิ้มไม่ได้มีท่าทีกลัวเลย เหมือนกับไอ้ดิน เพื่อนแกนั่นแหละ แกเองก็ไม่อยากให้มันมาเข้าร่วมแผนรบด้วยใช่ไหม?”

                “เออ” พันธกรยอมรับ “ฉันยอมรับว่าไม่อยากให้มันออกมารบเลย แต่ก็คงห้ามไม่ได้ คงอย่างไอ้ดิน ถ้าตัดสินใจแล้ว ไม่มีวันเปลี่ยนใจแน่นอน นิสัยมันเป็นแบบนั้น”

                ภัทรเลยถอนหายใจออกมา พลางนึกว่าถ้าเจอหน้าพี่เบิ้มอีกจะพูดอย่างไรดี? พี่เบิ้มต้องขอเขาให้ช่วยเหลือในการรบแน่นอน และนั่นคือสิ่งที่ภัทรไม่อยากให้เกิดขึ้นเลย สงครามมันอันตรายมาก ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลย แล้วก็ไม่ใช่เรื่องสนุกด้วย

                “งั้นวันนี้ แกก็ไม่ไปโรงเรียนล่ะสิ?” พันธกรเอ่ยถามภัทรออกมา ฝ่ายภัทรก็พยักหน้า

                “ใช่ ฉันไม่ไป ว่าแต่ไอ้ชัยเถอะ มันไปโรงเรียนเพื่อจะไปหาน้องธาอยู่แล้ว แล้วทำไมต้องโมโหด้วย? มันอายเหรอ?” ภัทรเดาใจเพื่อนสนิทได้ถูกต้อง ชัชชัยอายจริงๆ นั่นแหละที่จะออกไปหาสุคนธา พันธกรก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย

                “สงสัยจะอายจริงๆ นั่นแหละ” เขาว่าแล้วก็รวบรวมช้อนส้อมไว้กับจานอย่างเป็นระเบียบ ก่อนที่ณปภากับวรรณสาจะช่วยกันเก็บจานไปล้าง แล้วพวกเขาก็เดินขึ้นห้องนอนไป วาสุกรีกับทรัพย์สินก็เตรียมออกไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนเหมือนเดิม

    คล้ายกับเรื่องDead Area: ล่าข้ามเขตอันตราย ที่คุณอ่าน