เกรซเดินมายืนที่โต๊ะก่อนจะถอนสายบัวพร้อมกับกล่าวว่า
“ไม่ทราบว่ามีอะไรให้รับใช้เพคะราชินีเอลิเซีย”
ราชินีเอลิเซียมองซองจดหมายบนโต๊ะก่อนจะพูดว่า
“อีกไม่กี่สัปดาห์ทางตระกูลก็จะส่งสาวใช้ส่วนตัวมาให้เด็กคนนั้นจ๊ะถึงตอนนั้นอาจต้องรบกวนเกรซไปรับเธอหน่อยนะจ๊ะ”
เกรซที่ได้ยินอย่างนั้นก็มีสีหน้าแปลกใจถามว่า
“ทางตระกูลโรเซตต้าน่ะเหรอเพคะ”
ราชินีเอลิเซียพยักหน้าเกรซยิ่งมีสีหน้าไม่เข้าใจเข้าไปใหญ่ ได้ยินราชินีเอลิเซียพูดอีกว่า
“เหมือนว่าปัญหาทางอาณาจักรลูมิเนียจะไม่น้อยทีเดียว” ระหว่างที่พูดราชินีเอลิเซียก็ทำหน้าเหมือนกับนึกถึงเรื่องอะไรบางอย่างในอดีต แล้วก็พูดออกมาว่า “พายุกำลัง”
ทั้งลาน่ากับเกรซต่างก็ทำสีหน้าตึงเครียดเมื่อได้ยินคำนั้น ราชินีเอลิเซียกลับยิ้มเล็กน้อย “ในเมื่อกระแสของโลกกำลังจะเปลี่ยนก็ปล่อยให้เออร์วินของฉันทำตามเป้าหมายของเขาเต็มที่ก็ไม่เสียหายอะไร ทั้งสองคนต้องคิดแบบนั้นใช่ไหมจ๊ะ”
ลาน่ากับเกรซพยักหน้าพร้อมกันพวกเธอต่างนึกถึงสิ่งที่เจ้าชายได้พูดในวันนั้นว่าจะสร้างเมือง ที่ไม่ว่าเกิดมาพร้อมกับพลังเวทย์แบบไหนเหลือมีฐานะอะไรทุกคนล้วนมีความฝันและความหวัง โดยเฉพาะเกรซวันแรกที่เธอได้มาอยู่ที่นี่เธอก็เหมือนกับคนอื่นๆ ทั่วไปในทวีป ที่มีความรู้สึกดูแคลนในตัวเจ้าชายเพราะพลังเวทย์ของเขาแม้ว่าภายนอกจะทำความเคารพตามมารยาทก็ตาม แต่เมื่อนานวันไปความรู้สึกและความคิดของเธอก็เปลี่ยนไป แต่เธอที่ได้รับอนุญาตให้รู้ความลับของเขาก็เริ่มรู้สึกยอมรับในตัวเขาทีละนิด จนตอนนี้มันได้เปลี่ยนเป็นความเคารพนับถือทั้งในฐานะเจ้าชายและความสามารถของเขาที่ถึงแม้จะมีพลังเวทย์อ่อนด้อยก็ตาม
หัวหน้าสาวใช้ลาน่าก็ถามขึ้นว่า
“แล้วไม่ทราบว่าองค์ราชินีจะทรงรับมือกับอัศวินศักดิ์สิทธิ์เหรียญคนนั้นยังไงเพคะ”
เกรซที่ได้ยินก็มีสีน่าสงสัยเช่นกันต้องทำเป็นว่าไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในคืนนั้นทำให้ตอนนี้พวกเธอต้องทำเป็นไม่รู้จักอีกฝ่าย ทำเป็นไม่เคยเห็นหน้าและไม่รู้ว่าเธอคนนั้นคืออัศวินศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นจะส่งคนไปจับตาดูก็ไม่ได้ทั้งเพราะมีความเป็นไปได้สูงที่เธอคนนั้นจะรู้ตัว เกรซและลาน่าต่างก็ทราบดีว่าสิ่งที่เจ้าชายของตนทำนั้นมันอันตรายขนาดไหนสำหรับองค์กรที่ให้ความสำคัญกับพลังเวทย์ ทว่าราชินีเอลิเซียกลับไม่มีสีหน้ากังวลเธอเพียงจ้องซองจดหมายบนโต๊ะ
“ไม่ต้องกังวลไปหรอกจ๊ะให้เขารับมือกับผู้หญิงคนนั้นด้วยตัวเองจะดีกว่า”
สองสาวใช้ที่ได้ยินดังนั้นต่างก็พากันมองใบหน้าของราชินีเอลิเซียเป็นตาเดียว ราชินีเอลิเซียก็พูดกับพวกเธอทั้งสองคนว่า
“ดูเหมือนว่าคุณแม่จะประเมินเด็กคนนั้นไว้สูงมากทีเดียว เพราะมีผู้คนในตระกูลคัดค้านไม่น้อยเรื่องการส่งสาวใช้ส่วนตัวให้เด็กคนนั้น แต่ท่านกลับไม่สนใจคำคัดค้านพวกนั้นแล้วใช้อำนาจของผู้นำตระกูลทำการกำหนดเด็กผู้หญิงจากตระกูลบริวารมาเป็นสาวใช้ส่วนตัวให้เด็กคนนั้นโดยไม่สนอะไรทั้งสิ้น คุณแม่นี่ล่ะก็ยังไม่เคยเห็นหน้าหลานชายคนนี้แท้ๆ”
เกรซที่ได้ยินก็พูดด้วยสีหน้าแปลกๆ
“แต่ว่าเจ้าชายท่านทรงมีสาวใช้ส่วนตัวอยู่แล้วทั้งยังไม่ได้มีแค่คนเดียวด้วย ซึ่งเจ้าชายก็ได้ให้ให้เรเวนเป็นหัวหน้าสาวใช้ส่วนตัวของท่านถ้าทางตระกูลส่งมาเกรงว่า…”
ราชินีเอลิเซียก็กล่าวตัดบทเกรซ
“ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่จ๊ะก็ให้เป็นสาวใช้ส่วนตัวของเด็กคนนั้นโดยมีหนูเรเวนเป็นหัวหน้าเช่นเดียวกับพวกลูซี่ก็ได้นี่จ๊ะ”
ลาน่ากับเกรซที่ได้ฟังต่างก็ทำหน้าแปลกๆ ควรทราบว่าผู้หญิงที่จะมาเป็นสาวใช้ส่วนตัวอย่างพวกเธอนั้น ต่างข้อได้รับการคัดเลือกไปอย่างดีจากตระกูลสาขาหรือไม่ก็ตระกูลบริวาร ไม่ว่าจะทำรูปร่างหน้าตาหรือปริมาณพลังเวทย์และพรสวรรค์ในเรื่องเวทมนต์ จากนั้นก็จะต้องเข้ารับการฝึกฝนในด้านต่างๆ ซึ่งมันอาจจะดูแปลกๆ ถ้าผู้หญิงเหล่านั้นต้องมาเป็นสาวใช้ส่วนตัวโดยมีผู้หญิไม่รู้ที่มาที่ไปมาเป็นหัวหน้าของเธออีกทีหนึ่ง ราชินีเอลิเซียกลับพูดเหมือนมันเป็นเรื่องปกติว่า
“เพราะถึงยังไม่แน่ว่าพวกเธออาจจะกลายเป็นว่าที่ลูกสะใภ้ของฉันก็ได้นี่”
ลาน่าที่ฟังอยู่ก็ถามว่า
“องค์ราชินีต้องการให้พวกเธอเป็นผู้หญิงของเจ้าชายจริงๆ หรือเพคะ”
ราชินีเอลิเซียตอบโดยไม่ต้องคิดว่า
“ไม่ดีหรือที่เออร์วินน้อยของฉันจะมีสาวๆ รายล้อมน่ะ เด็กคนนั้นมีเสน่ห์มากเลยนะพวกเธอก็เห็นไม่ใช่เหรอ”
ลาน่าพยายามพูดใช้เหตุผลให้กับคุณแม่ที่ตั้งใจสปอยลูกชายตัวเองได้ฟัง
“แต่องค์ราชินีอย่าลืมนะเพคะว่าอาจจะมีสตรีที่เข้าใกล้เจ้าชายเพื่อผลประโยชน์บางอย่างก็เป็นได้ เพราะการที่นายหญิงตระกูลใหญ่ทำการส่งสาวใช้มาให้เขา ถ้ามีคนรู้ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะใช้เขาเป็นเจ้าเครื่องมือ”
ราชินีเอลิเซียกลับยิ้มให้ลาน่า
“ถ้าเป็นแบบนั้นคงไม่ต้องกังวลหรอกนะจ๊ ลาน่าเองที่ได้เห็นเด็กคนนั้นมาตั้งแต่เล็กเอ่อ… ฉันหมายถึงตอนที่ตัวเล็กกว่านี้นะจ๊ะ ลาน่าก็คงเข้าใจไม่ใช่เหรอจ๊ะว่าเด็กคนนั้นแสบขนาดไหน ถ้าคิดจะเข้าใกล้เพื่อหลอกใช้เขาก็ควรจะเตรียมใจที่จะโดนเขาหลอกใช้คืนจะดีกว่า”
ลาน่าที่ได้ฟังก็ก้มหน้าเข้าใจก่อนกรอกตาไปทางเกรซแล้วถามอีกว่า
“แล้วไม่ทราบว่าองค์ราชินีคิดเห็นยังไงกับเรื่องของเรเวนเพคะ”
หลังจากที่ลาน่าถามเกรซก็เอาแต่ยืนนิ่งไม่พูดอะไร ราชินีเอลิเซียยกถ้วยชาขึ้นมาดื่มแล้ววางถ้วยชาลงบนจานรอง แล้วหันไปพูดกับเกรซด้วยรอยยิ้มว่า
“ต้นสายปลายเหตุเรื่องของเรเวนในหลายวันมานี้ เป็นฝีมือเธอสินะทำได้ดีมากจ๊ะ”
ในแววตาของเกรซเผยความรู้สึกแปลกใจแต่เธอกลับไม่พูดอะไรออกมา เพียงแค่ประสานมือบนหน้าท้องแล้วค้อมกายรับคำชม ลาน่าก็ไม่นึกว่าราชินีจะกล่าวชมเกรซ แต่ก่อนที่เธอจะได้พูดอะไรราชินีเอลิเซียก็กล่าวว่า
“ฉันรู้ดีจ๊ะว่าลาน่ากังวลเรื่องที่หนูเรเวนจะเข้าหาเด็กคนนั้นก็เพื่อหวังจะยืนมือตระกูลโรเซตต้าในการแก้แค้นส่วนตัว แต่เรื่องนั้นไม่ต้องกังวลไปหรอกเพราะทันทีที่เธอจะตัดสินใจจะยอมเป็นผู้หญิงของเด็กคนนั้น แม้ว่าจะเป็นไปเพื่อการล้างแค้นก็ตาม การที่เธอจะหลงเสน่ห์ในตัวเด็กคนนั้นก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้นแหละจ๊ะ และเมื่อเธอหลงใหลในเสน่ห์ของเออร์วินแล้วล่ะก็ด้วยเวทย์ประจำตระกูลของเธอ เธอจะไม่ใช่แค่ผู้หญิงของเขาแต่ยังเป็นดาบและโล่ในเงามืดของเขาอีกด้วย ลาน่าไม่คิดว่าเป็นเรื่องดีเหรอจ๊ะ”
ลาน่าที่ได้ฟังดังนั้นก็ยืนขึ้นแม้ถึงจะรู้ว่าราชินีเอลิเซียรักและเอ็นดูลูกชายของเธอมากขนาดไหน แต่เธอก็ไม่นึกเลยว่าเธอจะประเมินเสน่ห์ของลูกชายเธอสูงมากขนาดนี้ ซึ่งถ้าเป็นเรื่องปกติเธอก็จะยิ้มอย่างช่วยไม่ได้แล้วปล่อยผ่านไปแต่นี้เป็นเรื่องสำคัญ เธอจึงถามว่า
“องค์ราชินีทรงคิดว่าเรเวนจะต้องหลงรักเจ้าชายเหรอเพคะ”
ราชินีเอลิเซียชูนิ้วชี้ส่ายไปมาพร้อมกับส่ายหน้าไปมาไปด้วย
“ไม่ใช่แค่คิดหรอกนะแต่เป็นมั่นใจเลยต่างหากจ๊ะ ไม่ใช่แค่หนูเรเวนเท่านั้นนะจ๊ะแม้แต่สามพี่น้องหนูลูซี่เองฉันก็ไม่คิดว่าจะรอดไปจากเสน่ห์ของเด็กคนนั้นได้หรอกจ๊ะ” แล้วสายตาของเธอก็เริ่มเปลี่ยนจากความสดใสแบบทุกทีเป็นเฉียบคมแบบที่ไม่เคยเผยให้ลูกๆ ของเธอเคยเห็นมาก่อน “แต่ถ้าพวกเธอไม่หลงเสน่ห์ขึ้นมาล่ะก็ฉันก็จะทำให้พวกเธอต้องตกเป็นของเด็กคนนั้นอยู่ดี ในเมื่อโลกใบนี้มันโหดร้ายกับเออร์วินของฉันมากเกินไปฉันก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อรับประกันว่าจะไม่มีใครในโลกหรือรังแกเขาได้ และคุณสมบัติของเผ่ามารที่เด็กเหล่านั้นมีก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง”
เกรซมองราชินีเอลิเซียพร้อมกับความรู้สึกขนลุกไปทั้งร่าง พร้อมกับความรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ในขณะที่ลาน่ามองราชินีเอลิเซียแล้วก็ยิ้มออกมาก่อนจะพูดว่า
“แต่หม่อมฉันว่าฝ่ายที่จะโดนรังแกไม่น่าจะใช่เจ้าชายนะเพคะ พอเท่าที่หม่อมฉันรู้จักเจ้าชายคิดว่าน่าจะเป็นตัวเจ้าชายเองมากกว่าที่เป็นฝ่ายรังแกคนอื่น”
ราชินีเอลิเซียกลับมาทำหน้าตาสดใสอีกครั้งหันไปยิ้มให้ลาน่า
“นั่นสินะจ๊ะเพราะเออร์วินของฉันนั้นแสบใช้ได้เลยนี่เนาะ” ก่อนที่แววตาของเธอจะห่างไปทางปราสาทแต่คล้ายกับว่าเธอกำลังมองไปยังเมืองไพร์ล็อก แล้วก็พูดด้วยท่าทางเหมือนมีเรื่องสนุกว่า
“และดีไม่ดีเออร์วินของฉันอาจจะทำให้หัวใจสาวน้อยของอัศวินศักดิ์สิทธิ์หญิงหลงรักเขาหลงรักเขาจนถอนตัวไม่ผิดเป็นได้นะ”
ทันใดนั้นบรรยากาศอึดอัดพลันจางหาย เกรซที่คล้ายกับได้รับการปลดปล่อยก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก กลับเป็นลาน่าที่ยิ้มแล้วก็ส่ายหน้าเล็กน้อยเพราะเธอไม่รู้จะพูดอะไรเกี่ยวกับความมั่นใจในเสน่ห์ของลูกชายที่เธอคนนี้มั่นใจดี แต่เหมือนเธอจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ถึงถามออกไปว่า
“แล้วไม่ทราบว่าองค์ราชินีจะจัดการยังไงเพคะหากคู่หมั้นของเจ้าชายไม่ส่งอันนี้อย่าให้เขามีอายุภรรยา”
ราชินีเอลิเซียกลับทำตาเป็นประกายก่อนจะตอบว่า
“ก็เพราะแบบนั้นมันถึงได้เป็นเรื่องน่าสนุกน่ะสิ”
ทั้งเกรซและลาน่าต่างหันมามองเธอเป็นตาเดียว
“พวกเธอไม่คิดกันเหรอว่าถ้าภรรยาหลวงกับอนุภรรยาเกิดทะเลาะกันขึ้นมา ใครจะเป็นคนเคราะห์ร้ายมากที่สุด”
ลาน่าตอบทันทีว่า
“ก็ต้องเป็นฝ่ายชาย…” แต่เธอคำตอบได้เพียงเท่านี้เมื่อพบเห็นแววตาที่เป็นประกายขององค์ราชินีก็เดาอะไรบางอย่างได้ เธอกลืนน้ำลายลงคอความคิดไร้สาระบางอย่างปรากฏขึ้นในหัวเธอ และไม่ใช่แค่เธอเท่านั้นที่คิดแบบนั้นแม้แต่เกรซเองก็คิดแบบเดียวกัน
ทั้งสองคนต่างได้ยินราชินีเอลิเซียถามว่า
“ทั้งสองคนคิดเหมือนกันใช่ไหมจ๊ะ ว่าตอนที่ลิลิธกับเรเชลทะเลาะกันเพื่อแย่งเออร์วินมันช่างเป็นอะไรที่สนุกมากเลย ทุกครั้งที่ฉันได้เห็นนะฉันรู้ตัวโก่งเลยว่าใครกันที่จะได้เออร์วินน้อยไป และพวกเธอลองคิดกันสิจ๊ะว่าถ้าเออร์วินโตขึ้นแล้วแต่งงาน ซึ่งแน่นอนว่านอกจากภรรยาหลวงแล้วเขาจะต้องมีอนุภรรยามากมาย เมื่อพวกเธอทะเลาะกันเด็กคนนั้นจะเป็นยังไง”
ราชินีเอลิเซียพูดด้วยแววตาที่กำลังสนุกกับภาพที่เธอวาดฝันไว้ในหัว ซึ่งลาน่ากับเกรซแต่คิดเป็นอย่างเดียวกันว่า ‘คนที่รังแกเจ้าชายได้ไม่ต้องไปหาไหนไกลหรอกในเมื่อเธออยู่ตรงหน้านี้แล้ว ยังเป็นคนที่เจ้าชายไม่กล้าทำอะไรอีกต่างหาก’ สองสาวใช้ถอนหายใจพร้อมกับภาวนาเจ้าชายที่ตอนนี้ยังมีอายุแค่ 10 ขวบ อยู่รอดปลอดภัยในคืนวันแต่งงานที่ยังมาไม่ถึงในเร็ววัน
คฤหาสน์ของมาร์ควิสเฟลิกซ์
ภายในห้องนอนของฟินน์ที่ตอนนี้มีชายหญิงคู่หนึ่งเปลือยกายร่อนจ่อนควบกันอยู่บนเตียงชุดสาวใช้ถูกถอดกองไว้ที่พื้น พักนี้เจ้าของห้องไม่ได้ย่างเท้าออกไปนอกคฤหาสน์แต่แม้แต่ก้าวเดียวมาหลายวันแล้ว ตั้งแต่ก่อเรื่องที่ตลาดในวันนั้นเขาก็ถูกพ่อของตนสั่งห้ามไม่ให้ออกจากห้อง
แม้ว่าในหลายวันนี้ตัวฟินน์เองจะยังรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้เผ่ามารหูสัตว์ย่ำยี แต่เขาก็ไม่กล้าขัดคำสั่งพ่อที่น้อยเขาจะเข้มงวดกับเขาแบบนี้ ซึ่งแต่ละวันผ่านไปของเขานั้นนอกจากกินกับนอนแล้วก็คือการเสพสมกับเหล่าสาวใช้ ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาทำหน้าที่บำเรอกามให้เขาตามคำสั่งของมาร์ควิสเฟลิกซ์ผู้เป็นนาย ซึ่งเป็นเรื่องปกติของสาวใช้ทุกคนในคฤหาสน์แห่งนี้ ที่นอกจากทำหน้าที่เหมือนสาวใช้ทั่วไปแล้วยังต้องทำหน้าที่เป็นนางบำเรอเมื่อยามที่ผู้เป็นนายต้องการอีกด้วย
ขณะนี้ฟินน์ชายร่างอ้วนผมทรงกะลาครอบสีทองกำลังนอนแผ่หลาอยู่บนเตียง ซึ่งสตรีนางอยู่ขึ้นคร่อมอยู่บนตัวเขา โดยที่ดอกไม้ของเธอกลืนกินแก่นกายของฟินน์ สตรีนางนั้นโยกตัวขึ้นลงพร้อมกับร้องออกมาด้วยความเสียวซ่าน
“ท่านฟินน์ดิฉันรู้สึกดีจังเลยค่ะ”
เสียงเพลียะดังขึ้นเพราะฟินน์นั้นก็ตบไปที่บั้นท้ายของสตรีนางนั้นจนก้นของเธอจ้ำเป็นรอยแดง
ความเจ็บจากการถูกตบที่ก้นมันคล้ายเป็นการกระตุ้นอารมณ์ของเธอให้พุ่งพล่านยิ่งขึ้น เพราะเธอเร่งจังหวะโยกตัวขึ้นพร้อมกับร้องซี้ดซ้าดออกมา เธอมองมาที่เขาด้วยแววตาที่หยาดเยิ้ม เสียงเพลียะดังขึ้นอีกครั้งเพราะฟินน์ตบฝ่ามือที่ก้นของเธออีกหน่อย ซึ่งเธอก็ร้องซี๊ดออกมาพร้อมกับเร่งการควบจังหวะให้เร็วยิ่งขึ้น
ฟินน์เริ่มแสดงสีหน้าเคลิบเคลิ้มมือข้างทั้งสองข้างของเขายื่นออกไปบีบปทุมถัน จนมันบิดเบี้ยวเปลี่ยนรูปทรง แล้วเขาก็เปลี่ยนเป็นบีบที่ปลายถันจนมีน้ำนมไหลออกมา
สตรีที่กำลังควบเขาอยู่นั้นก็ร้องออกมาพร้อมกับเร่งจังหวะจนในที่สุด ฟินน์ก็ทนไม่ไหวหลั่งธารแห่งความสุขข้างในดอกไม้ของเธอพร้อมกับเธอที่ถึงจุดสุดยอด เธอทำหน้าเคลิบเคลิ้มหายใจถี่รัวแล้วแช่แก่นกายของฟินน์ไว้อย่างนั้น ดอกไม้ของเธอหดเกร็งพร้อมกับขมิบไม่หยุดคล้ายกับต้องการกลืนกินธารแห่งความสุขที่ฟินน์ปล่อยออกมาทั้งหมด แต่แน่นอนว่าดอกไม้ของเธอย่อมไม่สามารถกลืนกินได้หมด เมื่อเธอถอนดอกไม้จากแก่นกายของเขาที่ตอนนี้อ่อนยวบ น้ำสีขาวขุ่นจำนวนมากก็ไหลออกจากดอกไม้ของเธอ
สตรีนางนั้นรีบเปลี่ยนเป็นคุกเข่าลงแล้วใช้ปากและลิ้นของเธอทำการเป่าขลุ่ยให้กับฟินน์ที่นอนอยู่ ลิ้นของเธอลากวนเวียนแก่นกายที่ชุ่มไปด้วยน้ำสีขาวขุ่น ราวกับต้องการเก็บทุกรายละเอียด ขณะที่เธอกำลังเป่าขลุ่ยอยู่นั้นประตูห้องก็เปิดออกเป็นฟาราห์พี่สาวบุญธรรมของฟินน์ที่เดินเข้ามา