ความร้อนรุ่มที่ริมฝีปากยังคงแผดเผาราวกับมีถ่านร้อนนาบไว้หลังจากเหตุการณ์ที่บาร์แห่งนั้น ธนาพยายามพยุงร่างของกริชที่ยังคงไม่ได้สติออกจากสถานบันเทิงที่กลายเป็สมรภูมิระหว่างิญญาอย่างทุลักทุเล คำเตือนของนวลที่ว่า ‘ตราประทับ’ ได้ถูกตีตราลงบนดวงจิตของเขานั้นดังก้องอยู่ในหัวทุกย่างก้าว มันไม่ใช่เพียงแค่รอยจูบ แต่มันคือกระแสพลังงานบางอย่างที่ไหลเวียนอยู่ใต้ิัของเขา ปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบที่เขาพยายามกดทับไว้ให้ตื่นขึ้นมาอย่างน่าหวาดหวั่น
ในกระเป๋าเสื้อของเขา "หยกขาว" เครื่องรางชิ้นสำคัญบัดนี้กลับหนักอึ้งและเย็นเฉียบจนผิดปกติ ธนาหยิบมันออกมาดูด้วยสายตาที่สั่นไหว เขาจำภาพที่เรยาใช้ปลายนิ้วที่เล็บยาวแหลมกรีดลงบนแผ่นหยกนั้นเบาๆ ได้ติดตา รอยข่วนลึกที่ฝากไว้พร้อมกับแรงอาถรรพ์ที่เธอส่งเข้าครอบงำจนแสงสีทองอันศักดิ์สิทธิ์ดับวูบลงราวกับถูกมนต์ดำสะกด มันกลายเป็เพียงหินสีขาวที่มีรอยแผลอัปลักษณ์ ไม่เหลือเค้าลางของพลังคุ้มครองใดๆ อีกต่อไป เขาจึงวางมันลงบนโต๊ะข้างเตียงอย่างท้อแท้เมื่อกลับถึงห้องพักในคืนนั้น
ทว่าเมื่อความสับสนวุ่นวายทำให้เขาตัดสินใจออกเดินทางไปยังจังหวัดทางภาคเหนือเพื่อหลบหนีจากเหตุการณ์เลวร้าย ธนาที่ยังคงมีความผูกพันกับเครื่องรางชิ้นแรกนี้จึงหยิบมันใส่ลงในกระเป๋าเดินทางติดตัวไปด้วย และเมื่อมาถึงที่พักซึ่งเป็โฮมสเตย์ไม้สักเก่าแก่ที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวริมน้ำ เขาก็หยิบหยกขาวที่มีรอยแผลนั้นออกมาวางไว้บนโต๊ะข้างเตียงไม้สักทองด้วยความเคยชิน หวังลึกๆ ว่ากลิ่นอายความศักดิ์สิทธิ์ที่อาจหลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิดจะช่วยให้เขาข่มตาหลับได้ในสถานที่แปลกถิ่นแห่งนี้
แสงจันทร์นวลอาบไล้ไปทั่วห้องพักที่สลัวรางด้วยแสงเทียน ธนาเอนกายลงบนเตียงกว้างด้วยความเหนื่อยอ่อน กลิ่นหอมของดอกแก้วและธูปจางๆ โชยมาตามลมพัดผ่านหน้าต่างที่เปิดกว้าง เขาหลับตาลงพยายามข่มจิตให้หลับใหล แต่แล้วความรู้สึกเย็นเยือกที่คุ้นเคยก็คืบคลานเข้ามาในมโนสำนึก... มันไม่ใช่ความเย็นจากอากาศ แต่มันคือความเย็นจัดที่ััลงบนปลายเท้าของเขา
เขาลืมตาขึ้นฉับพลัน ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อเห็นเงาร่างหนึ่งยืนอยู่ที่ปลายเตียง ท่ามกลางความสลัว ร่างนั้นงดงามจนแทบลืมหายใจ เธออยู่ในชุดไทยจักรพรรดิสีทองอร่าม สไบแพรจีบพาดไหล่นวลเนียนปักด้วยดิ้นทองระยิบระยับรับกับแสงจันทร์ ผ้านุ่งไหมสีแดงชาดส่งประกายเงางาม เครื่องทองที่ประดับอยู่บนเศียรและต้นแขนสะท้อนแสงแวววาว แต่สิ่งที่ทำให้ธนาเย็นไปถึงสันหลังคือใบหน้าที่ขาวซีดผุดผ่องนั้นงดงามราวกับนางในวรรณคดี ทว่าดวงตาของเธอกลับแดงก่ำด้วยความโศกเศร้าและตัณหาที่ทับถมมานานนับร้อยปี
“เ้าบ่าวของข้า...” เสียงของเธอเย็นเยียบแต่แฝงไปด้วยอำนาจสั่งการที่สั่นะเืไปถึงกระดูก
ธนาพยายามจะลุกขึ้นหนี แต่ร่างกายกลับถูกพันธนาการด้วยพลังงานที่มองไม่เห็น ร่างของิญญาสาวค่อยๆ คลานขึ้นมาบนเตียง เสียงเครื่องประดับทองที่กระทบกัน *กรุ๊งกริ๊ง* ดังชัดเจนในความเงียบสงัด ทุกจังหวะการเคลื่อนไหวของเธอเต็มไปด้วยจริตที่เย้ายวนและน่าสะพรึงกลัวในเวลาเดียวกัน เธอโน้มกายเข้ามาจนธนาเผลอปัดมือไปโดนโต๊ะข้างเตียง ทำให้หยกขาวที่มีรอยกรีดอาถรรพ์ซึ่งเขาเพิ่งวางไว้เมื่อตอนมาถึงนั้นร่วงหล่นลงไปกองอยู่ที่พื้นข้างเตียง
เธอย่อตัวลงขึ้นคร่อมทับบนร่างของเขา น้ำหนักของเธอนั้นเบาหวิวแต่กลับให้ััที่เย็นเยือกดุจน้ำแข็งขั้วโลก มือเรียวที่เรียวเล็บเคลือบด้วยสีแดงสดเชยคางของธนาขึ้นมาสบตา กลิ่นหอมของดอกราตรีและกลิ่นคาวจางๆ ของสิ่งที่ตายไปแล้วอบอวลไปทั่ว
“รอมานานเหลือเกิน... สัญญาที่ท่านให้ไว้ก่อนสิ้นลมหายใจในชาตินั้น วันนี้ข้ามาทวงคืน” เธอกระซิบชิดริมฝีปากของเขา ลมหายใจที่ปราศจากไออุ่นปะทะกับใบหน้าของธนา
“ผม... ผมไม่ใช่คนที่คุณรอ” ธนาละล่ำละลักพยายามเบือนหน้าหนี แต่ตราประทับที่ริมฝีปากกลับเริ่มทำงาน มันส่งกระแสความร้อนวูบวาบไปทั่วท้องน้อย ตอบรับกับการััของิญญาสาวอย่างน่าอัปยศ
“ร่างกายของเ้าไม่โกหก... มันเรียกร้องข้าเหมือนที่ข้าเรียกร้องเ้า” เธอยิ้มละไม เป็รอยยิ้มที่ชวนให้ลุ่มหลงจนจิติญญาแทบหลุดลอย
มือเย็นเฉียบของเธอเริ่มซุกซนไปตามแผงอกของเขา เธอค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของธนาออกทีละเม็ดด้วยความใจเย็น ทุกครั้งที่ปลายนิ้วััผิวเนื้อ ธนาจะสะดุ้งสุดตัวด้วยความรู้สึกที่ก้ำกึ่งระหว่างความหนาวเหน็บและความเสียวซ่านที่รุนแรงจนน่ากลัว เมื่ออกแกร่งปรากฏแก่สายตา เธอจึงก้มลงซุกไซ้ซอกคอของเขา สูดดมกลิ่นอายพลังชีวิตอย่างกระหายหิว
“อืม... พลังของเ้าช่างบริสุทธิ์ยิ่งนัก” เธอครางต่ำในลำคอ ขณะที่มืออีกข้างเอื้อมลงไปลูบไล้ผ่านเนื้อผ้ากางเกงของเขา เน้นย้ำไปยังกึ่งกลางลำตัวที่เริ่มขยายตัวตอบรับการกระตุ้นจากสิ่งลี้ลับ
ธนาครางออกมาอย่างเสียไม่ได้ ความกลัวถูกแทนที่ด้วยความรัญจวนที่ถูกปลุกปั่นด้วยอำนาจิญญาและ 'ตราประทับ' ของเรยาที่ยังหลงเหลืออยู่ ร่างกายของเขาแอ่นรับััจากมือที่เย็นเยือกแต่กลับปลุกเร้าอารมณ์ได้อย่างเหลือเชื่อ ิญญาสาวขยับกายอย่างนุ่มนวล ผ้านุ่งไหมสีแดงของเธอเสียดสีกับหน้าขาของเขา สร้างััที่แปลกประหลาดราวกับถูกห่อหุ้มด้วยแพรไหมที่แช่ในน้ำแข็ง
เธอเอื้อมมือไปด้านหลัง ปลดชายสไบที่ยาวเฟื้อยออกช้าๆ เผยให้เห็นทรวงอกอิ่มที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าแถบสีนวลที่รัดรึงไว้เพียงหลวมๆ ผิวของเธอนวลเนียนประดุจงาช้างและดูเย็นตาภายใต้แสงจันทร์ เธอจับมือของธนาให้ไปัักับความนุ่มนวลที่เย็นจัดนั้น
“ััข้าสิ... เ้าบ่าวของข้า ให้ความร้อนจากกายเ้าหลอมละลายความหนาวเหน็บที่ข้าแบกรับมานับศตวรรษ”
ธนาเคลิบเคลิ้มไปกับมนต์สะกด มือของเขาเริ่มบีบเค้นทรวงอกคู่นั้นตามจังหวะอารมณ์ที่พุ่งพล่าน ความนุ่มหยุ่นที่เย็นจัดทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังัักับประติมากรรมที่มีชีวิต เธอโน้มตัวลงมาจูบเขาอีกครั้ง ครั้งนี้มันรุนแรงและเรียกร้อง ลิ้นของเธอเย็นเฉียบแต่กวาดชิมความหวานในโพรงปากของเขาอย่างช่ำชอง พลังชีวิตของเขาถูกสูบออกไปพร้อมๆ กับอารมณ์กามารมณ์ที่ทวีความเข้มข้น
ิญญาสาวเริ่มถอดถอนอาภรณ์ส่วนล่างของเขาออกอย่างช้าๆ จนกระทั่งร่างกายของทั้งสองปราศจากสิ่งกีดขวาง ความต่างระหว่างอุณหภูมิร่างกายของคนเป็และคนตายสร้างความซ่านสยิวอย่างที่สุด เธอจับแก่นกายที่ขยายตัวจนสุดของเขาด้วยมือที่สั่นเทาด้วยความโหยหา
“ถึงเวลาแล้ว... สัญญารักของเราจะสมบูรณ์ในค่ำคืนนี้”
เธอยกสะโพกขึ้นช้าๆ จัดตำแหน่งให้ความลึกลับของเธอกับความแข็งแกร่งของเขาจ่อประชิดกัน ธนามองเห็นหยาดน้ำใสที่เอ่อล้นออกมาจากดวงตาของเธอ แต่มันไม่ใช่เพียงน้ำตาแห่งความเศร้า มันคือน้ำตาแห่งความใคร่ที่รอการปลดปล่อย
ในจังหวะที่เธอกำลังจะกดสะโพกลงมาเพื่อหลอมรวมดวงิญญาและร่างกายเข้าด้วยกันนั้นเอง... เสียงสวดมนต์จางๆ ที่ไม่รู้ที่มาก็ดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท พร้อมกับแสงสีทองที่พยายามเจิดจ้าขึ้นมาจากหยกขาวทีอยู่ข้างเตียง แม้มันจะถูกเล็บของเรยากรีดจนหมองและถูกมนต์ดำสะกดไว้ แต่มันกลับสั่นะเืตอบรับวิกฤตของเ้านายอย่างสุดกำลัง
ิญญาสาวชะงักกึก ใบหน้าที่เคยงดงามเริ่มแปรเปลี่ยนเป็ความเกรี้ยวกราด “ใครขวางข้า!”
เธอไม่ยอมแพ้ เธอกดปลายส่วนอ่อนไหวลงมาัักับส่วนหัวของเขาจนเกิดกระแสไฟฟ้าสถิตที่รุนแรงจนธนาต้องเบิกตากว้าง ความรู้สึกเหมือนกำลังจะถูกดูดเข้าไปในหลุมดำที่แสนหวานและเย็นเยือกนั้นค้างคาอยู่เพียงปลายนิ้ว...
**[โปรดติดตามตอนต่อไป...]**