แพรวาได้แต่ฟังเฉย ๆเพราะหล่อนไม่รู้ว่าจะแสดงความเห็นอะไรนอกจากรับฟังเื่ของอาจารย์สาวจบใหม่น่ะหล่อนได้ยินมาตั้งนานแล้วและมักเห็นจีรวดีทำท่าเหมือนสนิทสนมกับอธิปแต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรมากกว่านั้นอาจารย์สาวคนนั้นอาจชอบอาจารย์หนุ่มใหญ่รูปหล่ออย่างอธิปก็เป็ได้ทั้งหมดเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางที่มีการทำสัญลักษณ์ของอุทยานไว้แล้วต่างคนต่างเดินสบาย ๆ ชมนกชมไม้ตอนเช้าที่ได้ยินเสียงนกร้องและแสงแดดอ่อนแพรวาเดินหลังสุดเพราะหล่อนมักจะหยุดเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อชมดอกไม้สวย ๆที่กำลังบานรับแสงแดด กระทั่งมาถึงจุดหนึ่งเป็ทางโค้งที่เริ่มมีต้นไม้หนาหญิงสาวเหลือบไปเห็นดอกไม้สีสวยสะดุดตากำลังออกดอกเป็ช่อสวยจึงแวะเข้าไปสักครู่โดยที่เพื่อนคนอื่นๆ และอาจารย์เดินนำหน้ากันไปจนหมดแพรวาคิดว่าเดี๋ยวคงเดินตามไปทันเพราะมีเส้นทางเดินเห็นชัดเจนอยู่แล้วหล่อนจึงไม่ลังเลที่จะแวะเข้าไปชมดอกไม้เสียก่อนสักครู่พอจะออกเดินก็สะดุดอะไรบางอย่างและเมื่อก้มลงดุก็เห็นว่าเชือกรองเท้าหลุดลุ่ยออกมาหญิงสาวรีบก้มลงผูกเชือกซึ่งก็ใช้เวลาอีกเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นและออกวิ่งตามเส้นทางที่เพื่อนและอาจารย์เดินนำหน้าไปก่อนแต่เมื่อวิ่งมาได้สักพักกลับไม่เห็นเงาของใครเลยแถมยังมาเจอกับเส้นทางที่แยกออกเป็สองเส้นทางเดินเล็กๆ ที่ไม่มีป้ายบอกเหมือนอย่างตอนที่เดินเข้ามา แพรวายืนนิ่งและเกาหัวแกรก
“อ้าว...ไปไหนกันหมดละ...แล้วนี่จะไปทางไหนดีนี่เรา”
หล่อนก้มลงมองทางเดินที่แยกออกและตัดสินใจไม่ถูกแต่ก็คิดว่าเดินไปทางไหนก็คงวกกลับไปที่บ้านพักของอุทยานอยู่ดี
“ไปทางนี้ละกันเดี๋ยวก็คงได้เจอกับเพื่อน ๆ ล่ะ”
หล่อนตัดสินใจเดินลัดไปอีกทางเพราะคิดว่ามันเป็ทางเดินในอุทยานคงติดต่อถึงกันหมดล่ะน่าแต่เมื่อเดินไปเรื่อย ๆกลับรู้สึกว่าเส้นทางนั้นยาวออกไปแถมยังลึกเข้าไปในป่าเพราะต้นไม้เริ่มรกและหญ้าขึ้นหนาจนทางเดินนั้นแคบเล็กลงเรื่อยๆ กระทั่งมาหยุดที่จุดหนึ่งแพรวาก็พักเดินเพราะเริ่มเหนื่อยหน้าหล่อนเริ่มเสียเพราะรู้สึกเหมือนกำลังหลงป่าย่างไรไม่รู้
“ตายละ...อะไรกันนี่เดินตั้งนานยังไม่กลับเข้าที่พักเลย ทำไงดี แล้วนี่เราจะเดินไปทางไหนเนี่ย”
หล่อนหันว้ายหันขวาและรู้สึกว่าแดดแรงขึ้นเรื่อยๆ นั่นแสดงว่าเวลากำลังเดินไปและรู้สึกว่าั้แ่เดินมามันก็น่าจะนานหลายชั่วโมง
“ฮ้า!นี่มันจะ...เที่ยงแล้วเรอะ!”
บทที่ 3
แพรวาทำหน้าใเพราะหล่อนไม่นึกว่าเดินเล่นชมนกชมไม้จะทำให้หล่อนหลงทางเข้ามาในป่าได้ขนาดนี้นี่มันวันอะไรกัน หลงทางแถมยังไม่ได้หยิบโทรศัพท์มือถือติดตัวมาและถึงจะนำมากก็ไม่รู้ว่ามีสัญญาณหรือเปล่า
“นี่เราหลงทางเหรอเนี่ย...ดา...ดา...ดาอยู่แถวนี้ไหม”
หล่อนะโถามและใจเริ่มสั่นเพราะมองไปทางไหนก็ไม่เห็นเงาคนมีแต่หญ้ารกและต้นไม้เต็มไปหมด
“อาจารย์...อาจารย์อธิป...อาจารย์ขา...”
คราวนี้หล่อนะโออกไปเสียงดังหวังว่าอาจจะมีใครสังเกตเห็นว่าหลอนหายไปและอาจมีใครเข้ามาตามหาหล่อนก็เป็ได้แพรวาเริ่มกลัวและอยากจะร้องไห้ก็ไม่รู้ว่าจะโทษใครในเมื่อเป็ความผิดของหล่อนเองที่ไม่ยอมจับกลุ่มกับเพื่อน ๆเดินตามอาจารย์ และตอนนี้ก็ชักจะเริ่มหิวสายตาของหญิงสาวเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างไหว ๆ ปลายไม้
“หือ?...ลูกไม้นี่นา กินได้หรือเปล่าน่ะ น่าจะกินได้นะ สีไม่จัดจ้านโอย...หลงป่าแล้วเราชักหิวแล้วด้วย พ่อจ๋าแม่จ๋า เ้าป่าเ้าเขาให้ใครก็ได้เข้ามาช่วยหนูที”
หล่อนยกมือประนมท่วมหัวก่อนจะรีบเดินจ้ำเข้าไปใกล้ต้นที่มีลูกไม้กลมๆ สีเขียวอ่อนห้อยย้อยลงมาความสูงของมันแค่เอื้อมถึงแต่ไม่ทันที่หล่อนจะเอื้อมมือขึ้นไปก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้น
“แพรวา...อย่าพึ่งเก็บมัน!”
เสียงห้าว ๆทำให้หญิงสาวรีบหันกลับไปดังขวับแล้วต้องตาโตเมื่อเห็นว่าคนที่ยืนห่างไปไม่ไกลคือคนที่หล่อนอยากพบมากที่สุดในโลก
“อาจารย์อธิป!”
หล่อนอุทานออกมาก่อนจะลืมตัววิ่งแบบพุ่งหลาวเข้าไปหาร่างสูงของอาจารย์หนุ่มใหญ่ที่ก็ลืมตัวเผลออ้าแขนรับตอนแพรวาวิ่งเข้าไปสวมกอดด้วยความดีใจเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ยังไงยังงั้น
“อาจารย์...ฮือ...หนูดีใจที่สุดเลยอาจารย์”
หล่อนกอดเขาไว้แน่นและไม่ทันที่อธิปจะกอดตอบเขาก็พึ่งนึกได้ว่านี่มันลูกศิษย์ของเขานี่หว่าไม่ใช่แฟนไม่ได้เป็อะไรกันซะหน่อยแต่เวลานั้นเขาเองก็ดีใจจนทำอะไรไม่ถุกปล่อยให้หล่อนกอดรัดตัวเขาไว้แน่นก่อนที่มือของอธิปซึ่งยกขึ้นจะค่อยๆ ลดลงและลูบหัวเด็กสาวที่กำลังตื่นกลัว
“โอ๋...ไม่เป็ไรแล้วนะแพรวา นี่เธอเดินยังไงถึงเข้ามาลึกขนาดนี้”
พอถูกถามถึงทำให้เด็กสาวหยุดร้องไห้บ่อน้ำตาแตกหล่อนหยยุดสะอื้นด้วยความยินดีและต้องผละจากอ้อมอกแสนจะอุ่นของอาจารย์หนุ่มเมื่อนึกได้ว่าหล่อนเป็แค่ลูกศิษย์ของเขาเช่นกันหล่อนยกมือไหว้เขาและพูดเสียงเครือ