เมื่อฟีนิกซ์แบกร่างของเยี่ยหลงมาถึงร้านรับจ้างแลกเปลี่ยนสารพัด คนก็เปิดประตูร้านเข้าไป ในขณะที่ยังแบกร่างของเยี่ยหลงอยู่ ทันใดนั้นเมื่อคนเปิดประตูร้านเข้ามา คนก็เจอเข้ากับอัลเบียนที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะกลางร้าน กำลังนั่งจิบชาอยู่
" ไปไหนกันมาหรอครับ " อัลเบียนกล่าวถาม
" คือว่า " ฟีนิกซ์มีท่าทีอึกอักเมื่ออัลเบียนถามว่าไปไหนมา ก่อนที่คนจะบอก คนก็ได้นำร่างของเยี่ยหลงที่แบกมาไปวางยังโซฟา
' กูจะแถยังไงดีวะ ไม่ให้อัลเบียนโกรธ ' ฟีนิกซ์คิดในใจ
" ไปสนามประลองใต้ดินกันมาใช่มั้ยครับ " อัลเบียนเค้นถาม
ฟีนิกซ์ที่ไม่รู้ว่าจะแถยังไงต่อ ก็เลยตัดสินใจบอกความจริงปนความเท็จออกไป " ก็ใช่แหละ ที่พวกเราไปสนามประลองใต้ดินกันมา แต่ฟังก่อนอัลเบียน ตอนแรกที่ฉันแนะนำมันไป ว่าให้ไปประลองยุทธ์ที่สนามประลองใต้ดิน ไอ้หนูเยี่ยหลงมันกะจะไปคนเดียว แต่ด้วยความที่ฉันเป็ห่วง ฉันเลยเห็นว่า ด้วยตัวมันคนเดียว คงจะไม่มีปัญญาที่จะนำร่างตัวเองกลับมายังร้านรับจ้างแลกเปลี่ยนสารพัดเป็แน่ ฉันเลยจำใจกล้ำกลืนฝืนทนต้องไปเป็เพื่อนมันน่ะสิ เห็นได้ชัดว่าฉันไม่ได้อยากไปเลยแม้แต่นิดเดียว ที่ทำไปทั้งหมดก็เพื่อน้องมันล้วนๆเลยจริงๆ (จริงๆเสียงสูง)"
" เื่นั้นจะเป็ยังไงก็ช่างมันเถอะครับ ว่าแต่ได้เงินมาเท่าไหร่ละครับกระตั้วน้อย "
" เงินอะไรหรออัลเบียน "
" ก็เงินพนันไงล่ะครับ "
" คือว่านะอัลเบียน ฉันไม่ได้ลงพนันเลยซักเงินเดียวเลยนะจริงๆ(จริงๆเสียงสูง) " ฟีนิกซ์กล่าวพลางมีท่าทีเลิ่กลั่ก " ที่ฉันไปกับไอ้หนูนี่เพราะว่าฉันห่วงมันอย่างเดียว ฉันไม่ได้หวังผลประโยชน์อะไรกับมันเลยนะจริงๆ(จริงๆเสียงสูง) "
" เอาความจริง "
" คือฉันแทงฝั่งตรงข้าม สรุปไอ้เยี่ยหลงชนะ เงินเลยไปหมดแล้ว "
" เฮ้อ " อัลเบียนถอนหายใจ
" ผิดที่ไม่ได้ขออนุญาตไปประลองก่อน แถมยังเสียเงินอีก ผมควรจะลงโทษกระตั้วน้อยยังไงดีถึงจะเหมาะสม ไหนลองบอกมาซิ "
" อัลเบียนคือว่านะ นายจะลงโทษฉันยังไงก็ได้ แต่อย่าหักเงินเดือนฉันเลยนะ ฉันขอร้องล่ะ "
" เพียงไม่หักเงินเดือน ก็ได้ทุกอย่างเลยใช่มั้ยครับ ? "
" ใช่ตามนั้นเลย "
" งั้นเอาอย่างงี้ มีงานซ่อมแซมหลังคาบ้านคนยากไร้อยู่งานหนึ่ง ยังหาคนทำไม่ได้นานแล้ว งั้นพรุ่งนี้กระตั้วน้อยไปทำก็แล้วกันนะ แต่เงินค่าจ้างกระตั้วน้อยจะไม่ได้รับนะ โอเคมั้ย "
" โอเค ฉันเอาตามนั้นก็ได้ "
' แม้ไม่ได้เงิน แต่ก็ไม่เสียเงินล่ะวะ กูไม่น่าช่วยมึงเลยไอ้เยี่ยหลง กูต้องเหนื่อยเลยเนี่ย '
หลังฟีนิกซ์คิดเสร็จ คนจึงค่อยส่งเสียงร้องออกมาอย่างเบื่อๆ ก่อนจะเดินกลับไปยังห้องของตัวเอง ปล่อยให้เยี่ยหลงที่นอนสลบ นอนยังโฟฟาไป
เวลา เจ็ดโมงเช้า วันที่สิบเก้า กันยา เยี่ยหลงที่งัวเงียตื่นขึ้นมา ก็เจอเข้ากับฟีนิกซ์ที่เตรียมเครื่องมือจะไปซ่อมอะไรบางอย่างเป็คนแรก
เยี่ยหลงที่เห็นดังนั้น จึงกล่าวถามขึ้นทั้งๆที่ยังงัวเงียอยู่ว่า " คุณฟีนิกซ์จะไปซ่อมอะไรหรอครับ ถึงพกอุปกรณ์ซ่อมแซมไปด้วย "
" หึ " ฟีนิกซ์เค้นเสียงจากในลำคอ ก่อนจะกล่าวอย่างห้วนๆด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ออกไปว่า " ก็ไปซ่อมหลังคาไง "
คำพูดของฟีนิกซ์ดูไม่มีอะไร ทว่าน้ำเสียงกลับไม่ใช่ เยี่ยหลงที่ได้ฟังดังนั้นก็รู้ได้ในทันทีเลยว่าฟีนิกซ์กำลังโมโห แต่คนกลับไม่รู้ว่าฟีนิกซ์โมโหตนเื่อะไร
" คุณฟีนิกซ์ไม่พอใจเื่อะไรผมรึเปล่าครับ ? " เยี่ยหลงกล่าวถามด้วยความสงสัย
ฟีนิกซ์ตอบกลับด้วยเสียงสูง " เปล่าไม่มีอะไร "
จากนั้น คนจึงคิดขึ้นในใจด้วยน้ำเสียงกัดฟันพูด ' มึงยังไม่รู้ตัวอีก ไอ้เยี่ยหลงไอ้ตัวซวย '
" อ๋อ หรอครับ " เยี่ยหลงตอบกลับพลางคิดขึ้นในใจ ' โกหกชัดๆ คุณฟีนิกซ์ต้องโกรธอะไรเราแน่ๆ '
" มีอะไรจะถามอีกมั้ย " ฟีนิกซ์กล่าวถามขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์
" อ๋อ ไม่มีแล้วครับ "
พอเยี่ยหลงหมดคำถามที่จะถามฟีนิกซ์ต่อ ฟีนิกซ์จึงหอบสัมภาระเดินออกจากร้านไป เพื่อซ่อมหลังคาตามงานที่ได้รับมอบหมายมา
เมื่อฟีนิกซ์เดินออกจากร้านไป ทันทีทันใดเยี่ยหลงก็รู้ตัวว่า ตนได้เวลาเข้างานแล้ว คนจึงดีดตัวลุกขึ้นมาแล้วรีบวิ่งไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อไปทำงานยังร้านนั่งเล่น
และแล้วเวลาก็ผ่านมาจนถึงสองทุ่ม เยี่ยหลงที่เลิกงานจากร้านนั่งเล่นแล้ว คนก็เตรียมตัวที่จะไปฝึกประลองยุทธ์ที่สนามประลองใต้ดิน แต่ก่อนที่คนจะได้เดินออกจากร้านไป คนก็เจอกับอัลเบียนที่เปิดประตูร้านสวนเข้ามาพอดี
" เยี่ยหลง เธอจะไปไหนหรอครับ " อัลเบียนกล่าวถาม
" ผมจะไปประลองยุทธ์ที่สนามประลองใต้ดินน่ะครับ "
" ใครอนุญาตให้เธอไปกันหรอครับ " อัลเบียนกล่าวด้วยน้ำเสียงดุ
" ผมต้องขออนุญาตด้วยหรอครับ? ไม่เห็นมีใครบอกผมเลย "
" ใช่ครับ คุณต้องขออนุญาตผมก่อน ก่อนที่จะออกจากร้านไปทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่กิจของร้าน เข้าใจมั้ยครับ ถ้าเกิดคุณเป็อะไรขึ้นมา ผมจะอธิบายเื่นี้กับพ่อและแม่เธอของอย่างไร เข้าใจความหมายในสิ่งที่ผม้าจะสื่อมั้ยครับ "
เยี่ยหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงสลด " เข้าใจแล้วครับ แต่ผมไม่รู้จริงๆว่าต้องขออนุญาตคุณอัลเบียนก่อน ขอโทษจริงๆนะครับที่ทำให้เป็ห่วง "
" แล้วเธอยัง้าที่จะไปประลองที่สนามประลองใต้ดิน ต่ออยู่รึเปล่าครับ ? "
" ยัง้าอยู่ครับ " เยี่ยหลงตอบกลับอย่างหนักแน่น
" ถ้าอย่างงั้น เดินตามผมมาที่หน้าร้าน เดี๋ยวผมจะสอน วรยุทธ์ง่ายๆให้ " เมื่ออัลเบียนกล่าวจบ คนก็เดินนำ
หน้าเยี่ยหลงมายังหน้าร้านรับจ้างแลกเปลี่ยนสารพัด
เมื่อคนทั้งสองมาถึงหน้าร้านรับจ้างแลกเปลี่ยนสารพัดคนทั้งสองก็มายืนประจันหน้ากัน
" ดูให้ดีนะครับ " อัลเบัยนไม่รีรอช้า แสดงกระบวนท่าฝ่ามือให้เยี่ยหลงดู
พอเยี่ยหลงได้ดู คนก็เกิดตื่นตระหนกชึ้นในใจั้แ่ยังไม่จบกระบวนท่า เป็เพราะว่ากระบวนท่าฝ่ามือที่
อัลเบียนแสดงออกมาในสายตาเยี่ยหลงนั้นดูพิสดารยิ่ง มือที่พุ่งออกไปรวดเร็วดุจอสรพิษและลื่นไหลเหมือนกับปลาไหล คนจะผลักก็ไม่ใช่ จะปัดก็ไม่ใช่ เยี่ยหลงที่ไม่เป็วรยุทธ์ที่ได้เห็นดังนั้น ก็ทำได้แต่งุนงงไม่เข้าใจ
อัลเบียนที่เห็นเยี่ยหลงงุนงง คนก็พุ่งเข้าโจมตีเข้าใส่เยี่ยหลงอย่างทันควัน เพื่อให้คนได้โดนกระบวนท่านี้ด้วยตัวเองและจะได้เข้าใจ เมื่อเยี่ยหลงได้โดนท่านี้ด้วยตัวเอง คนจึงได้รู้ว่า แท้จริงแล้วกระบวนท่านี้
จะปัดก็ไม่ใช่ จะผลักก็ไม่ใช่ แท้จริงคน้าจะคว้าจับยึดร่างคนเอาไว้ต่างหาก
อัลเบียนที่ใช้มือหนึ่งคว้าจับยึดร่างเยี่ยหลงเอาไว้ ส่วนอีกมือหนึ่งก็ตั้งท่าจะต่อยหน้าเยี่ยหลง เยี่ยหลงที่เห็นดังนั้นก็หลับตาปี๋กลัวจะโดนต่อยหน้า
แต่อัลเบียนก็ไม่ต่อยและกล่าวขึ้นว่า " เป็อย่างไรบ้างครับ สำหรับกระบวนท่านี้ มีประโยชน์สำหรับคุณบ้างรึเปล่า "
เมื่อเยี่ยหลงได้ฟังดังนั้นบวกกับไม่โดนต่อยหน้าสักกะที คนจึงลืมตาขึ้นปล่อยวางการเกร็งหน้าลง มองยังเบื้องหน้า จึงเห็นว่าอัลเบียนปล่อยวางหมัดที่กำเอาไว้แล้ว เปลี่ยนมาดีดหน้าผากเยี่ยหลงแทน
เยี่ยหลงที่โดนกระบวนท่าของอัลเบียนด้วยตัวเอง
คนจึงได้เข้าใจในกระบวนท่าที่อัลเบียนแสดงให้ดูอยู่เจ็ดในสิบส่วน
" เป็ไงบ้างครับ เธอเข้าใจในกระบวนท่าที่ผมแสดงให้ดูหรือไม่ ? " อัลเบียนกล่าวถาม
" เข้าใจ เจ็ดในสิบส่วนแล้วครับ "
" ถ้างั้นมาลองใช้กับผมดู ผมจะได้บอกได้ว่าเธอผิดและพลาดตรงไหนไป "
" โอเค ครับ "
หลังอัลเบียนกับเยี่ยหลงสนทนากันเสร็จ เยี่ยหลงก็ลองใช้กระบวนท่าที่อัลเบียนถ่ายทอดมาใส่อัลเบียนให้อัลเบียนดู
เมื่อดูจบและได้โดนกับตัวเอง อัลเบียนจึงกล่าวชมเชยและแนะนำเพิ่มเติมแก่เยี่ยหลงไปว่า " ดีเยี่ยมมากครับ ไม่มีตรงไหนผิดพลาดเลย แต่ถ้าจะให้ผมแนะนำแล้วล่ะก็ ผมขอแนะนำว่า ก่อนที่เธอจะใช้กระบวนท่าคว้าจับนี้ เธอจะต้องโจมตีไปแบบคนไร้แวววรยุทธ์เสียก่อน จึงจะสามารถได้ผลดี เพราะหากอีกฝ่ายรู้ตัวก่อน การคว้าจับจะถูกอีกฝ่ายแก้ทางได้โดยง่าย เื่นี้ต้องทำความเข้าใจและจำเอาไว้ให้แม่นๆนะครับ เข้าใจมั้ยครับ "
พออัลเบียนกล่าวจบ เยี่ยหลงตอบรับคำบอกของอัลเบียน " เข้าใจแล้วครับ งั้นผมขอตัวไปสนามประลองใต้ดินก่อนนะครับ "
" ระวังตัวด้วยล่ะครับ หากรู้ตัวว่าสู้ไม่ได้ก็ให้ยอมแพ้ ไป รักษาชีวิตเอาไว้ก่อน เข้าใจมั้ยครับ "
" ครับ " เยี่ยหลงตอบรับ
หลังเยี่ยหลงคุยกับอัลเบียนเสร็จ คนก็มุ่งหน้าไปยังสนามประลองใต้ดินในทันที
พอมาถึง สิ่งแรกที่เยี่ยหลงไปทำก็คือการไปแก้ไขข้อมูลระดับของตน จากระดับผู้ปลุกิญญาขั้นเก้า เป็ระดับวิญญาจารย์ขั้นหนึ่งกับพนักงาน เมื่อแก้เสร็จ ในสนามประลองใต้ดินก็ประกาศชื่อผู้ชนะในทันที เป็ิญญายุทธ์สายอาวุธที่ชนะสายสัตว์ไปได้อีกครา ด้วยความที่ปรากฏผู้ชนะแล้ว จึงทำให้เยี่ยหลงไม่ต้องรอคนประลองกันเสร็จ คนจึงจะสามารถร่วมลงท้าประลองได้
" จะมีใครท้าประลองกับกู้เหรินอวี้ ิญญายุทธ์สายอาวุธประเภทค้อน ระดับวิญญาจารย์ขั้นสี่ อีกหรือไม่ " ผู้บรรยายการประลองประกาศถามหาผู้ท้าชิง
เมื่อสิ้นเสียงคำประกาศ ผู้คนมากมายก็ต่างพากันลังเลไม่กล้าลงร่วมประลอง เป็เพราะว่าได้เห็นฤทธิ์ค้อนของกู้เหรินอวี้ั้แ่ต้นจนจบว่าร้ายกาจเพียงใด มีเพียงเยี่ยหลงที่ะโลงไปยังสนามประลองอย่างกล้าหาญบวกกับความไม่รู้ถึงฤทธิ์ค้อนของกู้เหรินอวี้ว่าเป็ฉันใด คนจึงะโลงไปโดยไร้ความเกรงกลัว
" มาแล้ว มาแล้ว ผู้ท้าชิงคือเยี่ยไป๋ ผู้ใช้วิชาประหลาดในการเอาชนะซีซวนไปเมื่อครั้งก่อน มาครั้งนี้เขาจะเอาชนะกู้เหรินอวี้ด้วยวิชาประหลาดของเขาได้อีกหรือไม่ เรามาติดตามชมกัน "
เมื่อคนทั้งสองยืนประจันหน้ากันแล้ว ผู้บรรยายการประลองจึงประกาศเริ่มต้นการต่อสู้ขึ้น " เริ่มได้ "
กู้เหรินอวี้ไม่รีรอช้าเปิดม่านการโจมตีคน ด้วยค้อนิญญายุทธศึกของตนพร้อมกระบวนท่าใส่เยี่ยหลง
คนฟาดค้อนใส่คนอย่างต่อเนื่องดุจพายุฝน
ส่วนเยี่ยหลงก็ใช้เกราะิญญาครอบคลุมร่างกายตนตั้งรับการโจมตีจากกู้เหรินอวี้
เยี่ยหลงยืนต้านทานรับค้อนศึกของกู้เหรินอวี้อยู่ครู่หนึ่ง เพื่อดูผลกระทบจากแรงฟาดของค้อนว่าจะส่งผล
กระทบกับเกราะตนได้มากแค่ไหน
ผลปรากฏว่า แรงจากค้อนศึกของกู้เหรินอวี้ ฟาดลงเกราะิญญาของเยี่ยหลงครั้งหนึ่งก็เกิดรอยร้าวบนเกราะิญญาของเยี่ยหลงเป็วงกว้าง
ทำให้เยี่ยหลงยืนนิ่งต้านทานรับได้ไม่นาน คนจึงตัดสินจะโจมตีสวนกลับบ้างด้วยหมัดตน
กู้เหรินอวี้ที่ไม่รู้ฤทธิ์หมัดของเยี่ยหลง คนจึงไม่หลบและไม่ตั้งรับหมัดคน ทำเพียงต่อสู้แลกตาต่อตาฟันต่อฟันสวนกันไป
ตุ้บ เสียงหมัดของเยี่ยหลงต่อยเข้าท้องน้อยของ
กู้เหรินอวี้ดัง
เพล้ง ในขณะเดียวกันเสียงเกราะิญญาของเยี่ยหลงที่แตก ก็ดังขึ้นพร้อมกันกับเสียงต่อย
" อัก " คนส่งเสียงร้องกระอักออกมาพร้อมกับทิ้งเข่าทั้งสองข้างร่วงหล่นลงกับพื้นด้วยความเจ็บจุก
' ไอ้เด็กนี่ หมัดหนักเป็บ้า มิน่าซีซวนถึงพ่ายแก่มันเพียงไม่กี่หมัด '
กู้เหรินอวี้ที่คิดได้ดังนั้น คนจึงไม่รีรอช้าฝืนตัวลุกขึ้นมาพลางะโถอยหลังร่นไปประมาณสี่เมตร
ฉับพลันนั้นคนเปิดใช้ทักษะิญญา " หนึ่งค้อนะเืภูผา "
ทักษะนี้ของกู้เหรินอวี้เมื่อเปิดใช้งานแล้ว การฟาดหนึ่งครั้งของค้อนจะโดนเท่ากับสองครั้งในการตีแต่ละครั้ง
เมื่อกู้เหรินอวี้เปิดใช้งานทักษะิญญาแล้ว คนก็ไม่รีรอช้า พุ่งเข้าฟาดค้อนด้วยกระบวนท่าค้อนพายุใส่เยี่ยหลงดุจพายุฝนกระหน่ำ
ในทันทีทันใดนั้นที่ค้อนศึกกู้เหรินอวี้เข้ากระทบกับเกราะิญญาของเยี่ยหลงเพียงครั้งเดียวนั้น จากที่ตีแต่ละครั้งจะเกิดรอยร้าว แต่ในขณะนี้ได้กลับกัน การโจมตีจากค้อนของกู้เหรินอวี้เพียงครั้งเดียว ก็ส่งผลให้เกราะิญญาของเยี่ยหลงที่ห่อหุ้มทั้งกายแตกละเอียดดุจเม็ดทรายในฉับพลัน
เยี่ยหลงที่รู้แจ้งประจักษ์ในฤทธิ์ค้อนของ
กู้เหรินอวี้ดังนั้น ตนจึงเคลื่อนกายหลบไปมาพลางต่อยสวนกลับคนไปบ้างอย่างคนไร้วรยุทธ์
กู้เหรินอวี้ที่โดนหมัดของเยี่ยหลงไปครั้งหนึ่ง ก็ไม่คิดอยากจะโดนอีก คนจึงต่อสู้ไปพลางตั้งสมาธิหลบหมัดของเยี่ยหลงไปพลาง
หมัดของเยี่ยหลงที่ปล่อยออกมาในแววตาของ
กู้เหรินอวี้ดูมั่วซั่วยิ่ง แต่มันก็มีแบบแผน รูปแบบจังหวะไปในตัว ทำให้คนที่ต่อสู้ตอนแรกๆต้องตั้งสมาธิเป็อย่างมาก ในการหลบหมัดมั่วๆของเยี่ยหลงในแต่ละครั้งให้ดีๆ แต่พอเวลาผ่านไป คนเริ่มเข้าใจในวิถี รูปแบบการปล่อยหมัดของเยี่ยหลงมากขึ้น จึงทำให้คนเริ่มเผลอหลุดสมาธิกับการจดจ่อในการหลบหมัดมากกว่าครั้งหนึ่ง แล้วหันมาเคลื่อนกายหลบตามแบบแผนตามจังหวะที่เยี่ยหลงแสดงให้ดูแทน
เมื่อเยี่ยหลงที่เห็นกู้เหรินอวี้หลบหมัดตนด้วยสภาวะ
เพลินๆอยู่นั้น คนจึงเปลี่ยนแบบแผนการปล่อยหมัดอย่างกะทันหัน จากนั้นจึงใช้ฝ่ามือที่จะผลักก็ไม่ใช่ จะปัดก็ไม่ใช่ เข้าใส่กู้เหรินอวี้
กู้เหรินอวี้ที่ไม่ทันระวัง บวกกับคนที่เห็นมือของเยี่ยหลงไม่ได้จะต่อยและไม่ได้ดูเหมือนจะคว้าจับยึดร่างคนเอาไว้ให้เป็เป้านิ่ง คนจึงประมาทปล่อยผ่านการโจมตีนี้ไปให้มาถึงตัว
ทันทีที่มือของเยี่ยหลงมาถึงตัว มันก็เปลี่ยนเป็การคว้าจับเข้าที่ไหล่ในทันที
เมื่อกู้เหรินอวี้เห็นดังนั้น คนจึงพยายามจะแก้ฝ่ามือของเยี่ยหลงที่จับไหล่คน แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว
เยี่ยหลงใช้มือที่จับไหล่คน ก็ดึงร่างคนเข้ามา ตีเข่า
ดึงมาตีเข่า
ดึงมาตีเข่า
ถึงสามที
จากนั้นก็ดึงเข้ามา ต่อยหน้า
ต่อยหน้า
ต่อยหน้า
อีกสามทีเช่นกัน
จากนั้นก็ปิดฉากด้วยการดึงเข้าต่อยเสยคางไปหนึ่งที
กู้เหรินอวี้ที่โดนแรงหมัดของเยี่ยหลงไป ก็สลบไปั้แ่หมัดแรกแล้ว เยี่ยหลงที่เห็นคนสลบไปแล้ว คนจึงคลายมือที่คว้าจับไหล่คนออก ปล่อยให้ร่างคนร่วงหล่นลงพื้นไปอย่างตามธรรมชาติ
ทันใดนั้นผู้บรรยายการประลองก็ประกาศชื่อผู้ชนะขึ้น " ผู้ชนะในการประลองครั้งนี้คือ เยี่ยไป๋ "
หลังจากที่ผู้บรรยายการประลองประกาศว่าใครคือผู้ชนะ เสียงของประชากรนักพนันก็ส่งเสียงโห่ร้องกันอย่างผิดหวัง
เมื่อเสียงโห่ร้องจบลง ผู้บรรยายการประลองก็ประกาศถามขึ้น " มีใครจะกล้าลงท้าประลองกับเยี่ยไป๋อีกมั้ย มีรึเปล่า ถ้ามี ก็ลงมายังสนามประลองได้เลย อย่าได้มัวแต่ขี้คลาดลังเลอยู่เลย ผู้กล้าเอ๋ยจงสำแดงตัวออกมาเถิด "
สิ้นเสียงการประกาศถามของผู้บรรยายการประลอง ก็มีผู้กล้าคนหนึ่ง ที่หวังจะชิงชัยจากเยี่ยหลง จึงกระโจนเข้ามายังสนามการต่อสู้
" ข้าสวี่หลิงอี้ ผู้ใช้ิญญายุทธ์สายสัตว์ิญญายุทธ์จระเข้น้ำเค็ม ระดับวิญญาจารย์ขั้นสี่ สองสัญลักษณ์ ขอท้าประลองกับเยี่ยไป๋ " ชายนาม
สวี่หลิงอี้กล่าวพลางทำท่าคารวะคนอย่างนอบน้อม
เยี่ยหลงที่เห็นดังนั้นก็ตั้งท่าเตรียมจะต่อสู้ แต่ทว่าสวี่หลิงอี้ก็ยกห้ามคนเสียก่อน ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า " ข้าว่าเ้ารอพักฟื้นให้พลังเต็มที่ก่อนดีกว่า ข้าไม่อยากจะได้ชื่อว่าเอาชนะคนตอนที่พลังไม่สมบูรณ์หรอกนะ "
' เป็คนดีใช้ได้เลยหนิ ' เยี่ยหลงคิด ' แต่ว่า.... '
" ไม่ต้องหรอก ข้าพร้อมสู้เสมออยู่แล้ว "เยี่ยหลงกล่าว
" เอางั้นก็ได้ เช่นนั้นก็เข้ามา "
ทันทีที่ทั้งสองคนแสดงตัวว่าพร้อมแล้ว ผู้บรรยายการประลองจึงประกาศเริ่มต้นการต่อสู้ขึ้น " เริ่มได้ "
เมื่อการประลองเริ่มต้นขึ้น เยี่ยหลงก็ไม่รีรอช้า ใช้เกราะิญญามาห่อหุ้มทั้งร่างกาย จากนั้นก็ใช้หมัดพุ่งโจมตีเข้าใส่สวี่หลิงอี้อย่างฉับพลัน
สวี่หลิงอี้ที่เห็นดังนั้นก็ไม่หลบ เพียงเพราะอยากรู้ฤทธิ์หมัดของเยี่ยหลงว่าจักรุนแรงซักแค่ไหน ถึงสามารถล้มทั้งซีซวนกับกู้เหรินอวี้ได้
ตุ้บ เสียงหมัดของเยี่ยหลงต่อยเข้าท้องน้อยของ
สวี่หลิงอี้ดัง คนที่โดนต่อยทั้งจุกและเจ็บในคราเดียวกัน
" อัก " คนที่โดนต่อยทั้งจุกและเจ็บในคราเดียวกัน กระอักน้ำลายออกมาเป็คำใหญ่ ซึ่งเป็ผลพวงจากการโดนต่อย
เยี่ยหลงที่เห็นคนเจ็บจุกอยู่ ก็ไม่ปล่อยโอกาสซ้ำที่มีให้หายไป คนใช้ขาซ้ายเตะกวาดคน จนสวี่หลิงอี้กระเด็นออกไปประมาณสี่เมตร
สวี่หลิงอี้ลุกขึ้นมาอย่างไม่ฝืนอะไร คนแสยะยิ้มพลางคิดในใจ ' แรงหมัดดีชะมัด มีน่าซีซวนกับกู้เหรินอวี้ถึงพ่ายแพ้ให้แกมัน ไม่แปลกใจเลย '
หลังคิดเสร็จ สวี่หลิงอี้จึงค่อยกล่าวขึ้นว่า " สมแล้วที่ล้มทั้งซีซวนกับกู้เหรินอวี้ได้ แต่ว่านะ การที่เ้ามีแค่แรงหมัดเพียงอย่างเดียว แต่ไม่มีการโจมตีอย่างต่อเนื่องในฉับพลันในหลายๆที่ในเวลาเดียวกัน เหมือนกับการโจมตีรัวๆของทักษะยอดนิยมของสายอาวุธอย่างทักษะฝนอาวุธ การที่เ้าจะล้มข้า ที่อยู่สายสัตว์ซึ่งมีความอึดถึกทนและมีกำลังในการฟื้นตัวอันรวดเร็วเป็จุดเด่นอยู่แล้ว ก็เป็ไปได้ยากสำหรับเ้า ที่ไม่มีการโจมตีอย่างต่อเนื่องที่เร็วพอ พอที่จะเร็วกว่าการฟื้นตัวของข้าไปได้ ข้าพูดแค่นี้พอจะเข้าใจหรือไม่ ว่าเ้าไม่มีทางที่จะชนะข้าได้เลย รู้อย่างงี้แล้ว ยังจะสู้อีกเหรอ ? "
" ข้าจะสู้ " เยี่ยหลงตอบกลับ
" ดี เยี่ยม ข้าชอบเ้า เช่นนั้นก็เข้ามาเลย "
สิ้นเสียงของสวี่หลิงอี้ เยี่ยหลงก็พุ่งเข้าโจมตีคนในทันควัน สวี่หลิงอี้ที่เห็นหมัดคนพุ่งเข้ามาใส่หน้าตนดังนั้น คนก็ใช้หมัดสวนกลับคนในทันควันเช่นเดียวกัน แบบแลกกันหมัดต่อหมัดฟันต่อฟัน
สวี่หลิงอี้ที่โดนหมัดของเยี่ยหลงไปหนึ่งหมัด ก็สลบในฉับพลันเป็เวลาเสี้ยววินาที ก่อนจะได้สติกลับมาในเสี้ยววิเช่นเดียวกัน และเข้าต่อสู้กันต่อ เป็อย่างงี้ต่อมาอย่างต่อเนื่อง คือโดนหมัดของเยี่ยหลงไปหนึ่งหมัดก็สลบไปเสี้ยววิ และก็กลับมาฟื้นสติภายในเสี้ยววิเช่นเดียวกัน
ส่วนทางด้านของเยี่ยหลงที่โดนหมัดของสวี่หลิงอี้เพียงหนึ่งหมัด เกราะิญญาก็ถึงกับร้าวแต่ไม่ถึงกับแตก
ทั้งคู่แลกหมัดกันไปมาอย่างถี่ๆ จนเวลาผ่านมาจนถึงหนึ่งจิบชา ทั้งคู่ก็หอบเหนื่อยกันเล็กน้อย
ทั้งสองจึงหยุดพักการต่อสู้ลง และหันมาพักฟื้นร่างกายและพลังิญญาตน
' ถ้าเป็อย่างงี้ต่อไปเราแพ้แน่ แม้ว่าเราจะมีการฟื้นฟูตัวเองที่ยอดเยี่ยม แต่ถ้าการโจมตีของเรายังไม่มีผลกับคนอยู่อย่างงี้ สู้ต่อไปพลังิญญาเราได้หมดก่อนแน่ พอพลังิญญาเราหมด การฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของเราก็จะค่อยๆหมดลงไปด้วยเช่นกัน จนเหลือแค่เพียงการฟื้นตัวอย่างมนุษย์ธรรมดาก็แค่นั้น ด้วยการฟื้นฟูอย่างมนุษย์ธรรมดานั้น ไม่อาจจะทานรับหมัดของเ้าเยี่ยไป๋ได้แน่ เราต้องเอาจริงแล้ว'
หลังจากสวี่หลิงอี้คิดเสร็จพลางฟื้นตัวเสร็จก่อนแล้ว คนก็ยืนนิ่งรอให้เยี่ยหลงฟื้นตัวเสร็จแบบเดียวกับเขาเช่นเดียวกันแล้วจึงค่อยสู้
พอเยี่ยหลงฟื้นตัวสมบูรณ์แล้ว คนก็ตั้งท่าจะต่อสู้ต่อ ทว่าก่อนที่จะได้สู้ต่อ สวี่หลิงอี้คนจึงประกาศขึ้นว่า " เยี่ยไป๋ ต่อจากนี้ข้าจะเอาจริงแล้วนะ เตรียมตัวให้ดีๆ "
สิ้นเสียงประโยคบอกข้างต้น สวี่หลิงอี้จึงประกาศบอกใช้ทักษะิญญาตน " กระจกเกราะกุมภีล์ "
เยี่ยหลงที่ได้ยินดังนั้น จึงคิดขึ้น ' ทักษะกระจกเกราะกุมภีล์ เหรอ ? คงเป็ทักษะเกี่ยวกับการก็อปปี้ความสามารถของอีกฝ่ายล่ะมั้ง คงหวังจะคัดลอกเกราะิญญาของเราล่ะสิ แต่ว่านะ เกราะที่ก็อปปี้ มันจะทนแรงหมัดเราได้สักกี่น้ำเชียว '
สิ้นสุดความคิด เยี่ยหลงก็พุ่งเข้าโจมตีด้วยหมัดไปที่ท้องน้อยของคน ทันทีที่หมัดของเยี่ยหลงเข้ากระทบกับท้องน้อยของคน
ตุ้บ
" อัก " เยี่ยหลงกลับเป็ฝ่ายจุกเจ็บแทนพร้อมกับกระอักน้ำลายออกมาคำใหญ่และสองเข่าตกลงกับพื้น
สวี่หลิงอี้ที่เห็นเยี่ยหลงจุกและเจ็บจากแรงหมัดของตนนั้น คนจึงอธิบายคลายความสงสัยของเยี่ยหลงออกไปว่า " ทักษะ กระจกเกราะกุมภีล์ ของข้าสามารถสะท้อนการโจมตีของคนได้ เป็ไงบ้างโดนฤทธิ์หมัดของตัวเองเข้าไปเจ็บดีมั้ยล่ะ "
' สะท้อนการโจมตีงั้นเหรอ!! โดยสมบูรณ์เลยรึเปล่านะ ถ้าสะท้อนโดยสมบูรณ์ เราจะต่อกรกับมันยังไงดี!! '
หลังจากคิดเสร็จ เยี่ยหลงก็ค่อยๆฝืนตัวลุกขึ้นมา พอลุกขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว คนจึงค่อยกล่าวถามคนอย่างไม่หวังคำตอบขึ้นว่า " ข้าขอถามท่าน การสะท้อนของท่าน ที่ท่านว่ามา สะท้อนได้โดยสมบูรณ์รึเปล่า คือไม่มีจุดอ่อนเลย สะท้อนได้ทุกเมื่อ เมื่อมีการโจมตีเข้ามาััตัว หากท่าน้าจักสู้กับข้าอย่างสูสี ได้โปรดบอกข้าให้รู้ถึงข้อมูลของทักษะของท่านสักนิดก็ยังดี "
' ไม่ว่าเขาจะตอบหรือไม่ เราก็ไม่เสียประโยชน์อะไร โยนหินถามทางไปก่อนก็แล้วกัน ' เยี่ยหลงคิด
" ก็ได้ ข้าจักบอก การสะท้อนของข้าไม่ได้สมบูรณ์แบบ มันมีจุดอ่อนอยู่ แต่ว่าจุดอ่อนมันอยู่ตรงไหนนั้น ตัวเ้าต้องลองเข้ามาหาเองก็แล้วกัน "
สิ้นเสียงของสวี่หลิงอี้ เยี่ยหลงก็พุ่งหมัดตรงเข้ามาโจมตียังใบหน้าคนอย่างเบามือ เพื่อทดสอบว่าตอนนี้ทักษะยังคงสะท้อนอยู่หรือไม่
สวี่หลิงอี้ที่เห็นเยี่ยหลงเข้ามาโจมตี คนก็ไม่หลบ ทำเพียงยืนนิ่งทน รับหมัดของเยี่ยหลง
ทันทีที่หมัดของเยี่ยหลงััเข้ากับใบหน้าของ
สวี่หลิงอี้ แรงหมัดที่เหวี่ยงมาก็สะท้อนกลับเข้ายังใบหน้าของเยี่ยหลงในฉับพลัน
แต่ด้วยความที่เยี่ยหลงเหวี่ยงหมัดใส่อย่างเบาๆนั้น จึงทำให้เกราะิญญาที่คุ้มกายเยี่ยหลงอยู่ เกิดเพียงแต่รอยร้าวไม่ถึงกับแตก
เสี้ยววินาทีนั้นเยี่ยหลงจึงคิดขึ้นว่า ' เราจะทำอย่างไรดี ถึงจะทะลุทะลวงเกราะสะท้อนนี้ได้ ลองโจมตีไปเรื่อยๆก่อนก็แล้วกัน เผื่อเกราะมันจะแตกลง ' เสี้ยววินาทีที่เยี่ยหลงคิดเสร็จ คนก็พลันจู่โจมคนด้วยหมัดไปที่หน้าอีกหนึ่งครา
ทว่าครานี้สวี่หลิงอี้กลับไม่ยืนนิ่งทนรับ คนฉากหลบหมัดที่เยี่ยหลงปล่อยมาในทันควันในทันทีที่เห็นหมัด
คือ เยี่ยหลงต่อยมาหนึ่งหมัด สวี่หลิงอี้ก็ยืนนิ่งทนรับให้เกราะสะท้อนกลับ พอหมัดที่สองต่อยออกมา คนก็ฉากหลบหมัดอย่างรวดเร็วไม่ให้ััตัว
ทั้งสองคนสู้กันอย่างงี้จนเวลาผ่านมาจนถึงหนึ่งจิบชาสภาพของเยี่ยหลง ณ ปัจจุบันนี้คือสะบักสะบอมเละเป็อย่างมาก เป็ผลจากการโดนเกราะสะท้อน เพราะคนเผลอต่อยคนด้วยหมัดเอาจริงไปบ้างบางครั้งอยู่หลายครา แต่ที่เยี่ยหลงไม่สลบจากหมัดของตัวเองนั้นเป็เพราะว่า เยี่ยหลงเน้นต่อยไปที่แขนกับอกของคนโดยเฉพาะ เพื่อไม่ให้สลบจากฤทธิ์หมัดของตัวเองนั่นเอง
ณ ปัจจุบันนี้เยี่ยหลงหยุดการโจมตีลงชั่วขณะ เพื่อพักฟื้นพลังิญญาและอาการาเ็ที่แขนและอก
สวี่หลิงอี้ที่เห็นดังนั้น ก็ไม่คิดจะเข้ามาซ้ำคนแบบคนฉวยโอกาสสกปรก ทำเพียงยืนนิ่งทนฟื้นฟูกำลังคนไปด้วยเช่นกัน
ในขณะที่พัก เยี่ยหลงก็ใช้เวลานี้ในการขบคิดไตร่ตรองถึงจุดอ่อนของทักษะเกราะสะท้อนนี้ว่าเป็เช่นไร ' คิดสิคิดสิ เร็วเข้า ทำยังไงถึงเราจะแก้ทางเกราะสะท้อนนี้ได้ ทุกครั้งที่เราโจมตี เกราะมันก็สะท้อนใส่เราได้ตลอด เงื่อนไขมันคืออะไรกันแน่นะ
เดี๋ยวก่อนนะ ทุกครั้งที่เราโจมตีงั้นเหรอ ใช่แล้ว ทำไมมันถึงต้องหลบหมัดที่สองของเราทุกครั้งด้วยล่ะ แสดงว่าเงื่อนไขการแก้ทางเกราะสะท้อนนี้ต้องเกี่ยวกับระยะเวลาเป็แน่ งั้นเรามาลองดูกันหน่อยดีกว่า ก็ไม่เสียหายอะไร '
สิ้นสุดความคิด เยี่ยหลงก็พุ่งหมัดตรงเข้าใส่คนด้วยหมัดทั้งสองข้างในขณะเดียวกันไปที่หน้า โดยปล่อยหมัดข้างหนึ่งให้ช้ากว่าอีกหมัดอยู่นิดหน่อย
สวี่หลิงอี้ที่ไม่สังเกตเห็นผิดปกติอะไร จึงไม่คิดจะหลบ หลีกแต่อย่างใด คือ ปล่อยให้ทักษะเกราะสะท้อนตนทำงานไป
เปรี้ยง เปรี้ยง เสียงสองหมัดซัดเข้าใบหน้าดัง ในเวลาไล่เลี่ยกัน
โดยหมัดหนึ่งนั้นปะทะเข้ากับเกราะสะท้อนและสะท้อนกลับใส่เยี่ยหลง ส่วนอีกหมัดก็ััเข้ากับใบหน้าของสวี่หลิงอี้อย่างตรงๆโดยไม่มีการคุ้มกันจากเกราะแต่อย่างใด
' จริงด้วย หมัดที่สองของเราไม่สะท้อนกลับมา ' เยี่ยหลงคิด
สวี่หลิงอี้ที่โดนหมัดของเยี่ยหลงไปก็ไม่สลบ เพราะหมัดที่เยี่ยหลงปล่อยมานั้น ต่อยมาเพื่อหยั่งเชิง จึงเบายิ่ง
' ในที่สุดก็รู้ถึงจุดอ่อน ของเกราะสะท้อนเราจนได้นะ 'สวี่หลิงอี้คิด
' ระยะเวลาพักฟื้นเกราะ น่าจะคือ หนึ่งถึงสองลมหายใจเข้าออก ฉะนั้นเราจะต้องโจมตีครั้งที่สองให้ไวกว่า ก่อนจะครบเวลา ' เยี่ยหลงคิด
เมื่อเยี่ยหลงคิดได้ดังนั้น คนก็ออกตัว โจมตีคนด้วยหมัดทั้งสองข้างในเวลาไล่เลี่ยกันด้วยความรวดเร็วอีกครา
สวี่หลิงอี้ที่เห็นภาพเบื้องหน้า ก็ตัดสินใจที่จะหลบดีกว่าแทนที่จะยืนนิ่งทนรับ
สวี่หลิงอี้ที่เคลื่อนกายหลบหมัด ใช้เวลาไม่นานไม่ถึงห้าลมหายใจ คนก็หลบหมัดที่รวดเร็วของเยี่ยหลงไม่พ้น
เยี่ยหลงที่แม้จะได้รับาเ็ที่แขนอยู่บ้าง แต่ความเร็วของหมัดคนกลับไม่ตกลง
' จะทำอย่างไรดี จะหลบหมัดมัน ก็หลบความเร็วหมัดมันไม่พ้น จะยืนรับหมัดมันตรงๆ ก็รับไม่ได้ จะต่อยมันคืน มันก็ไม่เจ็บอะไรเหมือนมีเกราะคุ้มกันกายมันอยู่และตอนนี้พลังิญญาของเราก็ใกล้จะหมดเต็มทีแล้ว น่าจะอยู่ได้ไม่ถึงครึ่งของหนึ่งจิบชา(ประมาณ ห้านาที) '
' เราจะทำอย่างไรดี แม้ว่าเราจะโจมตีครั้งที่สองโดนตัวมันได้ โดยไม่โดนเกราะมันสะท้อนกลับมาแล้วก็ตาม แต่การฟื้นฟูตัวเองอย่างรวดเร็วของมันก็เป็ปัญหายิ่ง บวกกับตอนนี้ พลังิญญาของเราก็ใกล้จะหมดเต็มที น่าจะอยู่ได้ไม่ถึงสามนาที งั้นเราปิดใช้งานเกราะิญญาของเราก่อนดีกว่า เพื่อที่จะได้รักษาพลังิญญาที่มีอยู่ไว้ใช้ในเวลาจำเป็ เราจะแลกหมัดต่อหมัดกับมันตรงๆนี่แหละ '
เมื่อเยี่ยหลงคิดได้ดังนั้น คนก็พุ่งหมัดตรงทั้งสองข้างเข้าใส่ใบหน้าของสวี่หลิงอี้
สวี่หลิงอี้ที่เห็นรู้แจ้งประจักษ์แก่หมัดของเยี่ยหลงที่พุ่งมาด้วยความเร็ว คนจึงรู้ว่าไม่มีทางหลบพ้น คนจึงตัดสินใจว่าไม่หลบและหันมาตอบโต้คนด้วยหมัดแบบเดียวกัน
เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง เสียงหมัดซัดแลกกันประมาณสามหมัดดังสนั่น
' การต่อยของเราได้ผลกับมันแล้วเหรอ ? ' สวี่หลิงอี้คิด หลังจากที่ได้สังเกตเห็น หลังแลกหมัดกับเยี่ยหลงไปได้สามหมัด
' ดีล่ะ ถ้าได้ผลแล้ว ก็เหลือแค่วัดกันว่าใครจะยืนอยู่ได้เป็คนสุดท้ายก็แค่นั้น '
ทั้งสองแลกหมัดกันอย่างงี้ แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน จนเวลาล่วงเลยมาจนถึงห้านาที
สภาพของสวี่หลิงอี้ ณ ปัจจุบันคือเละสะบักสะบอมเป็อย่างมาก บวกกับพลังิญญาของคนตอนนี้ก็หมดแล้วด้วย
ส่วนทางด้านของเยี่ยหลง สภาพเละกว่าสวี่หลิงอี้อยู่มากโข คือสภาพตอนนี้ของเยี่ยหลง เรียกได้ว่าจะยืนก็ยังต้องฝืนเลย
เยี่ยหลงที่พยายามยืนฝืนจนขาสั่น พลางคิดขึ้น ' เรา ในที่สุดก็ถึงขีดจำกัดแล้ว คงไม่มีโอกาสที่จะชนะแล้วล่ะ ถึงแม้ใจเราอยากจะสู้ต่อ แต่คงสู้ไม่ไหวแล้ว แค่จะยืนก็ยังลำบากเลย งั้นเราขอยอมแพ้ดีกว่า
เมื่อเยี่ยหลงคิดได้ว่าจะยอมแพ้ และกำลังจะเอ่ยปากบอกยอมแพ้ ทันควันนั้นสวี่หลิงอี้ก็ประกาศขึ้น "
เยี่ยไป๋ ตอนนี้พลังิญญาของข้าหมด เกรงว่าเ้าก็คงเหมือนกัน จากที่ข้าดูเ้าแล้ว ดูเหมือนว่าตอนนี้แค่จะยืน เ้าก็ยังต้องฝืนเลย ซึ่งต่างกันกลับข้าที่ยังสู้ไหวอยู่ แม้พลังิญญาจะหมดแล้วก็ตาม รู้อย่างงี้เ้ายังจะคิดสู้อยู่อีกไหม ? "
' พลังิญญาเราหมดงั้นเหรอ ? หมดตอนไหนกัน ดูเหมือนว่าสวี่หลิงอี้น่าจะเข้าใจผิดอยู่บ้าง เกี่ยวกับสถานการณ์ของเรา ณ ตอนนี้ แต่ก็ดี ที่สวี่หลิงอี้ประกาศออกมาว่าพลังิญญาของมันหมดแล้ว งั้นก็แสดงว่าทักษะเกราะสะท้อนของมัน ก็น่าจะหายตามไปด้วยเช่นกัน ดีล่ะ งั้นแสดงว่าเราก็ยังมีโอกาสชนะด้วยเฮือกสุดท้ายของเราอยู่สินะ ' หลังจากเยี่ยหลงคิดเสร็จ คนก็ประกาศตอบกลับไปว่า
" สู้ ข้าจักสู้ "
" ดี เช่นนั้นก็เข้ามาเลย "
สิ้นสุดการตอบโต้ด้วยคำพูด คนทั้งสองก็พุ่งหมัดวิ่งตรงเข้ามาหากัน โดยมีเพียงแค่เยี่ยหลงนั้นที่ฝืนพยุงตัววิ่งอยู่แค่คนเดียว แต่ถึงกระนั้นคนก็ไม่ลังเลในการเดิมพันด้วยเฮือกสุดท้ายของตน
เปรี้ยง เสียงหนึ่งหมัด ััเข้ากับใบหน้าคนดังสนั่น หมัดนั้นหาใช่ใคร เป็หมัดของสวี่หลิงอี้หาใช่ใครอื่นใด
' ดีแหละ เราต่อยมันได้ก่อน เราชนะแล้ว ' ระหว่างที่
สวี่หลิงอี้คิด เยี่ยหลงที่โดนหมัดคนไปแล้วไม่สลบ ก็ค่อยๆขยับใบหน้าทีละนิด
' อะไรกัน มันไม่สลบเหรอ!! มันน่าจะยืนแทบไม่ไหวแล้วนิ!! แต่ทำไมกัน'
' โชคดี ที่พลังิญญาของเรายังไม่หมด เราจึงใช้เกราะิญญามาห่อหุ้มป้องกันกายเอาไว้ได้ ถ้าเราไม่ตัดสินที่จะรักษาพลังิญญาเฮือกสุดท้ายนี้เอาไว้ก่อนล่ะก็ เราคงจะแพ้ไปแล้ว'
ในชั่วพริบตานั้นที่สวี่หลิงอี้เห็นว่าหมัดตนไม่มีผลกับอีกฝ่าย คนก็ไม่มีเวลาให้ใ จึงพยายามจะเคลื่อนกายออกจากจุดที่ตัวเองยืนอยู่ ณ ปัจจุบัน ให้เร็วที่สุด คนจึงทำการะโถอยหลังเพื่อไปตั้งหลัก
แต่ทว่าทันทีที่ตนขยับ คนก็รู้สึกได้ว่าแขนข้างซ้ายของตนถูกตรึงด้วยอะไรบางอย่างอยู่ คนจึงหันไปมอง
เมื่อคนหันมามอง ปรากฏว่ามือข้างหนึ่งของเยี่ยหลงกลับคว้าจับไหล่ของคนเอาไว้อย่างแน่น เป็เพราะทันทีที่เยี่ยหลงปล่อยหมัดออกไป ในชั่วพริบตานั้นก่อนที่หมัดของเยี่ยหลงจะได้ัักับใบหน้าของสวี่หลิงอี้ คนก็พลันคลายนิ้วทั้งห้าออกจากการกำมือ และใช้นิ้วทั้งห้าในการคว้าจับไหล่ของสวี่หลิงอี้เอาไว้
" เสร็จล่ะ!! "
' แย่แล้ว!! ' สวี่หลิงอี้คิด หลังสังเกตเห็นว่าตนเองถูกตรึงเอาไว้เป็เป้านิ่ง
เยี่ยหลงที่เห็นคนตื่นตระหนกใ ก็ไม่ปล่อยให้โอกาสชนะสุดท้ายนี้ของตนหายไป คนง้างหมัดและพุ่งเข้าใส่ใบหน้าของสวี่หลิงอี้ในทันควัน
ทันทีทันใดนั้น สวี่หลิงอี้ก็ประกาศออกมา " ข้าขอยอมแพ้ " เมื่อเห็นหมัดคนง้างออกมาจะต่อยหน้าตน
เมื่อสวี่หลิงอี้ประกาศออกมาว่ายอมแพ้ ในฉับพลันนั้น ที่เยี่ยหลงได้ยิน คนก็ชะงักหมัดตนเองเอาไว้ ไม่ให้โดนหน้าของสวี่หลิงอี้แม้เพียงนิด
จากนั้นคนก็คลายมือ ที่จับยึดไหล่ของสวี่หลิงอี้เอาไว้ออก เมื่อคลายออก เยี่ยหลงก็เดินโซซัดโซเซถอยหลังจากร่างของสวี่หลิงอี้ประมาณสี่ห้าก้าว ก่อนสองเข่าคนจะคุกลงกับพื้นเป็อย่างต่อมา
สวี่หลิงอี้ถอนหายใจดัง
" ขอบคุณที่ไว้ไมตรีต่อกัน สหายเยี่ยไป๋ เ้าชนะแล้ว " สวี่หลิงอี้กล่าว
" ข้าก็ขอขอบคุณเ้าเช่นกัน ที่ยอมสู้กับข้าอย่างเสมอภาคกัน โดยไม่เข้ามาโจมตีอย่างฉวยโอกาส ตอนที่ข้ากำลังฟื้นฟูกำลัง " เยี่ยหลงตอบกลับสวี่หลิงอี้ จากนั้นค่อยกล่าวบอกแก่ผู้บรรยายการประลองพร้อมชูมือขึ้นข้างหนึ่ง " วันนี้ ข้าขอยุติการต่อสู้ของข้าไว้แต่เพียงเท่านี้ "
พอเยี่ยหลงกล่าวเสร็จ ผู้บรรยายการประลองก็ประกาศชื่อผู้ชนะ " ผู้ชนะคือเยี่ยไป๋ " พอประกาศว่าใครชนะเสร็จ เยี่ยหลงก็ค่อยๆฝืนตัวลงขึ้นมาอย่างช้าๆ
แต่ก่อนจะได้จากไป สวี่หลิงอี้ก็กล่าวขึ้นว่า " สหาย ก่อนที่เราจะแยกย้ายกัน ข้ามีเื่หนึ่งที่อยากจะขอร้อง ได้หรือไม่ "
" เ้าลองว่ามาเถอะ "
" ข้าขอดูหน้าเ้าได้หรือไม่ "
!!
" หน้าข้ารึ ? "
" ใช่แล้ว เผื่อเจอกันข้างนอก เราจะได้จำกันได้และคบหากันอย่างมิตรสหาย "
" ก็ได้นะ แต่ว่า..."
" เ้ากลัวคนอื่น นอกจากข้าจะเห็นหน้าเ้า ใช่หรือไม่ "
เยี่ยหลงไม่กล่าวบอก เพียงพยักหน้าบอกเป็คำตอบก็แค่นั้น
" เื่นั้นไม่ใช่ปัญหา "
" เวทมนต์ม่านหมอก " สวี่หลิงอี้กล่าวร่ายเวทมนต์
เมื่อร่ายเสร็จ คนก็ปล่อยหมอกควันออกจากทางปากเพื่อบดบังสายตาของผู้คน
ทันทีที่หมอกควันออกมา จนครอบคลุมทั้งสนามประลอง เยี่ยหลงที่เห็นดังนั้นก็วางใจขึ้นเยอะ ว่าจะไม่มีใครเห็นหน้าตน นอกจากคนที่อยากให้เห็น
เมื่อหมอกควันปกคลุมทั้งสนามประลองแล้ว สวี่หลิงอี้ก็หยุดปล่อยควันออกจากปาก และหันมาค่อยๆเดินเข้าหาเยี่ยหลง จนมาหยุดตรงใกล้เบื้องหน้าของคน
เยี่ยหลงที่เห็นแก่สายตาแล้วว่า คนมาถึงจุดที่จะเห็นใบหน้าตนได้อย่างชัดแจ้ง คนจึงค่อยๆถอดหน้ากากออกลงให้คนได้เห็น
" ขอบคุณมาก ข้าจำได้ขึ้นใจแล้ว " สวี่หลิงอี้กล่าว
เมื่อสวี่หลิงอี้ได้เห็นจนจำได้แล้ว เยี่ยหลงก็ไม่รีบไม่ช้าในการใส่หน้ากากกลับเข้าที่หน้า
ไม่ช้าไม่นานประมาณห้าวินาที หมอกบังตาก็จางหายลงจนหมด ทั้งสองก็เดินออกจากสนามประลองในทันทีเพื่อแยกย้ายกันไปตามทางของตน
เวลา ห้าทุ่ม เป็เวลาที่เยี่ยหลงหอบร่างอันสะบักสะบอมกลับมาถึงร้านรับจ้างแลกเปลี่ยนสารพัดที่อยู่ของตน เมื่อมาถึง คนก็มุ่งหน้าไปยังห้องของ
ตัวเองในทันที เพื่อไปนั่งสมาธิโคจรพลังเพื่อเลื่อนขั้น
ใช้เวลาประมาณสิบห้านาที เยี่ยหลงจากระดับ
วิญญาจารย์ขั้นหนึ่ง ก็เลื่อนขึ้นสู่ระดับวิญญาจารย์ขั้นหกในเพียงเวลาไม่นาน