เมื่อทั้งหมดเข้าไปภายในกระโจมที่ประทับแล้วอู๋อี้หวินก็ทูลรายงานต่อองค์ชายฝานจิ้งถึงเรื่ององค์รัชทายาทหยาซ่างและองค์หญิงผิงอ้ายจากแคว้นเสี้ยนเข้ามาประทับอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยรวมไปถึงเรื่องที่เขาให้ทหารตั้งกระโจมที่ประทับหลังใหม่สำหรับทั้งสองพระองค์และผู้ติดตาม
“คงหมดทางแล้วจริงๆ ถึงได้ยอมเผยฐานะ แล้วอาการองค์หญิงเป็นอย่างไรบ้าง”องค์ชายฝานจิ้งตรัสถามอย่างใส่พระทัย
“หมอเฉินถวายการรักษาจนพระอาการค่อยทุเลาลงมากแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เป็นอย่างนี้แล้ว อีกไม่นานข่าวก็คงถึงลู่เหลียงแล้วว่าทางเราช่วยคนแคว้นเสี้ยนไว้แบบนี้จะไม่ดูเหมือนยินดีจะเปิดศึกกับหรูจื้อเถียนหรือ” เหอเซียวไห่เอ่ยถามอู๋อี้หวินขึ้นหลังจากกระดกถ้วยชาดื่มจนหมดในคราวเดียว
“เขาเคลื่อนทัพมาไกลถึงนี่โดยไม่มีข้อขัดแย้งทางการเมืองใดๆเจตนาก็ส่อชัดแล้วว่าต้องการทำศึกขยายดินแดน ไม่ว่าทางเราจะรับหรือไม่รับรัชทายาทแคว้นเสี้ยนเข้ามาก็ไม่เกิดความแตกต่างมากมายนักหรอกทัพลู่เหลียงคงยกมาถึงต้าฉางในสักวัน อยู่ที่ว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น”องค์ชายฝานจิ้งตรัสตอบ
“เราก็คงทำได้เพียงตั้งรับ” เหอเซียวไห่ทำท่าครุ่นคิดขณะหยางเสียเติมน้ำชาใส่ถ้วยให้เขาอีกรอบ
“เจ้าอยากจะเป็นคนบุกไปรุกรานทางนั้นบ้างอย่างนั้นรึ”แม่ทัพใหญ่ด่านเจิ้งถงหันพระพักตร์มายังชายหนุ่มจอมมุทะลุ
“กระหม่อมไม่กระหายสงครามถึงเพียงนั้นพ่ะย่ะค่ะไม่รบไม่ทำศึก...ดีที่สุด!” รองแม่ทัพของค่ายกราบทูลด้วยสีหน้าจริงจังหยางเสียที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆ พยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง ก่อนจะยกกาน้ำชาขึ้นรินชาใส่ถ้วยในมือเขาอีก
“หยางเสีย!เจ้าจะมอมน้ำชาข้าหรือไร” เหอเซียวไห่ตวาดขึ้นเพราะรู้สึกจุกที่กระเพาะ “ข้าหิวข้าว! ไม่ได้อยากกินแต่น้ำชา”ชายหนุ่มบอกความต้องการ
“อ้าว...ก็ข้าเห็นท่านเอาแต่พูดก็เลยห่วงว่าท่านอาจจะคอแห้ง ความห่วงใยของข้ากลายเป็นเรื่องผิดหรือนี่” หยางเสียโอดครวญตีสีหน้าสำนึกผิด
อู๋อี้หวิ๋นสบเข้ากับแววตาวิบวับเจ้าเล่ห์ของหยางเสียใบหน้าที่เรียบเฉยกระตุกยิ้มขึ้นชั่วแวบเริ่มเห็นข้อดีที่ท่านแม่ทัพทรงรับหยางเสียเข้ามาอยู่ด้วย
บุคคลทั้งสี่สนทนาพาทีกันได้ครู่หนึ่ง รองแม่ทัพทั้งสองจึงทูลลาออกจากกระโจมที่ประทับหยางเสียเดินเข้าไปช่วยองค์ชายฝานจิ้งถอดฉลองพระองค์ออก การเดินทางระยะไกลทำให้พระองค์ทรงเหนื่อยล้าเกินกว่าจะรับเครื่องเสวยในตอนนี้หญิงสาวจึงผละไปดึงฉากไม้มากั้นส่วนสำหรับสรงน้ำ ก่อนถอยออกมาเตรียมฉลองพระองค์ชุดใหม่
เสียงน้ำในถังไม้กระฉอกเมื่อเจ้าของวรกายสูงทรงหย่อนพระองค์ลงแช่ในถังน้ำอุ่นหยางเสียออกไปเตรียมตั้งเครื่องเสวย กะเวลาทรงสรงน้ำเสร็จพอดี
ผ่านไปครู่ใหญ่ เงาร่างของบ่าวคนสนิทก็กลับเข้ามาในส่วนสรงน้ำอีกครั้ง
“หยางเสีย”
ได้ยินรับสั่งหยางเสียก็ปรากฏกายออกมานอกฉากกั้น ก้าวขึ้นไปบนขั้นบันไดข้างถังน้ำพร้อมกับคลี่ภูษาคลุมไว้รอให้ท่านแม่ทัพทรงสอดท่อนพระกรเข้าไป ทุกครั้งหญิงสาวปฏิบัติงานอย่างเร็วรี่ถึงอย่างไรนางก็ไม่กล้าที่จะใช้สายตามองพระวรกายยามทรงเปลือยเปล่าได้เต็มตาแม้จะเป็นเบื้องพระปฤษฎางค์ก็ตาม
หลังเสวยพระกระยาหารค่ำ ขณะองค์ชายฝานจิ้งทรงดำเนินไปยังพระที่สายพระเนตรก็สะดุดเข้ากับถังไม้ใบเล็กที่ข้างในบรรจุก้อนหินไว้จำนวนหนึ่ง
“ก้อนหินในถังนี้ของเจ้ารึ”
“ขอรับ ข้าเก็บมาจากน้ำตกหลังค่าย” เจ้าของร่างบางก้มลงหยิบก้อนหินผิวเรียบที่มีขนาดพอเหมาะมือส่งให้ท่านแม่ทัพของตน
“เอามาทำอะไรมากมายขนาดนี้ล่ะ” ทรงถามต่อขณะประทับลงบนพระที่
“มันสวยดีขอรับ เอามาทับกระดาษก็ได้หรือพระองค์จะทรงวางไว้กับพื้นแล้วทรงย่ำไปมา ก็น่าจะช่วยผ่อนคลายฝ่าพระบาทได้ดีเชียวละข้าลองทำที่น้ำตกดู หลังจากฝึกหนักแล้วรู้สึกสบายเท้ามาก ก็เลยนึกถึงพระองค์”น้ำเสียงเจื้อยแจ้วบรรยายคุณประโยชน์ของบรรดาก้อนหินในถังไม้เหมือนเด็กอวดผลงานให้ผู้ใหญ่ชื่นชม
องค์ชายฝานจิ้งทรงโยนก้อนหินสลับไปมาระหว่างสองพระหัตถ์
“หินในถังนั่นเท่ากับจำนวนวันที่พระองค์เสด็จจากเจิ้งถงไป...”
ประโยคหลังนั้นเบาจนเหมือนพูดกับตัวเอง แต่ทรงได้ยินถนัด“ขอบใจที่นึกถึงข้า เอามาดูซิ ก้อนไหนเหมาะจะทับกระดาษ” พระองค์ตรัสขณะเอนพระวรกายพิงกับพระเขนย
หยางเสียเลือกหินที่คิดว่าสวยที่สุดในจำนวนหินสิบเก้าก้อน“ก้อนนี้สวยขอรับ สีเขียวแปลกตา” หญิงสาวเดินไปถวายก้อนหินให้ถึงอุ้งพระหัตถ์“มองแล้วเหมือนนกน้อยที่ข้าไปเจอใน... อุ๊ย!” กำลังจะบอกว่านางเจอนกตัวนี้ในน้ำ ด้วยคิดอยู่เพียงว่าอยากให้พระองค์ได้ทอดพระเนตรความงามแปลกตานี้บวกกับความดีใจที่ทรงสนพระทัยจึงทำให้ใจนางจดจ่ออยู่ที่อื่นจนลืมไปว่าหน้าแท่นบรรทมมีพื้นต่างระดับอยู่ เมื่อนางนึกได้ก็สายไปเสียแล้วเท้านางสะดุดพื้นที่ยกขึ้นทำให้หญิงสาวเซถลาไปข้างหน้า จะหลบอย่างไรก็ไม่ทันแล้ว!
เจ้าของร่างเล็กลอยละลิ่วขึ้นมาคร่อมทับบนพระวรกายองค์ชายฝานจิ้งได้แต่ทรงนิ่งขืนพระองค์ไว้ด้วยความไม่แน่พระทัยว่าจะทรงผลักร่างเขาออกโดยเร็วหรือปล่อยให้หยางเสียลุกออกไปเองดี
ใบหน้าของหยางเสียยังคงซบที่พระอุระกว้างของท่านแม่ทัพนางไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์ของพระองค์อีกครั้งแล้วที่ความซุ่มซ่ามลุกลี้ลุกลนของตัวเองทำให้ทรงอึดอัดพระทัย ไม่รู้ว่านางทำให้ทรงเจ็บส่วนใดบ้างหรือไม่
“ข้า...ข้า ขอประทานอภัย” หญิงสาวก้มหน้างึมงำพร้อมกับคลานลงมาจากพระวรกายล่ำสันอย่างเงอะงะ
เมื่อลงมาแล้วหยางเสียก็นั่งคุกเข่าถามพระองค์โดยไม่สบพระเนตรเช่นเดิม“ทรงบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่ขอรับ ข้ามันคนซุ่มซ่าม ทำให้ระคายเบื้องพระบาทอีกแล้วพระองค์ได้โปรดสั่งลงโทษให้หลาบจำด้วยเถิด”
“รู้ตัวว่าผิดนี่นะ” พระองค์ตรัสเนิบๆว่าไปแล้วเมื่อครู่นี้พระองค์ก็เผลอพระทัยคว่ำตามเจ้าคนตัวเล็กไปเหมือนกัน
หญิงสาวได้แต่พยักหน้า สายตาจับจ้องอยู่ที่พื้นทำผิดก็ต้องยอมรับบทลงโทษที่จะได้รับ
“คนทำผิดมันก็ขึ้นกับเจตนา...”
“กระหม่อมมิกล้าแม้แต่จะคิดล่วงเกินพระองค์”เสียงของหยางเสียสั่นมากขึ้น
สายพระเนตรคมกริบมองหยางเสียที่นั่งก้มหน้าจนคางแทบจรดกับอกหินสีเขียวสวยแปลกตายังถูกกำอยู่ในมือที่สั่นระริก
“ส่งหินนั่นมาเถอะประเดี๋ยวมือเจ้าคงได้บีบมันแตกก่อนพอดี”
เจ้าเด็กนี่นั่งสั่นเป็นเจ้าเข้า เห็นพระองค์เป็นปีศาจร้ายหรืออย่างไรสิ่งที่เกิดขึ้นก็ชัดเจนอยู่ว่าเป็นอุบัติเหตุ นี่คิดว่าพระองค์จะทรงสั่งลงโทษจริงๆกระนั้นหรือ
หยางเสียวางหินลงบนอุ้งพระหัตถ์ของแม่ทัพใหญ่ด้วยมือสั่นเทา
“ขืนยังทำซุ่มซ่ามไม่เปลี่ยนออกรบกับข้าจะไม่พานวิ่งเข้าหาดาบข้าศึกก่อนรึ...เจ้าน่ะ” องค์ชายฝานจิ้งตรัสหมายเย้าแหย่เพื่อผ่อนคลายความตื่นกลัวของอีกคนเพราะทรงทราบดีว่าหยางเสียระมัดระวังตัวอย่างที่สุดแล้วแต่ยิ่งเกร็งมากมือไม้แข้งขาก็ดูจะยิ่งพันกันจนเผลอทำอะไรผิดพลาดไปบ่อยๆพลาดแล้วก็ยิ่งลนลาน ลนลานก็พลาดอีก จะถือโทษโกรธเคืองเขาก็ทรงทำไม่ลงเพราะยามที่หยางเสียมีความสุขก็แสดงออกมาชัดเจนเหลือเกินแต่ยามทุกข์หรือมีเรื่องไม่สบายใจ เขาก็ไม่เคยปริปากพูดอะไรซ้ำยังฝืนส่งรอยยิ้มสดใสให้พระองค์เสมอว่าไปแล้วก็ทรงแปลกพระทัยกับองค์เองอยู่เหมือนกัน ที่ทรงจับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆและทรงใส่ใจกับความรู้สึกนึกคิดของชายหนุ่มคนนี้มากขึ้นทุกวัน
หยางเสียเมื่อได้ยินนายเหนือชีวิตตนตรัสดังนั้นก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่หยดน้ำตาใสร่วงเผาะๆ กี่ครั้งกี่หนแล้วที่ทรงให้อภัยคนไม่เอาไหนอย่างนาง
“เป็นชายจะร้องไห้ด้วยเรื่องเท่านี้รึ! จะอยู่กับข้าอย่าได้เป็นคนอ่อนแอ หรือว่าตัวเจ้าไม่อยากจะอยู่แล้ว” น้ำตาของชายหนุ่มทำให้พระองค์ทรงรู้สึกไม่สบายพระทัยได้อย่างน่าประหลาด
“ไม่...ไม่แล้วขอรับ”หยางเสียฟังแล้วก็รีบยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดน้ำตาตัวเองรวดเร็ว“ข้าจะอยู่กับพระองค์ ข้าจะไม่เป็นคนอ่อนแอ ไม่ร้องแล้วขอรับ...ไม่ร้องแล้ว”
สิ้นคำสัญญาว่าไม่ร้องน้ำมูกน้ำตาก็หายไปราวกับเสก เหลือไว้เพียงแต่ร่องรอยแดงช้ำที่ดวงตากลมคู่นั้นองค์ชายฝานจิ้งทอดพระเนตรรอยช้ำนั้นแล้วก็ถอนพระปัสสาสะยาวก่อนตรัสออกไป
“ไปนอนเสียเถอะ...ขอบใจสำหรับหินพวกนี้”หยางเสียก้มคำนับผู้เป็นนายก่อนถอยไปยังที่นอนของตนอย่างเงียบๆ
แม้หยางเสียเดินจากไปแล้วแต่องค์ชายฝานจิ้งยังทรงรู้สึกว่าผิวสัมผัสที่อ่อนนุ่มและกลิ่นกายหอมจางๆ จากเจ้าของร่างเล็กนั้นยังลอยอวลติดพระนาสิกและพระวรกายยากจะเลือน