เจ้าหญิงฮิเมรากิ กับไข่มุกแห่งภูผา (Himeragi Princess and The Pearl of Mountain)

    บทที่ 40: เรื่องเล่ายุคเซ็นโกคุ(ในคู่ขนาน) 1 (Story of the (Alternative) Sengoku Peroid Part 1)

    ทางด้านสึรุฮิเมะก็ได้นำพายูกินะเดินทางมาถึงที่ศาลเจ้าโอยามะซุมิ ซึ่งได้เก็บรักษารูปปั้นตุ๊กตาโทกิอาโซบิโดงู เครื่องจักรกลแห่งกาลเวลาไว้ในนั้น ซึ่งเป็นความลับที่เก็บซ่อนอยู่ภายในศาลเจ้าแห่งนี้และได้พบโทโมเอะที่อยู่ในชุดมิโกะกับคิทสึเนะที่อยู่ในชุดเครื่องแบบนักเรียนมัธยมปลายกำลังยืนรอที่หน้าศาลเจ้า ทานุกิ ภูติพิทักษ์ประจำกายของสึรุฮิเมะในคราบรถม้าได้กลับคืนสู่ร่างเดิมอีกครั้ง“พวกข้าส่งเจ้าได้แค่นี้แหละ ที่เหลือข้าก็ได้แค่ภาวนาขอให้เจ้าโชคดี”“เจ้าพร้อมแล้วใช่ไหม เจ้าหญิงฮิเมรากิ”ยูกินะมองไปที่ตราสัญลักษณ์ดาว 5 แฉกที่อยู่บนหลังมือเรียวงามข้างขวา พลางนึกเพียงอย่างเดียวว่าสึบากิจัง พี่จะทำทุกอย่างเพื่อทำลายคำสาปของนางเทวีอสูรฯ เพื่อช่วยเธอให้รอดพ้นไปจากคำสาปนั่นให้ได้แต่ถึงกระนั้น ยูกินะก็ไม่รู้เลยว่า เธอจะเปิดช่องว่างแห่งกาลเวลาที่อยู่ในตัวรูปปั้นตุ๊กตาได้ยังไง“ส่วนเรื่องการเปิดช่องว่างแห่งกาลเวลานั่น ข้าว่าเจ้าน่าจะทำได้นะ โทโมเอะ โกเซ็น”ในขณะที่โทโมเอะกำลังจะร่ายเวทย์เพื่อเปิดช่องว่างแห่งกาลเวลาอยู่นั้น จู่ๆ ตราสัญลักษณ์ดาว 5 แฉกก็ได้เรือนแสงออกมา เมฆบนท้องฟ้าก็ค่อยๆ มืดครึ้มลงไว้ ดวงตาของรูปปั้นที่อยู่ภายในศาลเจ้านั้นได้เรือนแสงสีฟ้าออกมา สักพักก็ได้เกิดฟ้าผ่าขึ้นเสียงดังสนั่นกึกก้องไปทั่วบริเวณ จนเกิดเป็นช่องว่างแห่งกาลเวลาขึ้นที่หน้าศาลเจ้า ยูกินะ โทโมเอะ และคิทสึเนะรีบเดินเข้าไปในช่องว่างแห่งกาลเวลา จนทำให้เกิดเรือนแสงสีฟ้าออกมาเป็นวงกว้างและพวกเธอทั้งสามก็ถูกพามายังยุคเซ็นโกคุในปี 1600ทาเคโทริ คางุยะ เด็กนักเรียนหญิงชั้นมัธยมปลายปี 3 ในโรงเรียนเอกชนคุณหนูแห่งหนึ่งในใจกลางกรุงโตเกียว ลูกสาวบุญธรรมของโอคินะ เศรษฐีผู้ครอบครองอาณาจักรหมื่นล้านในเครือของ Moonlit Group ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของนายพลเซ็นเคียวกับนายหญิงนิชิโกะนั้นสามารถสอบชิงทุนศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยสุเมรากิได้ และกำลังจะจบการศึกษาชั้นมัธยมปลายปีที่ 3 ภายในปีนี้แล้วด้วยคางุยะได้นำชุดเสื้อผ้าและข้าวของต่างๆ ที่ได้เตรียมไว้ในกระเป๋าสัมภาระย้ายมาอาศัยที่ห้องพักของยูกินะกับสึบากิภายในหอพักหรูที่อยู่ใจกลางกรุงแทนพวกเธอทั้งสองตามที่ยูกินะได้ขอร้องเอาไว้ก่อนที่เธอจะเริ่มออกเดินทางย้อนเวลาไปยังยุคเซ็นโกคุในปี 1600 โดยที่ยูกินะได้โอน ID ห้องพักไว้ให้แล้ว พร้อมกับได้จ่ายค่าห้องพักไว้ล่วงหน้า 5 ปีทางด้านคางุยะเองก็ไม่ได้ข้องใจอะไรมากนัก เพราะหอพักหรูที่ยูกินะกับสึบากิกำลังอาศัยอยู่นั้นมันค่อนข้างจะอยู่ใกล้กับโรงเรียนมัธยมปลายที่เธอกำลังเรียนอยู่ในขณะนี้ และที่สำคัญ มันอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟไปยังมหาวิทยาลัยอีกด้วย หลังจากที่เข้ามาในห้องพักแล้ว คางุยะก็รีบนำกระเป๋าสัมภาระขึ้นไปเก็บไว้ที่ห้องนอนชั้นบนทันที ยุคเซ็นโกคุ ยุคสมัยแห่งสงครามกลางเมืองและการนองเลือดที่มาจากการแย่งชิงอำนาจกันของเหล่าไดเมียว ผู้เป็นเจ้าปกครองแคว้นต่างๆ ซึ่งเกิดจากการล่มสลายของรัฐบาลโชกุนอาชิคางะ เปลวไฟแห่งสงครามได้แผ่ขยายไปทั่วทั้งแผ่นดิน จนนำไปสู่การถือกำเนิดของสามไดเมียวผู้ที่สามารถรวบรวมแผ่นดินญี่ปุ่นไว้เป็นปึกแผ่น โอดะ โนบุนากะ, โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ และโตกุกาว่า อิเอยาสึ นอกจากนั้น ยังได้ถือกำเนิดเหล่านักรบซามูไรและขุนศึกที่มีชื่อเสียงตั้งมากมายโนบุนากะ ผู้ได้รับฉายาว่าเป็นผู้โง่เขลาแห่งโอวาริ แต่กลับสามารถเอาชนะศึกของอิมากาว่า โยชิโมโตะในสมรภูมิโอเกฮาซามะได้ จนทำให้ชื่อเสียงของเขาดังกระฉ่อนไปทั่วแผ่นดินญี่ปุ่น ในศึกที่ปราสาทอินาบะยามะ โนบุนากะสามารถพิชิตกองทัพของทัตสึโอกิแห่งตระกูลไซโต้ ซึ่งเป็นต้นตระกูลของผู้เป็นภรรยาของเขาที่มีนามว่าเจ้าหญิงโนะ หรือโนะฮิเมะ และสามารถเข้ายึดครองแคว้นมิโนะมาเป็นของตนเองได้ จึงทำให้อิทธิพลของเขาแผ่ขยายกว้างออกไปกองทัพฝ่ายโอดะ-โทกุกาว่าสามารถเอาชนะพิชิตกองทัพของฝ่ายอาซาอิ-อาซากุระได้ในสมรภูมิอาเนกาว่า จนทำให้ฝ่ายอาซาอิ-อาซากุระต้องถอยหนีออกมาและขอเจรจาสงบศึกในเวลาต่อมาในขณะเดียวกัน ก็ได้มีเหล่าอสูรโยไคชนิดต่างๆ เข้ามาอาละวาดคุกคามชาวบ้านไปตามเมืองต่างๆ ทั่วญี่ปุ่น จนทำให้มีกลุ่มพระสงฆ์ได้ร่วมกันจัดตั้งกองกำลังพระนักรบมนตราที่มีนามว่าอิกโกะ-อิกกิขึ้นเพื่อคอยปราบเหล่าอสูรโยไคที่เพ่นพ่านไปตามเมือง โดยมีศูนย์บัญชาการใหญ่อยู่ที่วัดฮอนกันจิในแคว้นเอจิเซ็นและมีศูนย์บัญชาการย่อยอยู่ที่วัดเอ็นเรียคุบนภูเขาฮิเอย์ เหล่าพระสงฆ์ที่อยู่ในสังกัดล้วนถูกฝึกการต่อสู้แบบซามูไรและการใช้พลังมนตราแห่งธารณีโพธิญาณในการปราบอสูรโยไคจนกระทั่งวันหนึ่ง เร็นเนียว หัวหน้ากองกำลังอิกโก-อิกกิในวัดเอ็นเรียคุก็ได้ทราบมาว่าโนบุนากะได้ทำสัญญาขายวิญญาณให้กับนางอสูรตนหนึ่งจนกลายเป็นจอมมารแห่งอสูรและได้สร้างกองทัพอสูรโยไคขึ้นอย่างลับๆ โดยที่แม้แต่เหล่าพวกพ้องฝ่ายเดียวกันก็ยังไม่มีใครรู้ เพื่อใช้เป็นอาวุธในการแผ่ขยายอำนาจไปทั่วญี่ปุ่น จึงทำให้เขาต้องหยุดยั้งแผนการของโนบุนากะในครั้งนี้ให้จงได้ จนนำไปสู่ศึกสมรภูมิที่นางาชิมะกองทหารของชิบาตะ คัทสึอิเอะไม่สามารถต่อกรกับพลังมนตราแห่งธารณีโพธิญาณของอิกโก-อิกกิได้ จึงทำให้คัทสึอิเอะต้องถอยทัพหนีออกมา หลังจากนั้นไม่นาน โนบุนากะได้กลายสู่ร่างจอมมารอสูรและมุ่งหน้าไปยังวัดเอ็นเรียคุ พลังมนตรานั้นไม่สามารถทำอะไรโนบุนากะในร่างจอมมารอสูรได้เลย จึงทำให้เหล่าพระนักรบมนตราอิกโก-อิกกิในวัดเอ็นเรียคุล้วนถูกฆ่าตายไปอย่างโหดเหี้ยม ซึ่งรวมไปถึงตัวเร็นเนียวด้วย จนนำไปสู่การสังหารหมู่ในภูเขาฮิเอย์ในที่สุดโนบุนากะในร่างจอมมารอสูรได้เริ่มทำการเผาทำลายวัดเอ็นเรียคุและเข่นฆ่าผู้คนในภูเขาฮิเอย์ทั้งหมดด้วยพลังแห่งอสูร จนทำให้ชื่อเสียงในเรื่องของความโหดเหี้ยมดั่งจอมมารอสูรของโนบุนากะได้แพร่กระจายไปทั่วแผ่นดินชาวพุทธทั้งแผ่นดินต่างก็พากันรุมต่อต้านและประณามในความโหดเหี้ยมของเขา จนนำไปสู่การจัดตั้งพันธมิตรต่อต้านในเวลาต่อมา โดยเคนเนียว หัวหน้ากองกำลังอิกโก-อิกกิในวัดฮอนกันจิ ร่วมกับชิโมสุมะ ไรเร็น พระนักรบมนตราชั้นแนวหน้า, ทาเคดะ ชินเก็น, อุเอสึกิ เคนชิน, ตระกูลอาซาอิ-อาซากุระที่นำโดยอาซาอิ นางามาสะกับอาซากุระ โยชิคาเงะ, ตระกูลโมริที่นำโดยโมริ โมโตนาริ และกองกำลังไซกะที่นำโดยไซกะ มาโกอิจิกองทัพฝ่ายโตกุกาว่า อิเอยาสึได้พ่ายแพ้ให้กับกองทหารม้าของฝ่ายทาเคดะที่นำโดยชินเก็นในศึกมิคาตะกาฮาระ จนทำให้อิเอยาสึเกิดความยำเกรงในตัวของชินเก็นเป็นอย่างมากในศึกอิจิโจดานิ-โอดานิ โนบุนากะได้นำกองทัพเปิดฉากโจมตีฝ่ายอาซาอิ-อาซากุระจนนำไปสู่การล่มสลายของสองตระกูลดังกล่าวในที่สุด โนบุนากะได้ขึ้นมามีอำนาจในการควบคุมเมืองหลวงเกียวโตกับเมืองอื่นๆ ในแถบภาคกลางและทำการแผ่ขยายอำนาจออกไปทั่วญี่ปุ่นโนบุนากะได้นำกองพลปืนไฟในการเข้าพิชิตศึกทัพม้าของฝ่ายทาเคดะในสมรภูมินากาชิโนะจนทำให้ฝ่ายทาเคดะถึงกับถอยทัพหนีออกมา ทางด้านเคนชินก็ได้สิ้นใจลงจากโรคร้ายในช่วงท้ายของศึกเทโดริกาว่า ส่งผลทำให้โนบุนากะขึ้นมามีอำนาจปกครองญี่ปุ่นแบบเบ็ดเสร็จ

    คล้ายกับเรื่องเจ้าหญิงฮิเมรากิ กับไข่มุกแห่งภูผา (Himeragi Princess and The Pearl of Mountain) ที่คุณอ่าน