บทที่ 84 แปดเซียนสองเทวะหนึ่งอรหันต์(1)
จากแสงของดวงตะวันที่เริ่มอ่อนแรงลงในยามโพล้เพล้ เปลี่ยนเป็นแสงสว่างที่สาดกระทบลงมาทั่วหุบเขาในเสี้ยวพริบตา ทำให้ชาวบ้านทุกคนตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น จนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้อีกต่อไป
โดยเฉพาะความรู้สึกเคารพ นอบน้อม และหวั่นเกรงต่อแสงสว่างเหล่านั้น แม้ว่าพวกเขาทุกคนจะไม่สามารถมองเห็นต้นเหตุของแสงสว่างเหล่านั้นได้ แต่ว่าความรู้สึกของพวกเขาทุกคน แทบจะไม่แตกต่างกันเลย
และในเวลาเดียวกัน สายตาของทุกคนก็หันมองไปทางนางเซียนน้อยของพวกเขา ผู้ซึ่งนำพาแสงสว่างอันศักดิ์สิทธิ์สงบร่มเย็นมายังหุบเขาแห่งนี้ ที่ตอนนี้แม้แต่ตัวนางเองก็ยังมองไปยังฟากฟ้าไม่แตกต่างจากทุกคน...
ส่วนที่แตกต่างกันนั้นก็คงจะเป็นภาพ ที่ปรากฏอยู่ในดวงตาของเยว่หัวนั้น มันเป็นกลุ่มก้อนรูปร่างคล้ายคลึงกับมนุษย์โปร่งใส แต่มีขนาดและสีสันต์ที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่ตัวเล็กๆ กว่าปลายเข็ม ไปจนกระทั่งตัวโตจนสูงกว่ายอดเขาที่สูงที่สุดด้วยซ้ำ...
“ไม่อยากจะเชื่อ ตกลงว่านี่มันเรื่องอะไรกันแน่...”
เยว่หัวมองไปยังภาพที่ปรากฏตรงหน้าของนาง ด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้คิดไปไกลเกินกว่านั้น เสียงบทสวดที่ฟังไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าความหมายของแต่ละคำนั่นคืออย่างไร มันเป็นคำกล่าวคำพูดคำสอน ที่นางไม่เคยได้ยินได้ฟังด้วยซ้ำ แต่มันกลับกลายเป็นว่าในห้วงสำนึกของนางนั้น สามารถเข้าใจมันได้เป็นอย่างดี อย่างที่มันไม่ควรจะเป็นแบบนั้นเลย...
ระฆังธรรมอนันต์ภพ
มันก็คือระฆังแก้วใบเล็กใบหนึ่ง ที่มีขนาดเพียงแค่พอกับกำปั้น กำปั้นหนึ่งเท่านั้น...
ระฆังแก้วใสแจ๋วที่สามารถลอยอยู่บนอากาศได้ด้วยตัวของมันเอง
ระฆังแก้วที่ได้บันทึกเรื่องราวสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นมานานแสนนาน
ระฆังแก้วที่มีอายุขัยมากกว่าห่วงจักรวาลจนนับไม่ได้
ระฆังแก้วที่คอยบันทึกคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และพระปัจเจกพุทธเจ้ามาแล้วมากมายจนนับไม่ถ้วน...
มันคือวัตถุพิเศษที่มีจิตสำนึกเป็นของตัวเอง มันเป็นสิ่งวิเศษที่มีสติปัญญาเลิศล้ำมากเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้ เป็นสมบัติวิเศษที่สามารถตอบได้ทุกคำถาม เป็นสมบัติวิเศษที่มีความเข้าใจในทุกทุกสิ่งอย่างถ่องแท้ และสามารถให้คำแนะนำอย่างถูกต้อง ต่อสิ่งที่ผู้ฟังปราถณาได้โดยสมบูรณ์...
เช่นเดียวกันกับในตอนนี้...
ในตอนที่ทุกคนกำลังตกตะลึงอยู่กับแสงแห่งทวยเทพและพรหมทั้งหลายที่เสด็จมาฟังธรรมตามคำเชิญ ในตอนที่แสงสว่างสาดลงมาเต็มที่ ก็มีเสียงเสียงหนึ่งที่ดังเข้าไปในห้วงสำนึกของทุกคน ทุกๆ ชีวิตที่อยู่ภายในหุบเขาแห่งนี้โดยไม่แบ่งแยก มันเป็นเสียงที่เริ่มเอ่ยคำ ต่างๆ เป็นท่วงทำนอง และพูดต่อไปเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดหย่อน...
และที่สำคัญที่สุด...
ก็คือเสียงข้อความที่แต่ละคนได้ยินนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะสิ่งที่แต่ละคนกำลังได้ยินอยู่นั่น มันเป็นคำตอบของคำถามที่สำคัญที่สุดในชีวิตของแต่ละคน มันเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการคำตอบ แต่ไม่รู้ว่า จะถามใคร และเป็นคำตอบที่สามารถไขกระจ่างให้พวกเขาได้โดยสมบูรณ์
บางคนก็ก็ได้วิธีการทำความเข้าใจต่อชีวิตของตนเอง
บางคนก็ได้ยินเสียงที่บอกหนทางในการดำเนินชีวิต
บางคนก็ได้ยินเสียงของคนที่พวกเขารักและเคารพบอกสอนเรื่องราวต่างๆ
บางคนก็ได้ครูสอนวิทยายุทธที่สอนตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน
บางคนก็ได้ผู้แนะแนวทางการค้าขาย
บางคนก็ได้แนวทางในการฝึกฝนเพื่อให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น
หรือแม้แต่บางคนก็ได้รับคำสอน ที่ทำให้เขาสามารถเข้าใจในสิ่งที่เขาสงสัยมาตลอดทั้งชีวิต...
ไม่เพียงแค่ชาวบ้านในหุบเขาแห่งนี้เท่านั้น แต่ไม่ว่าจะเป็นทวยเทพทุกองค์ มหาพรหมจากทุกชั้นฟ้า สิงห์สาราสัตว์ทุกชนิด ไม่เว้นแม้แต่จิตวิญญาณทุกดวงที่ยังสิงสถิตอยู่ในที่แห่งนี้ ทั้งหมดล้วนแล้วแต่ได้รับคำชี้แนะ ที่สำคัญต่อตนเองทั้งสิ้น
ธรรมชาติ...
แก่นแท้ของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงประกาศ ล้วนแล้วแต่เป็นคำสอนที่ทำให้คนเรานั้นสามารถเข้าใจได้ถึงธรรมชาติอย่างแท้จริง
เพียงแต่ว่าธรรมชาติในมุมมองของพระพุทธศาสนานั้น ได้น้อมเอาสติปัญญา เพื่อพิจารณาหาทางหลุดพ้นจากความเกิดและความตาย มีจุดมุ่งหมายอยู่เพียงแค่พระนิพพานเท่านั้น นั่นคือเป้าหมายสูงสุดของศาสนาพุทธ...
แต่...
แต่ในความเป็นจริงแล้วคำว่าธรรมชาติ นั่นก็คือสิ่งที่สิ่งสิ่งนั้นเป็นอยู่...
ฟังดูมันอาจจะเป็นสิ่งที่ยากเกินจะทำความเข้าใจ แต่บางทีมันก็ง่ายเสียจนเราแทบอยากไม่อยากเชื่อว่ามันเป็นแบบนั้นด้วยซ้ำ!
..........................................
มาแล้วจ้า มาช้าแต่มานะ ตอนแรกขอสั้นนิดนึงนะครับ(ถ้ายาวกว่านี้เดี๋ยวอดใจติดตอนอ่านล่วงหน้าไม่ได้ ช๊อด*-*)
ตอนแรกนึงว่าจะไม่ทัน แต่เข็นมาให้ก่อนครับ ช่วงนี้ราคายางลงหนัก รถไรท์ก็ยังซ่อมไม่เสร็จแถมฝนก็ตกมาสองวันละ ค่าซ่อมน่าจะบานไปหลายอยู่ เห็นว่างอกเพิ่มมา500ละ - -*
ส่วนนิยายน่าจะเริ่มกลับมาอัพตามปกติได้แล้วครับ ขอพักหน่อยนึงนะ ถ้าไหวยังไงพรุ่งนี้มาเจอกันแต่เช้าจ้า