“แล้วแผนมีอะไรบ้าง?’’หลันเอ๋อร์กลอกตา ไหนๆชายหนุ่มก็เป็นผู้นําแทนแล้วและดูเหมือนว่าคนทุกคนจะยอมรับด้วย เธอจึงไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องไปคัดค้าน
“แผนมีอยู่ว่าเราจะไปถล่มมันซึ่งๆหน้า’’มู่หลินพยักหน้า นํ้าเสียงของเขาเรียบเฉยเป็นอย่างมาก
“ถล่มซึ่งๆหน้า?’’ยี่เฟิง เซี่ยวจี๋ และคนอื่นที่ได้ยินต่างผงะ
ถ้าพวกมันไม่มีปืนก็ได้อยู่หรอก แต่นี่มันเต็มเครื่องเลยนะ!
แล้วคุณจะให้พวกเราไปถล่มมันยังไง?
สําหรับพวกเขาแล้วการต่อสู้โดยไร้อาวุธไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ฝั่งตรงข้ามนอกจากจะมีจํานวนคนที่เยอะกว่าแล้วยังมีอาวุธครบมืออย่างปืนกลด้วย การทําอย่างที่ชายหนุ่มบอกมันจึงเป็นไปไม่ได้
“ไม่ต้องเป็นห่วงฉันจะคอยสั่งการอยู่ที่นี่เอง’ มู่หลินส่ายหัวก่อนที่เขาจะมาที่นี่เขาได้แอบไปสํารวจพวกมันมาบ้างแล้ว ดังนั้นด้วยฌานหยั่งรู้ของเขาเขาจึงรับรู้ดีว่านอกจากพวกมีอาวุธครบมือแล้ว ปัญญาใหญ่สุดไม่ใช่อะไร ยกเว้นผู้ใช้กําลังภายใน!
อย่างไรก็ตามมู่หลินก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองต้องเอาตัวเข้าไปยุ่งเพราะอย่างไรซะเขามาที่นี่ก็เพื่อข้อมูล ซึ่งมันกินไม่ได้หรือดมไม่ได้ดังนั้นเขาจะทําแค่เท่าที่จะทําได้
นั่นก็คือสั่งการ!
เขาจะเป็นผู้ควบคุมอยู่เบื้องหลังเอง!
“แต่นายเป็นคนที่มีฝีมือมากที่สุดนะ!’’หลันเอ๋อร์แทรกขึ้นมาทันทีชายหนุ่มคือคนที่เธอพามาเพราะต้องการให้เขาเอาตัวเองเข้าไปสู้แล้วถ้าเขาไม่สู้มันจะไปมีความหมายได้อย่างไร?
“อย่าห่วงไปเลยถ้าเกิดอะไรขึ้นมาเดี๋ยวฉันจะรีบไปเอง’’ มู่หลินตอบ ด้วยความแข็งแกร่งของเขาเพียงแค่ไม่ถึงหนึ่งนาทีก็ไปถึงที่เกิดเหตุแล้ว อีกอย่างเขาก็มีไพ่ตายตั้งมากมายมันจึงยังไม่มีอะไรให้ห่วงมาก
ทั้งนี้กองกําลังรบพิเศษก็ถูกเพิ่มความแข็งแกร่งขึ้นแล้ว
แล้วแบบนี้มันยังมีอะไรให้พวกเขาสู้ไม่ได้อีกล่ะ?
“ปรมาจารย์ผมเกรงว่าความคิดนี้ไม่เหมาะสมสักเท่าไหร่’’ยี่เฟิงเองก็ไม่เห็นด้วย เขาจึงเลือกคัดค้าน
“ผมเองก็เช่นกัน’’เซี่ยวจี๋และคนอื่นๆต่างพนักหน้าเห็นด้วยกับอีกฝ่าย
ถึงพวกเขาจะมีความเข้าใจในการต่อสู้มากขึ้นแต่มันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะบุกไปซึ่งๆหน้า
ดังนั้นแล้วไอ้ให้ถล่มน่ะไม่ต้องพูด!
“ในเมื่อพวกนายยังกลัวแบบนี้พวกนายก็ดูนั่นซะ ดูเอาไว้!’’ คิดเอาไว้แล้วว่ามันต้องเป็นแบบนี้มู่หลินก็ยิ้มแล้วชี้ไปที่ดาดฟ้าของแก๊งเฉียว
ถึงจะสับสนว่าทําไมแต่ทุกคนก็ไม่รอช้าและรีบหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นมาดูและในวินาทีต่อมาก่อนที่พวกเขาจะได้ทําอะไร
เสียงดีดนิ้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
เปาะ!
ชายหนุ่มได้ดีดนิ้วของเขาเบาๆพริบตา ที่ดาดฟ้าที่มีคนของแก๊งเฉียวถือปืนกลคอยลาดตระเวนก็เริ่มโกลาหล
…
ณดาดฟ้าของตึกร้างแก๊งเฉียว
“เฮ้ย!เกิดอะไรขึ้นวะ?’’
“ถามฉันแล้วฉันจะถามใคร?’’
“บัดซบ!ใครมาเล่นเชี่ยไรแถวนี้?’’
“...’’
ลูกน้องสิบคนของแก๊งเฉียวในเวลานี้ต่างตื่นตกใจพวกเขาตกใจเป็นอย่างมากที่ว่าปืนกลในมือของพวกเขามีอะไรบางอย่างอยู่ภายในแต่ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามมองหาสักเท่าไหร่พวกเขาก็ไม่สามารถพบต้นตอของสิ่งที่ทําให้เกิดแรงดันสะท้อนกลับมาทางกระบอกปืนได้เลย
ดังนั้นแล้วทุกคนในตอนนี้จึงรู้สึกตื่นตะหนกเป็นอย่างมากเพราะถ้ากองกําลังรบพิเศษบุกมาจริง แล้วพวกเขายิงออกไปทั้งๆแบบนี้เกรงว่าจะเป็นพวกเขาเองนี่แหละที่ถูกแรงดันที่มองไม่เห็นสะท้อนกระสุนปืนกลับมา
และนั่นไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน!
“ต้องรีบไปรายงานหัวหน้าแล้ว!’’ลูกน้องคนหนึ่งที่คิดว่าเรื่องนี้มันแปลกประหลาดเกินไปก็วิ่งลงไปข้างล่างทันที
คนอื่นๆที่เห็นเช่นนั้นจึงพยายามหาต้นตออีกครั้ง
…
“เกิดอะไรขึ้น?’’หลังจากที่ได้เห็นเหตุการณ์โกลาหนของแก๊งเฉียวไปหลันเอ๋อร์และพวกยี่เฟิงต่างชะงักด้วยความสับสน พวกเขาไม่เข้าใจเลยว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง
ทั้งยังเกิดขึ้นหลังจากที่ชายหนุ่มบอกให้ดูหรือว่านี่จะเป็นฝีมือของเขา?
“ความจริงแล้วก็อย่างที่รู้กันฉันสามารถจัดการคนพวกนั้นได้อย่างง่ายดายเพียงแต่ฉันไม่ได้ต้องการทําอย่างนั้น ดังนั้นฉันจึงช่วยเท่าที่ทําได้ซึ่งในระยะเวลานี้พวกมันจะไม่สามารถใช้ปืนได้ชั่วคราว ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม!’’เห็นแววตาสงสัยจํานวนมากเริ่มหันมาทางเขา มู่หลินก็พยักหน้าหน้าอธิบาย
ความจริงแล้วนอกจากมู่หลินจะได้ไปสํารวจแก๊งเฉียวเขายังได้ใช้วิธีเดียวกับที่ทําลายกล้องวงจรปิดเพื่อสร้างแรงดันสะท้อนกลับเล็กๆขึ้นมาในปืนทุกกระบอกที่อยู่ที่นั่นเพราะอย่างนั้นตอนนี้ปืนของพวกมันจึงเต็มไปด้วยแรงลมบางอย่างที่พร้อมจะสะท้อนกลับมาได้ทุกเมื่อแน่นอนว่าพวกมันอยู่ได้ไม่นาน ดังนั้นเมื่อพวกมันสลายหายไปทุกอย่างก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าต้องรีบฉวยโอกาส!
“เร็ว!เร็วเข้า!’’ แม้ไม่รู้ว่าชายหนุ่มจะทําได้ยังไงแต่ทุกคนที่เคยได้ประจักความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายมาแล้วต่างเฮและรีบวิ่งไปยังที่นั่นอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตามในวินาทีต่อมาสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะได้ยินก็ดังขึ้น
“ช้าก่อน!ในเมื่อพวกมันใช้ปืนไม่ได้แล้วพวกนายจะเอาปืนไปทําไม?ต้องการข่มเหงผู้ที่อ่อนแอกว่าอย่างนั้นเหรอ?’’ มู่หลินเอ่ยด้วยนํ้าเสียงเย้ยหยัน เขาช่วยไปตั้งมากมายขนาดนี้แล้วหากยังเอาปืนไปด้วยมันก็ง่ายเกินไปน่ะสิ
“เอ่อ…’’ทุกคนต่างมองหน้ากันอย่างอับจนปัญญาก่อนจะยักไหล่ “ก็จริง!’’
กองกําลังรบพิเศษและยี่เฟิงต่างทิ้งอาวุธปืนลงกับพื้นทันทีเพราะในความเห็นของพวกเขาหากยังนํามันไปด้วยนั่นเท่ากับเป็นการหาเรื่องให้อีกฝ่ายดูถูก
และพวกเขาจะไม่ทําเช่นนั้นอย่างแน่นอน!
“แล้วเธอไม่ไปกับพวกนั้นด้วยเหรอ?’’เห็นคนทั้งหมดจากไปแล้ว มู่หลินก็มองไปที่หญิงสาวที่ยังคงยืนกอดอกคิ้วขมวด
“ดูพวกเขามั่นใจซะขนาดไหนแล้วฉันแค่หนึ่งคนจะไปมีความหมายได้ยังไง? นายนั่นแหละเป็นใครกันแน่?!’’หลันเอ๋อร์ไม่คิดว่าเธอจะมีความแข็งแกร่งมากพอที่จะช่วยอะไรพวกเขาได้มากยิ่งพอไม่ให้เอาปืนไปด้วยแล้ว เธอจะไปทําอะไรได้กัน?
เสียเวลาเปล่าๆ!
“คนที่เก่งกาจที่สุดในโลก!’’มู่หลินยิ้มกว้างอย่างมั่นใจ ไม่ว่าที่ไหนหรือที่นี่เขาล้วนมั่นใจอยู่เสมอว่าตัวเองคือหนึ่งเดียวที่จะครองตําแหน่งแห่งจุดสูงสุด
มันจึงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่หลงตัวเองเช่นนี้…
ได้ยินหลันเอ๋อร์ก็อยากจะปวดหัว แต่เธอก็ต้องเคร่งขึมและถามออกไป“นายรู้จักหลันหยิงไหม?’’
“หลันหยิง?ใครกันล่ะนั่น!’’ ถูกถาม มู่หลินก็กลอกตา ถึงเขาจะจากโลกนี้ไปนานแต่ความจําน่ะยังดีอยู่ซึ่งบางเรื่องแม้เขาจะจําได้ไม่ชัดแต่มันก็ใช้เวลาเพียงแค่เสี้ยววิในการค้นหาเท่านั้นแต่ชื่อๆนี้น่ะมันไม่คุ้นหูของเขาเลยสักนิดเดียว
หรือว่าแท้จริงแล้วคนๆนี้จะเป็นคนที่มีอํานาจการช่วยเหลือจากทางเบื้องบน?
“ไม่รู้จัก?’’เห็นท่าทีต๊องๆอย่างนั้น หลันเอ๋อร์ก็เข้าใจได้ทันทีแต่เธอก็อดสงสัยไม่ได้จริงๆว่าทําไม ทําไมคนๆนั้นถึงได้ช่วยเขาเอาไว้!
อย่างไรก็ตามหลันเอ๋อร์ก็ไม่คิดจะบอกความจริงนอกจากเรื่องที่ได้เตรียมเอาไว้“เอาล่ะนายคงอยากรู้ใช่ไหมว่าเบื้องบนเป็นใคร?’’
“ไม่ต้องมาทําเป็นเจ้าเล่ห์หรอกแค่เธอบอกฉันมาฉันก็รู้แล้วว่าเป็นใครเพราะอย่างนั้นถ้าเดาไม่ผิดก็เป็นตระกูลหลันใช่ไหมล่ะ?’’เห็นท่าทีเหลี่ยมจัดของหญิงสาว มู่หลินก็โบกมืออย่างไม่มีอารมณ์
หลันหยิง?ก็หลันเดียวกันกับหลันเอ๋อร์ แล้วแบบนี้ถ้าไม่ใช่ตระกูลหลันแล้วจะเป็นตระกูลไหน?
ถ้าจะบอกน่ะบอกมาดีกว่าว่าหลันหยิงเป็นใคร ไม่ใช่มาแสดงอะไรโง่ๆอย่างนี้!