จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 161 แมงป่องยักษ์

                ชั่วขณะที่ไป๋หยุนเฟยก้าวเท้าออกไปนั้นผนังด้านขวาก็ขยับเคลื่อนไหวโดยปราศจากวี่แววล่วงหน้าจากนั้นปรากฏเงาแส้สีเทาสะบัดฟาดออกส่วนปลายของแส้กลับแหลมคมส่งประกายเย็นเยียบพุ่งวาบเข้าใส่ศีรษะของไป๋หยุนเฟย!

                “ฮ่า ฮ่า!เป็นดังที่คาดไว้จริงๆ!”

                แทนที่ไป๋หยุนเฟยจะแตกตื่นแต่กลับแสดงท่าทียินดีเมื่อมีอันตรายเช่นนี้ก็แสดงว่าถ้ำแห่งนี้มีของล้ำค่าอยู่จริงๆ!

                แม้ว่าก่อนหน้านี้จะลิงโลดกับสิ่งที่ได้พบโดยไม่คาดหมายแต่ที่จริงขณะเข้าใกล้ถ้ำไป๋หยุนเฟยก็ระมัดระวังตัวอยู่ก่อนแล้ว เนื่องเพราะถ้ำแห่งนี้เป็น‘สถานที่ลึกลับ’ซึ่งอาจมีสมบัติล้ำค่าซุกซ่อนอยู่ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ผู้คนจะเข้าใกล้ได้โดยปราศจากอันตราย

            เจ้าเห็นหรือไม่ว่าเกิดเรื่องขึ้นแล้ว

                แม้จะถูกโจมตีอย่างกะทันหันแต่ในพริบตาสุดท้ายไป๋หยุนเฟยก็ยังคงเร็วกว่าไปครึ่งก้าว แส้ยาวนี้เฉียดผ่านท้ายทอยมันไปก่อนจะฟาดใส่พื้นเสียงดัง‘ปัง’จนเศษหินแตกกระจาย จากนั้นได้ยินเสียงร้องจากด้านขวาไป๋หยุนเฟยจึงเคลื่อนเฉียงไปด้านซ้ายมันไม่กล้าเข้าใกล้ผนังหินจึงหยุดอยู่ห่างออกไปสองเชียะก่อนจะหันกลับไปมองยังทิศที่ต้นทางของการจู่โจม  

                “อสูรวิญญาณ!”

                เมื่อได้เห็นผู้ที่จู่โจมใส่ไป๋หยุนเฟยก็อดอุทานออกมาไม่ได้ที่แท้ก็เป็นอสูรวิญญาณแมงป่องยักษ์สีดำตัวหนึ่งซึ่งยามนี้ยืนปิดปากทางเข้าถ้ำอยู่ลำตัวของมันยาววาเศษ มีขาเป็นข้อปล้อง หางของมันยาวเหยียดจนแทบถึงเพดานถ้ำเป็นหางนี้เองที่เพิ่งจู่โจมใส่ไป๋หยุนเฟยเมื่อครู่ก้ามยักษ์ทั้งสองข้างยามเสียดสีกับส่วนหัวก็บังเกิดประกายไฟพร้อมกับส่งเสียง ‘เปรี๊ยะเปรี๊ยะ’ ออกมาและบนหัวของมันเป็นตาสามดวงขนาดเท่าไข่นกซึ่งจ้องมองมายังไป๋หยุนเฟยด้วยแววตาดุร้ายหมายชีวิต

                “ระดับห้า...ระดับห้าขั้นต้น” ไป๋หยุนเฟยขมวดคิ้วแนบแน่นเมื่อสัมผัสได้ว่าพลังวิญญาณของแมงป่องยักษ์มีระดับใกล้เคียงกับวิหคสายฟ้าถึงกับเป็นอสูรวิญญาณระดับห้าขั้นต้น!

                “สถานที่แห่งนี้มีอสูรวิญญาณอยู่จริงๆมิหนำซ้ำยังเป็นถึงระดับห้า!” ไป๋หยุนเฟยลอบตื่นตระหนกมันเดินทางผ่านป่าเขามามากมาย ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยพบเจออสูรวิญญาณ แต่ที่ผ่านมาพวกมันเป็นเพียงอสูรวิญญาณตัวน้อยที่ไม่ถึงระดับสามคิดไม่ถึงว่าครั้งนี้จะได้พบพานกับเจ้าตัวมหึมาเช่นนี้ได้

                “มีอสูรวิญญาณระดับห้าคอยปกป้องรักษา...หรือจะเป็นของวิเศษล้ำค่าอันใด...” หลังจากไป๋หยุนเฟยคลายความตระหนกแล้วมันก็เปลี่ยนเป็นตื่นเต้นยินดีเพราะของวิเศษทั้งหลายมักจะมีสัตว์ประหลาดคอยปกป้องอยู่ อาจจะเป็นสัตว์ประหลาดซึ่งกำเนิดมาพร้อมกับของวิเศษหรือไม่ถูกดึงดูดมาในภายหลังพวกมันหากไม่ใช่ซึมซับพลังจากของวิเศษจนเติบโตเข้มแข็งขึ้น ก็เป็นพวกเฝ้ารอเวลาที่ของวิเศษจะมีพลังอันสมบูรณ์เพื่อกลืนกินเสริมความแข็งแกร่งของตน

                อสูรวิญญาณที่กลืนกินของวิเศษเพื่อเพิ่มพลังของตนมีอยู่นับไม่ถ้วนพวกมันแตกต่างจากมนุษย์ตรงที่มีข้อได้เปรียบทางธรรมชาติสิ่งที่หากมนุษย์รับประทานเข้าไปอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตแต่กับพวกมันแล้วกลับสามารถใช้เป็นยาบำรุงได้

                หากสถานที่ใดมีอสูรวิญญาณที่แข็งแกร่งอาศัยอยู่ก็มีโอกาสสูงที่จะมีของวิเศษล้ำค่าอยู่ด้วยและอสูรวิญญาณเหล่านั้นก็มักจะหวงอาณาเขตและสมบัติของมันอย่างยิ่งไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดที่คิดจะเข้าใกล้จะถูกมันโจมตีใส่ทันที

                ไป๋หยุนเฟยตื่นตัวเตรียมป้องกันอยู่ครู่หนึ่งแต่หลังจากใช้สัมผัสวิญญาณสำรวจดูก็พบว่ามีอสูรวิญญาณอยู่เพียงตัวเดียวมันจึงคลายความตื่นตัวลงขณะมองไปยังแมงป่องยักษ์ที่อดทนรอจังหวะจู่โจมใส่ก็รวมนิ้วกำหมัดพร้อมกับกล่าวด้วยความตื่นเต้น“ระดับห้าขั้นต้น ก็เทียบได้กับบรรพวิญญาณระดับต้น ฮ่า ฮ่า นับว่าประจวบเหมาะ ขอใช้เจ้าเป็นเป้าทดสอบพลังของข้าก็แล้วกัน!”

                “กรี๊ด!!”

                แมงป่องยักษ์กรีดร้องขึ้นราวกับมองออกถึงพลังของไป๋หยุนเฟยหลังจากที่มันพบว่าผู้บุกรุกเข้ามาในอาณาเขตอ่อนแอกว่าตนก็เริ่มจู่โจมใส่อย่างดุดันอำมหิต

                ก้ามทั้งสองของมันแทงตรงใส่พื้นแต่กลับไม่ได้มุ่งเป้าใส่ไป๋หยุนเฟยมันปักก้ามลงใส่พื้นเพื่อเป็นจุดค้ำยันก่อนจะโน้มตัวลงด้านหน้า ก่อนจะเหยียดหางหยาบใหญ่พุ่งเข้าหาไป๋หยุนเฟยราวปลายทวนทะลวงใส่

                ภายในถ้ำไม่กว้างใหญ่มีพื้นที่ไม่พอให้หลบหลีกพ้นระยะไป๋หยุนเฟยหรี่ตาลงพร้อมกับเพ่งสายตาจับจ้องไปที่ปลายหางของมันจากนั้นอาศัยท่าเท้าพร่าเลือนขยับร่างซ้ายขวาจนเกิดเป็นภาพมายาหางแมงป่องโหมจู่โจมอย่างต่อเนื่องฉับไวนับสิบครั้งแต่ก็ทำได้เพียงทะลวงใส่ภาพติดตาไม่อาจทำร้ายไป๋หยุนเฟยได้แม้แต่น้อย

                ไป๋หยุนเฟยหลบหลีกการโจมตีครั้งแล้วครั้งเล่าพร้อมกับมองหาโอกาสที่จะโต้กลับหลังจากที่หางแมงป่องแทงเฉียดใบหูไปอีกครั้ง จู่ๆก็ได้ยินเสียงสั่นดังแผ่วเบาพร้อมกับที่หางแมงป่องยักษ์เหยียดออกอีกครั้งจากนั้นปลายหางมันสั่นระริกก่อนจะวกอ้อมฉกเหล็กในอันแหลมคมใส่หลังหมายทะลวงหัวใจของไป๋หยุนเฟย

                ในห้วงอันคับขันระหว่างถูกจู่โจมจากด้านหลังไป๋หยุนเฟยก็ยกแขนขวาขึ้นเพื่อปิดป้องปลายหางขณะเดียวกันก็ถีบเท้าโยกตัวหลบไปด้านซ้ายเหล็กในแมงป่องยักษ์จึงแทงใส่ที่ข้างเอวก่อนจะกรีดเสื้อผ้าขาดออกพร้อมกับประกายไฟแลบแปลบบนเกราะวิญญาณไหมทองก็บังเกิดรอยกรีดยาวเหยียดขึ้นอีกรอย

                หวาดเสียวนัก! ไป๋หยุนเฟยลอบกล่าวกับตนเอง ขณะเดียวกันก็ฉวยโอกาสพุ่งเข้าประชิดแต่กระนั้นยามที่ก้าวเท้าเข้าไปนั้นจู่ๆก็สัมผัสได้ถึงอันตรายที่แผ่เข้าหาไป๋หยุนเฟยหน้าแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อยแต่ก็ไม่ลังเลที่จะรั้งกระบวนท่าจู่โจมพร้อมกับล่าถอยออกมาตั้งหลักอย่างว่องไว

                “กรี๊ด!!”

                แมงป่องยักษ์กรีดร้องขึ้นอีกครั้งขณะเดียวกันก้ามทั้งสองข้างที่ปักอยู่กับพื้นเปล่งแสงสีเหลืองออกมาพร้อมกับพุ่งลงสู่พื้นดินแทบจะเวลาเดียวกันใต้ฝ่าเท้าไป๋หยุนเฟยบังเกิดแรงสะเทือนแล้วแท่งดินอันแหลมคมก็พุ่งขึ้นจากพื้นหากไป๋หยุนเฟยมีปฏิกิริยาชักช้าไปเพียงชั่ววูบ ไม่เพียงแต่สองเท้าจะถูกตรึงกับพื้นเท่านั้นแม้แต่ก้นของมันก็คงต้องถูกทะลวงเป็นรูโหว่ไปแล้ว

                “มารดามันเถอะไฉนเจ้าจึงอำมหิตปานนี้!”

                ไป๋หยุนเฟยลูบอกเพื่อระงับอาการใจเต้นระทึกลงจากนั้นสะบัดมือขวาซัดมีดสั้นออกไปสามเล่มใส่ดวงตาทั้งสามของแมงป่องยักษ์ขณะเดียวกันร่างมันก็พุ่งตามติดอย่างกระชั้นชิด

                แมงป่องยักษ์ดึงก้ามทั้งสองขึ้นมาไขว้ปิดป้องส่วนหัวเอาไว้มันป้องกันมีดบินไว้ได้อย่างปลอดโปร่งก่อนจะวาดก้ามขวาปัดใส่เท้าซ้ายของไป๋หยุนเฟยขณะเดียวกันหางของมันก็แทงใส่ทรวงอกไป๋หยุนเฟยอีกครั้ง

                ดวงตาไป๋หยุนเฟยทอประกายวูบจากนั้นโน้มร่างลงอย่างกะทันหัน หางแมงป่องจึงเฉียดผ่านแผ่นหลังไป ขณะเดียวกันก็เตรียมรับมือต่อก้ามแมงป่องที่จู่โจมใส่เท้าซ้ายของตนไป๋หยุนเฟยแทนที่จะหลบหลีกกลับยื่นแขนขวาต้านรับก้ามยักษ์ของแมงป่องโดยซึ่งหน้า

                ตาทั้งสามดวงของแมงป่องยักษ์ฉายแววประหลาดใจราวกับดวงตาของมนุษย์ขณะเดียวกันก็คิดว่า เจ้ามนุษย์ผู้นี้ช่างไม่รู้จักที่ตายแขนเล็กบอบบางเพียงนี้กลับกล้าปะทะกับก้ามอันใหญ่โตของข้า ถ้าเช่นนั้นข้าจะฉีกร่างมันแล้วขยี้ให้กลายเป็นปุ๋ยเสียเลย

                “เคร้ง...”

                ก้ามยักษ์และแขนปะทะกันจนเกิดเสียงดังบาดหูแมงป่องยักษ์ถึงกับตกตะลึง --- แขนของศัตรูกลับยังสมบูรณ์ปราศจากอันตรายอันใด!

                ขณะที่ดวงตาฉายแววเหลือเชื่อตัวของแมงป่องยักษ์ก็เปล่งแสงสีเหลืองออกมา มันเพิ่มแรงบีบต่อแขนขวาของไป๋หยุนเฟยโดยอาศัยก้ามที่เบ่งพองขึ้นมันบีบแรงขึ้นและแน่นขึ้นทุกที 

                     แต่ทว่าปลอกแขนมีดเพลิงที่มีพลังป้องกันอันร้ายกาจ จะถูกทำลายได้โดยง่ายเช่นนี้หรือ?

                แววตาไป๋หยุนเฟยฉายแววพึงพอใจมันกำหมัดขวาแน่นขณะเดียวกันกล้ามเนื้อแขนขวาก็เบ่งพองขึ้น จากนั้นจึงก้าวเท้าขวาถีบพื้นโดยแรงจนจมพื้นลงไปหนึ่งนิ้วระหว่างที่ก้ามยักษ์ยังคงบีบแน่นไป๋หยุนเฟยก็ดันตัวขึ้นสุดแรงอย่างรวดเร็ว

                ร่างอันใหญ่โตของแมงป่องยักษ์ก็พลิกหมุนไปชนกับผนังถ้ำด้านซ้ายในทันที!

                “ปัง!!”

                พร้อมกับเสียงดังสนั่นผนังถ้ำก็ถูกชนเป็นหลุมขนาดใหญ่ขณะที่หลังของแมงป่องจมติดอยู่กับผนังถ้ำก้ามที่บีบแขนของไป๋หยุนเฟยไว้ก็คลายออกไป๋หยุนเฟยไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอยรีบพุ่งเข้าหาพร้อมกับกระแทกหมัดใส่ส่วนท้องที่ปราศจากเกราะป้องกันของแมงป่องยักษ์อย่างหักโหม

                “เปรี้ยง!”

                “ฟู่!!”

                กำปั้นจมลึกในตัวแมงป่องยักษ์กว่าครึ่งพร้อมกับร่างของมันจมลึกเข้าไปในผนังยิ่งกว่าเดิมแต่ทันใดนั้นปากแมงป่องยักษ์ก็เปิดออกก่อนจะพ่นของเหลวสีเขียวเข้มเข้าใส่ใบหน้าของไป๋หยุนเฟย!!