ตอนที่ 7
สถานศึกษาศาสตร์อักษร...
กลุ่มชายฉกรรจ์ยอดฝีมือ 9 คน ปกปิดลมปราณและกลิ่นอายทั้งหมดโอบล้อมสถานที่แห่งนี้... ฝีมือของแต่ละคนนั้นหาใช่สามัญกระทั่งเหยียบย่างบนกิ่งไม้แห้งยังไม่แตกหัก ทิ้งร่างบนใบไม้ยังไม่สั่นไหว เพลงยุทธย่อมฉกาจฉกรรจ์แม้ไม่ต้องแสดง...
หัวหน้าเกา ยกมือเป็สัญญาณให้ลูกน้องทั้งหมดเฝ้าสังเกตการณ์โดยรอบ...
มองตรงเข้าไปภายในเรือนไม้ขนาดใหญ่กลับพบเพียงแต่ชายชราที่กำลังอ่านตำราให้เหล่าผู้เยาว์นับสิบได้รู้แจ้งแตกฉาน...สีหน้าของ เหล่าซือ มิได้แปรเปลี่ยนแต่อย่างใดแม้กลุ่มยอดฝีมือจะประชิดระยะไม่เกิน 20 ก้าว จากเรือนไม้...
ผู้นำกลุ่มคน ซึ่งถูกเรียกขานนามหัวหน้าเกาขมวดคิ้วเล็กน้อย...ก่อนจะแสร้งปล่อยจิตคุกคามเจือจางออกมาแน่นอนว่าชนชั้นยอดฝีมือจะต้องััได้ถึงกระแสคุกคามนี้ แต่ เหล่าซือก็ยังสอนสั่งเหล่าศิษย์โดยหางคิ้วไม่กระตุกแม้เพียงนิด ไม่มีทีท่าว่าจะหันมองมาด้วยซ้ำ...
หัวหน้าเกา หยิบภาพเหมือนของ เหยาิ เมื่อ 30 ปีก่อนที่ถูกร่างวาดเอาไว้ออกมาพิจารณา... แน่นอนว่าด้วยระยะเวลาที่ยาวนานถึงเพียงนั้นหลายสิ่งหลายอย่างย่อมแปรเปลี่ยน ไม่อาจเชื่อมโยงบุคคลในภาพร่าง กับชายชราตรงหน้าได้เลย...
“หัวหน้า... ดูยังไงอาจารย์ชราผู้นั้น ก็ไม่น่าจะใช่ เหยาิที่เราตามหา มันไม่มีรัศมีลมปราณใด ๆ ออกมาจากร่างด้วยซ้ำไป...”สมุนผู้หนึ่งเอ่ยทักขึ้น
หัวหน้าเกา ขมวดคิ้วเล็กน้อย...
“นั่นสินะ... สงสัยว่า เตียมู่หยง มันคงเพียงแค่บังเอิญแวะมาที่นี่เท่านั้นคงไม่เกี่ยวข้องอะไรกับ เหยาิ ที่พวกเราตามหา... ถอนกำลังช้า ๆอย่าให้ผู้คนแตกตื่น...”
กลุ่มชายฉกรรจ์ตัดสินใจถอนกำลัง...
เหล่าซือ หดั์ตาแคบลงเห็นน้อยก่อนจะจดจ้องไปยังกลุ่มคนที่ล่าถอยไปนอกระยะแล้ว...
“เ้าเตียมู่หยง... สร้างเื่ให้ข้าอีกจนได้!! ดีที่พวกมันยังไม่แน่ชัดในข้อมูล จึงยอมล่าถอยกลับไปแต่ก็คงไม่มีสิ่งใดมาการันตีได้ว่า พวกมันจะไม่กลับมาที่นี่อีก...หรือเราควรจะไปจากที่นี่ดี?!”
ชายชราพึมพำในใจกันตนเอง พลางถอนหายใจแน่นหนักออกมา...
....................................................
ภายในโรงเตี้ยม...
ซุน เกิดข้อสงสัยภายในใจถึงการมาของกลุ่มศิษย์สำนักหงส์สราญนอกเหนือจากศิษย์กลุ่มนี้แล้ว ยังมีสตรีสูงอายุอีกผู้หนึ่ง นางดูคล้ายอายุราว ๆ 50ปี หากแต่เพราะการฝึกฝนลมปราณยิ่งบรรลุระดับที่สูงขึ้นก็จะยิ่งคงสภาพความเยาว์วัยได้เกินกว่าอายุแท้จริงทำให้ภาพลักษณ์ภายนอกอาจคลาดเคลื่อนไปจนยากจะคาดเดา...
“มีแม้กระทั่งอาจารย์ติดตามมาด้วยงั้นหรือ?!” เด็กหนุ่ม ยิ่งรู้สึกสนใจมากยิ่งขึ้น...
ซุน ค่อย ๆ หลับตาลงตั้งสมาธิแน่วแน่ก่อนจะบริกรรมคาถาพึมพำในลำคอ... ด้าน กังเฉิง เคยเห็น ซุนเป็เช่นนี้อยู่บ่อยครั้งแล้ว แม้ไม่ทราบรายละเอียดนักว่า ซุน กำลังทำสิ่งใดแต่ก็ไม่คิดจะเอ่ยถาม...
“อาคม หูทิพย์”
่เวลานั้นเอง ประสาทััการฟังของ ซุน ถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง!! เสียงเล็กน้อยแม้เพียงการขยับปีกของแมลงยังแว่วเข้าหูทุกการสนทนาภายในโรงเตี้ยมแห่งนี้ล้วนก้องดังชัดเจน ขึ้นอยู่กับว่า ซุนจะเลือกจดจ่อกับคำพูดของผู้ใด…
ซึ่งแน่นอนว่า ซุน เพ่งสมาธิไปยังกลุ่มหญิงสาวเ่าั้...
“คืนนี้แล้วสินะที่จะครบ 10 วัน ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านที่ชายฝั่ง...”
“ทุก ๆ สิบวัน จะมีชาวบ้านที่ออกหาปลาหายสาบสูญจำนวนหนึ่ง...คาดว่าคงเป็สิ่งนั้นไม่ผิดแน่แต่ปัญหาคือพวกเรายังไม่ทราบถึงระดับความน่ากลัวของมัน...”
“อย่างไรเสียนี่ก็เป็ภารกิจลับ และเป็โอกาสสุดท้ายที่พวกเราจะลงมือแล้วเนื่องจากข่าวลือนี้ได้ไปถึงหูของทางการเป็ที่เรียบร้อย อีกไม่นานทางการคงจะส่งยอดฝีมือเข้ามาตรวจตราถึงเวลานั้นพวกเราก็จะหมดสิ้นโอกาสลงมือ...
อีกทั้ง อาจารย์เจวียน ชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นปลายก็ตามมาดูแลพวกเราที่นี่ด้วย พวกเ้าอย่าได้ตื่นตูมไปหน่อยเลย...”เสียงที่ดูมีอำนาจกว่าหญิงสาวอื่น ๆ กล่าวขึ้น ชัดเจนว่าน่าจะเป็สตรีที่มีผ้าปิดหน้าเป็ผู้กล่าว
“การติดตามมาครั้งนี้ของข้า เป็เพียงผู้สังเกตการณ์เท่านั้น...ดังนั้นแล้วข้าจะไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือใด ๆ ทั้งสิ้นเพราะมันคือภารกิจที่พวกเ้าต้องรับผิดชอบกันเอง...” เสียงหญิงสาวมีอายุกล่าวเสริมขึ้น
แม้ว่า ซุน จะหลับตาสนิท แต่ก็พอจะคุ้นชินกับการจำแนกเสียง...เด็กหนุ่มลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างช้า ๆ ก่อนจะมองไปยัง กังเฉิงซึ่งเวลานี้กำลังยกสุราจิบเบา ๆ ลิ้มรสชาติ ประหนึ่งคล้ายกลัวว่าตนจะเมาแต่ก็ยังอยากที่จะหัดดื่มสุรา...
“หยุดดื่มได้แล้ว มิเช่นนั้นเ้าอาจเมามายจนพลาดโอกาสสำคัญในคืนนี้...”ซุน เค้นเสียงขึ้น
กังเฉิง ขมวดคิ้วเล็กน้อย...
“มีอะไรงั้นหรือ?!”
“คืนนี้มีเื่สนุกให้พวกเราได้ทำกันแล้ว...ดีไม่ดีเ้าอาจสามารถสร้างความประทับใจ ให้กับพวกนางเ่าั้ก็เป็ได้...” ซุนกล่าวพลางยกมุมปากสูง แววตาเต็มไปด้วยเลศนัย...
......................................................
กลางดึกในคืนนั้น...
สองเด็กหนุ่ม ได้มาแอบซุ่มอยู่ที่ชายฝั่งรกร้างไร้ผู้คน...
จะมีก็แต่เพียงแสงจันทร์ที่สาดส่องในมองเห็นยามราตรี...
“ซุน... เ้าแน่ใจหรือว่าพวกนางจะตามมาในละแวกนี้” กังเฉิง เริ่มแสดงท่าทีหวั่นใจเมื่อท้องฟ้ามืดดำลง
ผิดกับ ซุน ที่คุ้นชินกับการลงมือยามราตรีมาั้แ่สมัยที่อยู่โลกเดิมแล้ว...จึงมีความนิ่งสงบทั้งที่ตน ไม่มีลมปราณในร่างแม้แต่น้อย...
“ข้าได้สอบถามเหล่าชาวบ้านมาตามทาง และเห็นแผนที่ละแวกนี้มาแล้ว ตำแหน่งนี้แม้เป็ตำแหน่งที่ไม่เคยพบว่ามีคนสูญหายหากแต่มันเป็ใจกลางของเหตุการณ์ในละแวก อีกทั้งยังเป็พื้นที่น้ำทะเลขึ้นสูง จนไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เหมาะอย่างยิ่งในการขึ้นฝั่ง และหลบหนีจากไป...”
กังเฉิง เริ่มขนลุกขึ้นมา...
“ขึ้นฝั่ง และหลบหนีงั้นหรือ?!ตกลงพวกเรามาเฝ้าดูตัวอะไรกันแน่!!”
ซุน เผยรอยยิ้มน่ากลัวขึ้น...
“สัตว์อสูรทะเล ยังไงล่ะ!!”
“!!!!!!!!!!!” กังเฉิง เบิกตากว้างทันที
“อะไรนะ!! สัตว์อสูรทะเล งั้นหรือ!!”
“อืม... ถึงจะไม่ได้รับการยืนยันจากปากคำผู้ใดแต่คิดว่าน่าจะไม่ผิดแน่... สิ่งที่คอยเล่นงานจนทำให้ชาวบ้านสูญหายไปจำนวนหนึ่งน่าจะฝีมือเป็สัตว์อสูรทะเล และหลังจากเล่นงานแล้วมันก็ลากเอาศพของชาวบ้านลงไปในน้ำ อาศัย่จังหวะน้ำขึ้นสูงบนหาดทราย ทำให้ไม่เหลือร่องรอยบนฝั่ง...”ซุน อธิบายขึ้น
“ตะ...แต่ว่าสัตว์อสูรทะเล จัดเป็สิ่งมีชีวิตที่ได้รับการคุ้มครองจากสมาพันธ์แห่งท้องทะเล มิใช่หรือ?!แม้พวกเราจะเฝ้าจับตาดู แต่ก็ไม่อาจทำอะไรมันได้!!” กังเฉิงกล่าวขึ้นท่าทีลนลาน เนื่องด้วยสัตว์อสูร ถือเป็สิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งกว่ามนุษย์มาก
“เ้าเข้าใจผิดแล้ว... สัตว์อสูรทะเลที่ได้การคุ้มครอง มีเพียงสัตว์อสูรทะเลที่อาศัยอยู่ภายในมหาสมุทรกิเลนอัสนีเท่านั้น...มหาสมุทรของดินแดนเผ่ามนุษย์ถูกแบ่งเป็สองส่วน หนึ่งคือมหาสมุทรกิเลนอัสนี ที่ตั้งอยู่ใจกลางของทวีปทั้ง4 สถานที่แห่งนั้น มีเขตปกครองเป็เอกเทศของ สมาพันธ์แห่งท้องทะเล
และส่วนที่สองคือ มหาสมุทรเสรี ที่อยู่รอบนอกของทวีปทั้ง 4 โอบล้อมเขตแผ่นดินทั้งหมดของดินแดนเผ่ามนุษย์มหาสมุทรส่วนที่สองนี้ นับเป็เขตพื้นที่เสรีตามชื่อของมัน ไม่มีการคุ้มครองหรือมีทวีปใดๆ เป็เ้าของ และชายฝั่งที่ติดกับ มณฑลเฮย ของเราก็คือเขต มหาสมุทรเสรีด้านทิศตะวันตก...” ซุน กล่าวขึ้นฉะฉานไม่ติดขัด ประหนึ่งชัดเจนในโครงสร้างต่าง ๆของดินแดนแห่งนี้
กังเฉิง ยิ้มแห้ง ๆ ออกมา
“นี่เ้าอ่านตำรามากเพียงใดกัน?! เ้าเพิ่งรู้หนังสือเมื่อ2 ปีก่อนเองมิใช่หรือ?!”
“ช่วยไม่ได้ ข้ามันเป็ คนเถื่อน ไร้ป้ายสำมะโนครัวสิ่งเดียวที่จะทำให้ข้าเอาตัวรอดได้ คือความรู้จากในตำรานี่นา...” ซุน กล่าวพร้อมรอยยิ้มเจือจาง
ไม่นานหลังจากนั้น ทั้งสองก็เริ่มมองเห็นเงาสะท้อนของบางสิ่งเปล่งประกายออกมาจากทะเล...ทำให้ทั้งสองปิดปากเงียบงัน ใบหน้าซีดเผือดทันที โชคดีที่ ซุน ได้กางเขตอาคมรอบ ๆพื้นที่จุดนี้เอาไว้แล้วเพื่อปกป้องกลิ่นอายและร่องรอยของทั้งคู่มิให้กระจายออกไป...
เงาที่สะท้อนประกายกับแสงจันทรา ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นเมื่อสิ่งนั้นใกล้เข้าฝั่งก่อนทั้งสองจะขนลุกชูชัน เมื่อเห็นว่าเงาสะท้อนนั้น เกิดจากเกล็ดสีแดงรอบตัวของสิ่งมีชีวิตตนนี้!! ลักษณะของมันเป็อสรพิษตัวใหญ่มหึมา แววตาสาดประกายความหิวกระหาย...
“เป็สัตว์อสูรทะเล จริง ๆ ด้วย ทั้งยังเป็สายพันธุ์อสรพิษทะเลที่ขึ้นชื่อในเื่พิษร้าย และความน่ากลัวของมัน...” ซุน เค้นเสียงกล่าวขึ้น
“ฮะ...เฮ้ย!! ซุน แบบนี้พวกเรารับมือไม่ไหวแน่ รีบหนีกันเถอะ!!” กังเฉิง หวาดหวั่นชัดเจน
“พวกเราไม่ได้มาเพื่อต่อสู้กับเ้าสัตว์ประหลาดนั่นเสียหน่อย...คู่ต่อสู้จริง ๆ ของเ้าอสรพิษทะเลตนนั้น อยู่นั่นต่างหาก...” ซุน มองตรงไปยังทิศตรงข้าม
ปรากฏเงาร่างของกลุ่มหญิงสาว กลุ่มเดียวกับในโรงเตี้ยมเมื่อกลางวันตามที่คาดไว้...ภารกิจของหญิงสาวกลุ่มนี้ คือการมาจัดการกับสัตว์อสูรทะเลจริง ๆ พร้อมทั้งเก็บเกี่ยวทรัพยากรกลับสู่สำนักหงส์สราญ...
อสรพิษทะเล เมื่อเห็นพวกนางก็แสดงท่าทีประหลาดใจไม่น้อย ก่อนจะแสยะเขี้ยวขู่ฟูฟ่อออกมา...กลุ่มหญิงสาวหลายคนสั่นสะท้าน เนื่องด้วยไม่เคยเผชิญหน้าสัตว์อสูรแท้จริงมาก่อนจะมีก็แต่ หญิงสาวผู้นำกลุ่มที่ปกปิดใบหน้า และอาจารย์หญิงที่สามารถควบคุมสติให้นิ่งสงบอยู่ได้...
“ตั้งค่ายกลรำพัดพญาหงส์!!” หญิงสาวปกปิดใบหน้ากล่าวขึ้นเรียกสติ
ทำให้กลุ่มผู้ติดตามเคลื่อนไหวทันที ตั้งเป็รูปแบบค่ายกลขนาดเล็กโดยอาศัยจำนวนคนเพียง6 คนเท่านั้น... ด้านอาจารย์หญิง คอยเฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ เตรียมพร้อมจะเข้าช่วยเหลือหากเกิดข้อผิดพลาด...
สองเด็กหนุ่มเฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ เช่นกัน...
“คนพวกนี้บ้าหรือเปล่า!! กล้าเสี่ยงตายเผชิญหน้ากับเ้าอสรพิษน่ากลัวเช่นนั้น!!” กังเฉิง เพิ่งจะเคยพบเจอสัตว์อสูรขนาดใหญ่แบบนี้เช่นกันจึงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว...
ซุน เห็นท่าทีของสหายเป็เช่นนั้น จึงเริ่มอธิบาย...
“ไม่หรอก มันเป็สิ่งที่พวกนางต้องทำ เมื่อได้รับคำสั่งจากสำนักของตน...พวกเราอยู่ในเขตรกร้างห่างไกล จึงไม่เข้าใจคุณค่าและความสำคัญของเหล่าสัตว์อสูรมากเพียงพอ...จากตำราประวัติศาสตร์ที่ข้าได้เคยอ่านมา ในยุคสมัยเมื่อราว ๆ หนึ่งหมื่นปีก่อนในตอนนั้นเป็ยุคแห่งการล่าสัตว์อสูร เพื่อแปรเปลี่ยนมันให้กลายเป็อาวุธอักขระที่ทรงพลัง
ด้วยความที่เป็เช่นนั้นใน่สมัยหนึ่ง หลังผ่านไปหลายพันปีจึงส่งผลให้สัตว์อสูรกว่า9 ใน 10 ส่วนของแดนมนุษย์ ถูกล่าสังหารอย่างหนัก จนสูญพันธุ์ลงไปเสียเป็ส่วนมาก...โดยเฉพาะสัตว์อสูรที่อยู่บนแผ่นดินใหญ่ของทั้ง 4 ทวีป ณ ตอนนี้ทั้งในป่าทั้งบนเขาแทบจะไม่มีสัตว์อสูร หลงเหลือให้เห็นได้แล้ว อีกทั้งในส่วนที่เหลือยังกลายเป็สิ่งมีชีวิตที่ได้รับการคุ้มครองด้วยกฎหมายจากทางการไม่อนุญาตให้มีการล่าเกิดขึ้นบนแผ่นดินใหญ่...
ถึงแม้ว่าวิทยาการในปัจจุบัน จะสามารถสร้างปศุสัตว์อสูรขึ้นมาได้แล้ว...แต่สิ่งที่สามารถเพาะพันธุ์ขึ้นมาได้นั้น ก็เป็เพียง [สัตว์อสูรเทียม] ซึ่งจะไม่มีแกนกลางสำคัญอย่าง ลูกแก้วดวงจิตอยู่ภายในร่าง... จึงยังไม่อาจเข้ามาทดแทน [สัตว์อสูรแท้]ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติได้...
ในปัจจุบัน พื้นที่ซึ่งจะล่า [สัตว์อสูรแท้]ได้อย่างถูกต้องนั้น จึงเหลือเพียงแค่ในมหาสมุทรเสรี แต่ก็จำต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อออกเรือไปยังเขตพื้นที่ห่างไกลจากชายฝั่งหลายพันลี้สำหรับออกล่า โอกาสพลาดท่าและตกตายก็มีมากขึ้นตามลำดับจนไม่ค่อยเป็ที่นิยมในหมู่สำนัก หรือพรรคตระกูลขนาดเล็ก...
จะมีไม่บ่อยครั้งนัก ที่สัตว์อสูรทะเล จากเขตมหาสมุทรเสรีจะลอบขึ้นฝั่งมาในลักษณะเฉกเช่นครั้งนี้... ดังนั้นข่าวลือเื่การพบเจอสัตว์อสูรทะเล จึงเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ของเหล่าสำนัก และพรรคตระกูลต่าง ๆที่เพ่งเล็ง... ในยุคสมัยปัจจุบันหากได้ ลูกแก้วดวงจิต ระดับสูงมาสักลูกก็ทำให้สำนักและพรรคตระกูลหนึ่ง กลายเป็ผู้มั่งคั่งได้แล้ว...”
กังเฉิง ที่ไม่ค่อยจะได้อ่านตำรานัก อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายฝืดเคือง...
“เช่นนั้นก็แปลว่า... หากพวกเราจัดการกับอสรพิษทะเลนั่นได้ก็ทำให้พวกเราร่ำรวยทันทีเลยน่ะสิ!!”
ซุน พยักหน้าตอบรับเบา ๆ เผยรอยยิ้มชั่วร้าย...
“หากกลุ่มของพวกนางพลาดท่า... ข้าก็พอจะมีวิธีตลบหลังเล่นงานเ้าอสรพิษทะเลตนนั้นอยู่บ้าง...”
....................................................