เข็มนาฬิกายังคงทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ทว่าความรู้สึกของคนที่เฝ้ามองมันกลับเปลี่ยนไปหลินเหว่ยยืนอยู่ใต้แสงไฟถนนสีส้มดวงเดิมที่ป้ายรถเมล์เที่ยงคืนความตื่นเต้นที่เคยทำให้หัวใจสูบฉีดทุกครั้งที่เห็นร่างของซูเหยียนปรากฏตัวขึ้นบัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกที่อธิบายได้ยาก… มันคือความคุ้นชินที่แฝงไปด้วยความเหนื่อยล้า
00:00 น.
ซูเหยียนก้าวออกมาจากมุมมืด เธอส่งยิ้มบาง ๆให้เขาเหมือนทุกวันที่ผ่านมา แต่วันนี้หลินเหว่ยกลับไม่ได้ยิ้มตอบในทันทีเขามองดูเธอในชุดโค้ทสีครีมตัวเดิมที่เขาเริ่มจดจำได้ทุกฝีเข็มความงดงามที่เคยดูราวกับภาพฝัน เริ่มกลายเป็ความจริงที่ “ซ้ำซาก” สำหรับเขา
“วันนี้งานยุ่งไหมคะ?” ซูเหยียนถามพลางเดินเข้ามาใกล้กลิ่นน้ำหอมมะลิจาง ๆ อันเป็เอกลักษณ์ของเธอลอยมาแตะจมูกกลิ่นที่เคยทำให้เขาเคลิบเคลิ้มและรู้สึกปลอดภัยบัดนี้มันกลับตอกย้ำถึงวงจรที่วนลูปไม่รู้จบ
“ก็เหมือนเดิม” หลินเหว่ยตอบสั้น ๆเขาขยับตัวนั่งลงบนม้านั่งไม้ที่เริ่มผุพัง
“ซูเหยียน... วันนี้ที่ออฟฟิศเขาไปกินเลี้ยงกันทุกคนพาสามีภรรยามาด้วย พวกเขาหัวเราะ ถ่ายรูปกินข้าวด้วยกันตอนทุ่มครึ่งแต่ผมต้องปลีกตัวออกมา... เพื่อมานั่งรอเวลาเที่ยงคืนตรงนี้”
ซูเหยียนชะงักฝีเท้า ความเงียบเข้าปกคลุมป้ายรถเมล์ชั่วขณะ “ฉันขอโทษนะคะที่ไปอยู่ตรงนั้นกับคุณไม่ได้”
“ผมไม่ได้อยากได้คำขอโทษ” หลินเหว่ยเงยหน้าขึ้นดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความอัดอั้น “ผมแค่อยากได้ความธรรมดาผมอยากเดินจูงมือคุณในตอนกลางวัน อยากนั่งดูหนังในโรงด้วยกันไม่ใช่แค่มาเจอกันในเวลาที่โลกหยุดหมุนแบบนี้ มันเริ่มเหมือน...เรากำลังติดอยู่ในละครที่ไม่มีวันจบ และเราก็ทำได้แค่อ่านบทเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมา”
คำเปรียบเปรยนั้นกระทบใจซูเหยียนอย่างรุนแรงเธอกำมือแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว “คุณคิดว่าฉันมีความสุขเหรอที่ต้องรอเวลาเที่ยงคืนในโลกที่ไม่มีคุณ? ฉันเองก็อยากเดินข้างคุณในโลกของฉันเหมือนกันแต่กำแพงที่กั้นเราไว้... ฉันไม่ได้เป็คนสร้างมันขึ้นมานะหลินเหว่ย”
00:08 น.
บรรยากาศรอบตัวเริ่มอึดอัดจนหายใจลำบาก ม่านหมอกจาง ๆเริ่มก่อตัวขึ้นรอบป้ายรถเมล์กลิ่นมะลิที่เคยหอมหวานกลับดูเหมือนจะจางลงไปพร้อมกับความรู้สึกที่เริ่มสั่นคลอนหลินเหว่ยลุกขึ้นยืนพลางถอนหายใจยาว “บางที... การที่ความรักถูกจำกัดด้วยเวลาแบบนี้มันทำให้เราลืมไปว่ารสชาติของชีวิตคู่ที่แท้จริงมันเป็ยังไงเรามีแต่่เวลาโรแมนติกสั้น ๆ แต่เราไม่มี 'ชีวิต' จริง ๆร่วมกันเลย”
“แล้วคุณจะให้ฉันทำยังไง?” เสียงของซูเหยียนเริ่มสั่นด้วยความตัดพ้อ“ให้ฉันหายไปเหรอ? หรือให้ฉันพยายามพังกำแพงที่กั้นโลกของเราไว้ออกมาทั้งที่เราก็รู้ว่ามันเป็ไปไม่ได้?”
หลินเหว่ยไม่ตอบเขาเบือนหน้าหนีแสงไฟถนนที่ดูจะสว่างจ้าจนแสบตาความระหองระแหงที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะความโกรธแค้นแต่มันคือความท้อแท้ต่อโชคชะตาที่เล่นตลก
00:13 น.
แสงไฟหน้าของรถเมล์เที่ยวสุดท้ายปรากฏขึ้นที่ขอบฟ้าทั้งคู่นิ่งเงียบ ไม่มีการจับมือ ไม่มีการปลอบประโลมมีเพียงม่านหมอกที่ดูหนาทึบขึ้นเรื่อย ๆ จนร่างของซูเหยียนเริ่มดูพร่าเลือน
“ถ้าความธรรมดาคือสิ่งที่คุณ้าที่สุด...” ซูเหยียนเอ่ยเบาๆ ขณะที่รถเมล์จอดเทียบป้าย “บางที...ฉันอาจจะเป็ความพิเศษที่มากเกินไปสำหรับคุณ”
เธอก้าวขึ้นรถไปโดยไม่หันกลับมามองทิ้งให้หลินเหว่ยยืนอยู่กับความเงียบและ กลิ่นมะลิจาง ๆ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในอากาศเพียงครู่เดียวก่อนจะจางหายไปสิ้นเชิงทิ้งให้เขายืนอยู่กับโลกความจริงที่ขมปร่าเพียงลำพัง
คุยกับนักเขียน:
สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน ในบทนี้เราเริ่มเห็น “รอยร้าว”ของความสัมพันธ์ระหว่าง 2 โลกกันชัดเจนขึ้นนะครับเมื่อความโรแมนติกเริ่มพ่ายแพ้ต่อความ้าพื้นฐานในชีวิตจริงความรู้สึกอึดอัดที่ผมจงใจสอดแทรกไว้ในบทสนทนานี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะนำหลินเหว่ยไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดในอนาคต
หลายคนอาจจะเริ่มสงสารซูเหยียนหรืออาจจะเข้าใจความเหนื่อยล้าของหลินเหว่ยทุกคอมเมนต์และความคิดเห็นของผู้อ่านมีค่าสำหรับผมมากครับในตอนหน้าเราจะมาดูกันว่า เมื่อหัวใจที่กำลังอ่อนล้าได้รับ “แสงตะวัน”จากคนในโลกความจริงอย่าง “เสี่ยวถง” เื่ราวจะวุ่นวายขึ้นแค่ไหนฝากติดตามและเป็กำลังใจให้กันด้วยนะครับ!