บรึ้ม~!
เกิดเสียงระเบิดใจกลางตันเถียนของตงฟางสร้างความรู้สึกดีให้เขาไม่น้อยหลังจากสามารถทะลวงระดับมาที่ระดับผสานวิญญาณขั้น 7 ได้ในที่สุดจากพิษและแกนพลังวิญญาณสัตว์อสูรมีพิษที่เขาหาได้จากสัตว์อสูรระดับ 5 และระดับ 6
หลังจากลองขยับแขนขยับขาตงฟางกลับพบว่าการเลื่อนขั้นของเขาไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย พละกำลังของเขายังคงเท่าเดิม มวลกล้ามเนื้อของเขาเท่าเดิม สาเหตุที่ร่างกายของเขาไม่พัฒนาเป็นเพราะว่าทักษะวิญญาณโลหิตผันแปรของนิกายโลหิต ทำการปรับแต่งร่างกายของเขาจนพุ่งขึ้นไปยังจุดสูงสุดของระดับผสานวิญญาณขั้น 9 ด้วยการดูดซับเลือดปีศาจมากมายเข้ามาปรับเปลี่ยนโครงสร้างของตนเอง
การเลื่อนขั้นของเขาจึงมีความก้าวหน้าเพียงด้านพลังวิญญาณเท่านั้น นอกจากตันเถียนของเขาจะมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น เขาก็สามารถโจมตีด้วยทักษะได้รุนแรงขึ้นเช่นกัน แต่ถ้าเทียบกับพลังจิตยังตกเป็นรองอยู่มาก เพราะพลังจิตเลเวล 5 ของเขามีพลังโจมตีเทียบเท่าระดับจารึกวิญญาณขั้น 9 ต่างจากพลังวิญญาณของเขาที่เป็นแค่ระดับผสานวิญญาณเท่านั้น
ถึงอย่างนั้นการเป็นเพียงระดับผสานวิญญาณขั้น 7 สำหรับตงฟางกลับคิดว่ามันดีสำหรับเขา หากเขาเลื่อนระดับพลังวิญญาณเร็วเกินไปจนกลายเป็นระดับจารึกวิญญาณ จะต้องมีคนสงสัยเขาอย่างแน่นอน แล้วการเป็นระดับจารึกวิญญาณ ศัตรูที่อยากจะฆ่าเขาพวกมันจะต้องนำคนที่แข็งแกร่งกว่าระดับจารึกวิญญาณมาฆ่า ตงฟางจึงคิดว่าการมีพลังระดับผสานวิญญาณดีกว่า อย่างน้อยเขาก็เป็นฝ่ายลอบฆ่าอีกฝ่ายด้วยพลังจิตที่เก็บซ่อนเอาไว้
บรึ้ม~!
“นี่เธอไปหลบอยู่ไหนกันนะซูฮวา”
ตงฟางมองไปยังสนามรบตรงหน้า เมื่อ 3 วันก่อนที่เขาเดินทางมาถึง พื้นที่ตรงหน้าเขายังเต็มไปด้วยต้นไม้เขียวขจี แต่หลังจากที่เขาแอบซ่อนตัวอยู่ใกล้ๆนี้ การต่อสู้รุนแรงระหว่างมนุษย์และปีศาจก็เริ่มต้นขึ้นในจุดที่คนจากเมืองหลวงรวมตัวกัน ด้วยระดับพลังจารึกวิญาณและระดับผสานวิญญาณที่ระเบิดออกมารอบๆนั้น สร้างความเสียหายให้สิ่งกีดขวางจนเกิดเป็นหลุมบ่อมากมาย
การซ่อนตัวของตงฟางอยู่เงียบๆ เฝ้าจับตามองการต่อสู้ไม่คิดจะเข้าไปช่วย เป็นเพราะใบหน้าของเขาน่าจะก่อปัญหาให้เขาไม่น้อย เนื่องจากหลายคนที่กำลังต่อสู้คุ้นหน้าเขามาก พวกมันเป็นคนที่เคยล่าเขาเรื่องนิกายโบราณ เขาจึงต้องซ่อนตัวแล้วใช้ตาทิพย์สอดส่องหาซูฮวาเพราะคิดว่าเธอจะต้องเดินทางออกจากประตูนี้เช่นกัน
แต่การจับตามองของเขามาตลอด 3 วันเธอกลับไม่ปรากฎตัว ต่อให้จะมีคนตายนับพัน ธาตุน้ำแข็งที่เขาอยากพบเจอก็ไม่ปรากฎ แม้จะมีการโจมตีที่คล้ายกันเกิดขึ้น พลังทำลายกลับไม่เท่ากับซูฮวาที่เขาตามหา ตงฟางจึงคิดว่าจะเดินทางกลับประตูของตัวเอง หากเขาไม่เดินทางกลับในวันนี้ เขาจะกลับไปไม่ทัน จนต้องใช้ประตูของเมืองหลวงเดินทางออกไป การใช้ประตูเมืองหลวงอันตราย เขากลัวว่าเมื่อออกไปจะเจอคนมากมายดักรอเขา จึงคิดว่าจะถอนตัวจากการสอดส่อง ครั้งนี้เขาคงไม่มีโชคได้ปรับความเข้าใจกับซูฮวา
“เอาล่ะ คนเหล่านั้นมาจากวิหารหมื่นบุปผาสินะ ขอสักคนที่เป็นระดับจารึกก็แล้วกัน”
วิ๊ง~!
พลังจิตเต็มกำลังถูกยิงออกจากดวงตาของตงฟาง มุ่งตรงเข้าหาหญิงสาวสวมใส่ผ้าปิดหน้าและเครื่องแต่งกายคล้ายกับซูฮวาทันทีที่เธอสังเกตเห็นแสงบางอย่างภายในป่า เธอก็เริ่มจ้องมองมัน จากนั้นตงฟางก็รีบสะกดจิตเธอทันที เพื่อทิ้งคำพูดของเขาไปให้ซูฮวา
“น่าจะพอแล้วล่ะ”
บรึ้ม~!
พลังจิตธาตุลมเปิดใช้งานเต็มกำลังมุ่งหน้ากลับไปยังประตูเทพธิดาที่อยู่อีกฝั่ง ด้วยความเร็วสูงสุดของตงฟาง เขาคิดว่าตัวเองสามารถเดินทางไปถึงประตูเทพธิดาเมืองหลงไห่ภายในระยะเวลา 1 วันครึ่ง แล้วเหลือเวลาอีกครึ่งวันให้เขาได้รออยู่ที่นั่น
“หนิงเหอก็ไม่อยู่ที่เมืองหลวง แล้วจะไปอยู่ที่ไหนกัน คนผมสีขาวคล้ายๆกันก็ไม่มี ตาแก่หลี่หยุนนะตาแก่หลี่หยุน แค่บอกว่าหนิงเหออยู่ไหนนิดเดียวก็บอกไม่ได้”
ตงฟางบินไปบนท้องฟ้าพลางบ่นให้พ่อของเขาที่ชอบทำตัวลับๆล่อๆ บอกทุกอย่างให้เขารู้เพียงน้อยนิด เพื่อให้เขาพบเจอปัญหาน้อยที่สุด แต่ปัญหาน้อยที่สุดที่เขาเจอกลับรู้สึกใหญ่โตมากๆ ตอนนี้คนจากเมืองหลวงคงจะมีข่าวลือเรื่องของเขาเกี่ยวกับผู้สืบทอดของนิกายโบราณ เมืองหลงไห่คงจะไม่ปลอดภัยอีกต่อไป มันจะต้องมียอดฝีมือมากมายมาดักรอเขาเพื่อขโมยสิ่งของจากนิกายโบราณแน่นอน
“ทุกคนรู้ว่าเราเป็นผู้สืบทอดของนิกายโบราณแล้ว ต่อให้โกหกพวกเขาก็ไม่เชื่อเรา ต้องสร้างเรื่องขึ้นมาโกหกว่าเราได้อะไรจากนิกายโบราณสินะ”
ตงฟางเท้าคางพลางใช้หัวคิดในระหว่างบินกลับ ทันใดนั้นเขาก็เห็นกลุ่มคนจำนวนมากกำลังต่อสู้กับปีศาจ ปรากฎว่าระดับพลังของผู้คนเป็นถึงระดับจารึกและผันแปรวิญญาณตงฟางจึงบินจากไป เพราะเขาไม่รู้ว่าคนเหล่านี้ในอนาคตหากช่วยไว้ จะนำปัญหามาให้เขาในอนาคตหรือเปล่า
—-----------------------------------------
“ต้านเอาไว้ อีกเพียง 10 ชั่วโมงเท่านั้นประตูเทพธิดาจะเปิดแล้ว”
“ต้านเอาไว้~!”
เสียงของศิษย์มากมายร้องตะโกนบอกให้ทุกคนพยายามต่อต้านปีศาจ แม้พวกเขาจะเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างมากก็ตาม พวกเขาไม่สามารถวางอาวุธลงได้ หากเป็นเช่นนั้นพวกเขาจะเป็นฝ่ายที่ต้องตายภายในประตูเทพธิดาแห่งนี้
“เยว่สือ กลับมาก่อน พลังวิญญาณของเธอเหลือน้อยแล้ว”
น้ำเสียงดูสนิทสนมจากเหล่าผู้เป็นเพื่อนบอกให้เยว่สือกลับเข้ามาในกลุ่ม ตอนนี้พวกเธอไม่จำเป็นต้องอยู่แนวหน้าอีกต่อไปแล้ว ด้วยการกลับมารวมกลุ่มกันกับคนในสถาบัน ทำให้พวกเธอมีกำลังคนมากยิ่งขึ้น ศิษย์หลักคนอื่นๆก็อยู่ด้วย เธอจึงไม่จำเป็นต้องยืนในแนวหน้า
“คนบาดเจ็บถอยกลับไปก่อน ข้าจะดูแลด้านหน้าให้”
“ศิษย์พี่เยว่สือ ช่วยข้าด้วย”
“ศิษย์พี่เยว่~!”
เสียงร้องเจ็บปวดทรมานจากศิษย์สายในร้องขึ้นเป็นช่วงๆ เพื่อบอกให้ผู้ที่มีความสามารถในการรักษาสูงสุดของสถาบันในตอนนี้เข้าไปช่วยพวกเขาที่กำลังบาดเจ็บหนัก
ด้วยการทำหน้าที่ถึง 3 อย่างไม่ว่าจะเป็นออกคำสั่ง รักษาคนบาดเจ็บ และโจมตีสวนกลับปีศาจ ทำให้เยว่สือเริ่มหน้าซีด แม้เพื่อนของเธอจะช่วยเสริมอยู่ข้างๆ พวกเธอกลับมีสภาพไม่ต่างกัน
ขณะพยายามใช้วิญญาณยุทธ์กุหลาบวิญญาณดึงผู้บาดเจ็บเข้ามาหลบหลังโล่กำบังของเหล่าคนที่มาจากสังกัดตึกนักเล่นแร่แปรธาตุนั้น ลำแสงสีดำเต็มไปด้วยพลังงานของระดับผันแปรวิญญาณก็ได้พุ่งตรงมายังร่างของเยว่สือ สร้างความตกใจให้ใครหลายคนที่มองจ้องลำแสง
“ศิษย์พี่เย่วสือ ระวัง~!”
“เยว่สือ ระวัง!”
“ไม่~!”
เสียงร้องของผู้คนมากมายจากหมู่ตึกยาและสมุนไพรร้องก้องกังวานออกไปทั่ว เมื่อปีศาจระดับผันแปรวิญญาณที่ยืนมองการต่อสู้มาหลายวันเริ่มลงมือเป็นครั้งแรก โดยมีเป้าหมายเป็นผู้ที่ทำให้คนอื่นๆสามารถลุกขึ้นมาสู้ได้
“ต้องมาจบชีวิตที่นี่สินะ”
ดวงตาสีเขียวอ่อนมองจ้องไปยังลำแสงสีดำกำลังพุ่งตรงมาด้วยความรวดเร็ว ไม่แม้แต่จะเปิดช่องว่างให้กระโดดหลบ เธอจึงหลับตายอมรับความตาย ต่อให้จะนำพลังวิญญาณของเธอออกมาทั้งหมดก็ไม่สามารถรับการโจมตีเอาไว้ได้ เธอจึงปลดปล่อยพลังก้อนสุดท้ายไปยังศิษย์ที่อยู่รอบๆเพื่อทำการรักษาให้พวกเขาลุกขึ้นมาต่อสู้ได้อีกครั้ง โดยมันจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอได้ช่วยผู้คน
“ศิษย์พี่เยว่ เรานัดเจอกันที่นี่ท่านยังไม่เห็นหน้าข้าเลยนะจะตายแล้วเหรอ”
บรึ้ม~!
เสียงกระซิบดังขึ้นในหัวสมองก่อนจะมีเสียงระเบิดดังไม่ไกลออกไป เยว่สือที่จำน้ำเสียงได้จึงเปิดตาขึ้นมามองดูรอบๆแล้วพบเข้ากับเรื่องน่าตกใจ ลำแสงที่ควรจะพุ่งกลืนกินร่างของเธอไป มันพุ่งออกไปด้านข้างเฉียดร่างของเธอไปเล็กน้อยก่อนจะพุ่งขึ้นไประเบิดบนท้องฟ้า
ด้วยอำนาจของพลังจิตเลเวล 5 ตงฟางได้นำมันออกมาทั้งหมดเพื่อควบคุมลำแสง ด้วยกำลังของเขาไม่สามารถป้องกันการโจมตีของลำแสงปีศาจได้เช่นกัน เขาจึงใช้วิธีเปลี่ยนวิถีของมันให้เบี่ยงออกจากเป้าหมาย
“ตงฟาง! เจ้าปลอดภัย”
“ใช่แล้วศิษย์พี่ ข้าปลอดภัย แต่ท่านไม่น่าจะปลอดภัย เอาล่ะ มาอยู่ข้างๆข้าก่อน ส่วนปีศาจ เดี๋ยวข้าจัดการมันเอง”
ตงฟางใช้พลังจิตดึงร่างของศิษย์พี่เยว่สือมานั่งบนดาบข้างๆ จากนั้นเขาก็เริ่มใช้ทักษะโลหิตสลายกระดูกจนศิษย์ทุกคนที่เคยเห็นทักษะของตงฟางตกใจตื่น ความเข้มข้นของพิษที่ตงฟางกำลังปลดปล่อยออกมา มันมากกว่าตอนที่สู้กับศิษย์ในสถาบัน ทุกคนที่รู้จักตงฟางจึงพยายามวิ่งหนี
“ตงฟาง คนอื่นจะได้รับพิษไปด้วยนะ”
“ศิษย์พี่เยว่สือ เชื่อใจข้าได้เลย พวกเขาจะไม่ได้รับพิษของข้าแม้แต่ลมหายใจเดียว”
ตงฟางสะบัดมือเล็กน้อย พิษสีแดงเลือดจำนวนมากที่ลอยออกจากร่างของเขาได้ตกลงไปบนพื้นดิน ทุกคนที่เห็นทักษะโลหิตสลายกระดูกต่างวิ่ง ไม่คิดจะสู้กับปีศาจ ทว่าพิษของตงฟางกลับถาโถมเข้าใส่กลุ่มของปีศาจ แม้ลมจะพัดไปยังทางฝั่งศิษย์สถาบันเฟยเทียนก็ตาม พิษของเขากลับลอยต้านลมเข้าไปโอบล้อมกลุ่มของปีศาจเอาไว้
“ตงฟาง มันมีระดับผันแปรวิญญาณ”
“ศิษย์พี่สบายใจได้ ข้าลองมาแล้ว”
พรึ่บ~!
ตงฟางกำมือแน่นทำให้พิษจำนวนมากบีบอัดเป็นก้อนกลมหมุนวนรอบๆกลุ่มของปีศาจ แม้พวกมันจะพุ่งออกมาจากกลุ่มก็ตาม พิษของตงฟางกลับลอยตามไปโอบล้อมตัวของมันจนลงไปนอนชักดิ้นบนพื้น ไม่เปิดโอกาสให้พวกมันได้ป้องกัน แม้ร่างกายของปีศาจจะมีกลไกป้องกันพิษไม่ว่าจะเป็นสร้างเปลือกตาขึ้นมาอีกชั้น ปิดจมูก ปิดรูขุมขน แต่พิษของเขาที่ได้รับมาใหม่จากพิษของสัตว์อสูรระดับ 6 สามารถซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ ไม่จำเป็นต้องสูดดมหรือกินเข้าไป ทุกคนที่มองจ้องปีศาจกำลังล้มตาย ต่างขนลุกกับความสามารถของพิษที่ตงฟางกำลังควบคุมให้พวกเขาเห็น
ซึ่งการควบคุมพิษสำหรับทักษะโลหิตสลายกระดูกมันไม่มีความสามารถสูงพอที่จะให้เขาบังคับพิษให้วิ่งตามเป้าหมายได้ ทักษะโลหิตสลายกระดูกเพียงแค่ทำให้เขาปลดปล่อยหมอกพิษออกมารอบๆร่างกาย ส่วนการควบคุมลมเขาได้ใช้พลังจิตควบคุมลม เป็นตัวควบคุมพิษของเขาจนมันสามารถฟุ้งกระจายหรือบีบอัดให้เป็นก้อนได้
ตุบ~!
ร่างของปีศาจระดับผันแปรวิญญาณที่ทุกคนเกรงกลัวล้มตัวลงไปตาย คนมากมายที่เห็นการลงมือของตงฟาง ล้วนแล้วมองเขาด้วยความกลัว แม้เขาจะปลดปล่อยเพียงระดับผสานวิญญาณขั้น 7 ออกมาเท่านั้น เขากลับฆ่าได้แม้กระทั่งปีศาจระดับผันแปรวิญญาณ
“ตงฟาง ตลอดหลายวันมานี้สบายดีไหม บาดเจ็บตรงไหนบ้างหรือเปล่า”
ตงฟางมองไปยังศิษย์พี่เยว่สือกำลังแสดงท่าทางเป็นห่วง เขาจึงยิ้มพร้อมกับเปิดผ้าคลุมให้เห็นเสื้อผ้าของเขาที่ไม่มีรอยขีดข่วน ทันใดนั้นเขากลับรับรู้ได้ถึงสิ่งที่เขาตามหามาหลายวัน จึงหุบยิ้มแล้วรีบหันหน้าไปบนฟ้าร้องตะโกนเรียกหาทันที
“ซูฮวา!!!”